ตอนที่ 77
ตอนที่ 77
ตอนที่ 77
บันไดไม้ของเรือนน้ำชาฝูชุนทอดยาวขึ้นสู่ชั้นบน กลิ่นชาหอมอ่อนลอยคลุ้งปะปนกับกลิ่นไม้เก่า
เหยาอวี้ก้าวตามบ่าวขึ้นไปโดยไม่รีบร้อน เจียงจื่อหรงเดินเคียงข้าง นัยน์ตาผลซิ่งกวาดมองรอบด้านด้วยความตื่นตา นางเคยมาที่โรงน้ำชานี้กับพี่ใหญ่ครั้งหนึ่ง หากแต่ไม่เคยได้ขึ้นมาถึงข้างบนนี้เลย ดูท่าน้องสี่จะมีเรื่องให้นางประหลาดใจอยู่เสมอ
ประตูห้องรับรองชั้นบนถูกเปิดออก
ชายหนุ่มในชุดแพรหรูหรายืนอยู่ข้างหน้าต่าง มือหนึ่งไพล่หลัง อีกมือวางถ้วยชา เซี่ยจวิ้นเหอหันกลับมาอย่างไม่เร่งรีบ สายตาไล่มองเหยาอวี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า คล้ายกำลังตรวจสอบสินค้าชิ้นหนึ่งที่แปลกใหม่เพราะมีแต่เรื่องให้เขาประหลาดใจรอบๆ ตัวนาง
ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเย้า
“แค่ข้าไปตรวจบัญชีไม่กี่สัปดาห์เอง น้าจางก็หาลูกเขยเรียบร้อยแล้ว”
เหยาอวี้เพียงมองบนใส่โดยไม่ปิดบัง ในใจอดคิดไม่ได้ว่า หากมารดานางเป็นผู้จัดการจริง ก็ยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็จับตาดูมารดาทุกย่างก้าว ย่อมเตรียมทางหนีทีไล่ได้ทัน
ใครจะคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือกับดักที่ซ้อนทับกันถึงสามครอบครัว
ครอบครัวนายอำเภอ
ครอบครัวปู่เล็ก
และครอบครัวปู่ของตัวเอง
นางไม่เคยประมาทยุคสมัยเลย แต่ก็ไม่เคยคิดว่า ยุคสมัยจะสามารถบีบคั้นชีวิตคนได้ถึงเพียงนี้
“คงทำให้การข่าวของนายน้อยเซี่ยผิดหวังแล้ว เพราะข้ายังมิได้ออกเรือนเจ้าค่ะ”
เหยาอวี้ต้องประชดเขาอยู่แล้ว เพราะตอนบ่าวของเขาเทียบเชิญ ยังเรียกแซ่ใหม่ของนางได้คล่องปาก แต่ยามนี้เจ้าตัวกลับมาแสร้งเลอะเลือนต่อหน้านางโดยไม่ปิดบัง
ดูเหมือนว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เซี่ยจวิ้นเหอคงตรวจสอบเรื่องคืนนั้นมาได้ไม่น้อย เพราะแม้จะได้ยินเด็กหญิงกล่าวเช่นนั้น เขากลับพูดต่ออย่างไม่สะทกสะท้านว่า
“จวนเจียงเพียงประกาศยกเลิกการหมั้นหมายกับจวนนายอำเภอเท่านั้น” เขายกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนวางลงช้าๆ
แต่ลมปากผู้คนไม่เคยจบลงโดยง่าย ทั้งยังมีหลายข่าวที่คาดเดาไปต่างๆ นานา
เหยาอวี้นั่งลงบนเก้าอี้ช้าๆ แล้วได้กลิ่นใบโกฐจุฬาลัมพาจากตัวเขา จึงครุ่นคิดว่านายน้อยเซี่ยคงเพิ่งมาถึงเหออันแล้วมาเจอกับนางพอดี กระทั่งชุดที่ยังอบกลิ่นใบโกฐจุฬาลัมพาก็ยังไม่เปลี่ยน
เพราะช่วงนี้เป็นเดือนพิษ การออกเดินทางต่างสถานที่คนในยุคโบราณล้วนแต่อบผ้าด้วยใบโกฐจุฬาลัมพา ไม่ก็ว่านน้ำ เพื่อป้องกันสัตว์พิษระหว่างทาง
ขณะที่เหยาอวี้เหม่อครุ่นคิดเรื่องสมุนไพรและวิถีชีวิตของคนยุคนี้ ราวกับคำพูดของเซี่ยจวิ้นเหอมิได้เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย
ผิดกับเจียงจื่อหรงที่ไม่ได้เตรียมใจเลยว่า จะต้องมาฟังนายน้อยสกุลเซี่ย เปิดปากนินทาเรื่องในจวนของตนเอง!!
เซี่ยจวิ้นเหอขมวดคิ้วให้กับท่าทีนั้น ก่อนเริ่มต้นอย่างตรงประเด็น “เรื่องของจวนนายอำเภอ…เพราะยอมจบแต่โดยดี ทั้งยังจัดการตัดตอนทุกอย่างหมดสิ้น ดังนั้นไม่ว่าเหตุจะเกิดจากพวกเขาหรือไม่ ในเรื่องนี้คุณหนูตู้ผู้นั้นก็นับว่าลอยเหนือปัญหาแล้ว”
เขาหันมามองตรง
“จึงเหลือเพียงจวนเจียงที่มิได้ออกมากล่าวสิ่งใดมาก นอกจากเรื่องไร้ตัวเจ้าสาวและทวงของหมั้นคืน”
เหยาอวี้มองชาวบ้านหนึ่งอย่างไม่รู้จะกล่าวเช่นไรดี เพราะเขารู้มากประหนึ่งวงใจเลยทีเดียว “ข่าวลือย่อมมีอายุของมันเองเจ้าค่ะ ไม่นานก็ซาลง”
นี่เป็นอีกเหตุผลที่นางไม่ออกไหนเลย นอกจากจวนพาน แต่ได้ยินเซี่ยจวิ้นเหอกล่าวแบบนี้แล้ว ก็มีความรู้สึกขัดแย้งขึ้นมา
หรือเพราะนางเก็บตัว คนจึงยิ่งพูดกัน?
“ซาหรือ?” เซี่ยจวิ้นเหอเลิกคิ้ว ก่อนยกยิ้มเลือกเอาหัวข้อหนึ่งในข่าวลือขึ้นมา “แต่ผู้ที่ยังปักใจเชื่อเรื่องสลับตัวเจ้าสาวกลับมีไม่น้อย”
เขายกนิ้วขึ้นนับช้าๆ “ประกอบกับข่าวว่าตระกูลสาขาเร่งงานแต่ง เพราะต้องการผูกดวงเสริมมงคล…จึงมีคนคิดว่า หากจวนนายอำเภอไม่ยอม สกุลเจียงคงเตรียมเด็กสาวไว้แทนอยู่แล้ว”
เสียงของเขายังคงหยอกเย้า แต่คำพูดกลับคมชัด
“คนจึงคิดกันว่า…พอเป็นเรื่องใหญ่ จึงจำต้องเปลี่ยนมาเป็นรับบุตรบุญธรรมอย่างกะทันหัน”
เจียงจื่อหรงที่นั่งฟังอยู่เผลอกำมือแน่น กำลังจะอ้าปาก แล้วสุดท้ายก็หุบลงอย่างจำยอม เพราะพวกนางไม่ได้เตรียมเจ้าสาวไว้สักหน่อย ผู้ที่ทำคือจวนนายอำเภอต่างหาก แต่ก็มิได้พูดออกไป
เพราะนางรู้ดีว่าสิ่งที่เซี่ยจวิ้นเหอพูดก็เป็นการคาดเดาของคนนอก แต่ถ้านางกล่าวโต้แย้ง นั่นจึงจะเป็นคำพูดของคนใน และต่อให้เรื่องเตรียมเจ้าสาวจะมาจากฝ่ายไหน หากนางแย้งไป นั่นล้วนแต่ยืนยันว่าแท้จริงมีการสลับเจ้าสาวจริงๆ
ซึ่งท่านพ่อและพี่รองของนางล้วนแต่ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ เนื่องจากต้องการรักษาชื่อเสียงให้กับน้องสี่ในฐานะลูกบุญธรรม พี่รองของนางจึงยังต้องไร้ภรรยาต่อไปนั่นเอง
ถึงแม้ใบไม้จะหยุดนิ่ง แต่สายลมยังคงเคลื่อนไว ไม่อยากฟังเรื่องซุบซิบ ก็ยังต้องได้ยินอยู่ดี และที่สำคัญ นี่มันเรื่องบ้านข้า!!!
เจียงจื่อหรงเริ่มคาดเดาไม่ถูกแล้วว่าเหตุใดคุณชายเซี่ยท่านนี้จึงได้สนใจเรื่องในบ้านของนางนัก
เหยาอวี้ทอดถอนใจ รู้สึกมานานแล้วว่าคนผู้นี้จับประเด็นเก่ง ต้องมาเป็นนายน้อยกิจการชา นับว่าเสียของอยู่ไม่น้อย
หรือไม่แน่ว่าเพราะกิจการเรือนน้ำชาเช่นนี้ เป็นแหล่งรวบรวมข่าวสารของยุคนี้ได้มากที่สุดกันนะ?
นางครุ่นคิด
เซี่ยจวิ้นเหอ มิได้สนใจว่าตอนนี้กำลังถูกเด็กหญิงผู้หนึ่งคาดเดาถึงเบื้องหลังของกิจการของตน เขามองนางนิ่งแล้วพูดต่อ
“แม้ไม่มีใครกล่าวเรื่องสลับตัวเจ้าสาว หรือแต่งงานผูกดวงเสริมชะตาตรงๆ” เขาวางถ้วยชาเสียงแผ่ว “แต่ในเหออัน…หลายคนย่อมคิดว่าเป็นคนๆ เดียวกับสมาชิกใหม่ของสกุลเจียง”
ห้องเงียบลงชั่วขณะ เขาพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน
“ติดแค่ว่าไม่รู้ว่าคุณหนูสี่แห่งสกุลเจียงคือผู้ใด และมีที่มาที่ไปอย่างไร” เขายิ้มแล้วกล่าวต่อ
“เพราะผู้ที่ทราบ…หากไม่หนีออกจากเหออันอย่างพวกสกุลหลัวและพ่อบ้านซ่ง ก็ไม่มีทางพูดให้ตนเองเสื่อมเสียเช่นสกุลตู้”
ถึงตรงนี้เซี่ยจวิ้นเหอกลับเชิดหน้าอย่างลำพองเล็กน้อยว่า
“ทว่าข้ามิใช่คนจากสองประเภทนี้ เพราะข้า หรือแม้แต่จวนพาน รู้จักเจ้าก่อนวันแต่งงานของคุณชายรองสกุลเจียง ทั้งข้า และจวนพานจึงสามารถรู้มากกว่าผู้อื่นขั้นหนึ่งว่าคุณหนูสี่สกุลเจียง คือผู้ใด…”
เหยาอวี้สบตาเขาตรงๆ
“นายน้อยกล่าวมามากเพียงนี้” นางเอ่ยเรียบ “คงมิใช่เพียงเพื่อเล่าให้ข้าฟังเล่นกระมังเจ้าคะ” เหยาอวี้ถอนหายใจ รู้สึกว่าคิดผิดที่รับคำเชิญ แต่ถึงอย่างไรก็คงต้องมา เพราะนางมีสิ่งที่ต้องพูดกับเขาอยู่
ได้ยินเหยาอวี้พูดอย่างสงบเช่นนี้ ในใจเซี่ยจวิ้นเหอพลันรู้สึกจืดชืดทันที
ใช่แล้ว ต่อให้เขารู้ทั้งหมดแล้วอย่างไร ก็อย่างที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนทั้งสองประเภทนั้น นั่นคือไม่ใช่ฝ่ายตรงข้ามกับนาง เขายังต้องช่วยนางรักษาความลับนั่นอยู่ดี
ถึงตอนนั้นเขาจึงได้รู้แล้วว่าเหตุใดนายอำเภอตู้จึงได้ใจดีกับญาติห่างๆ ของพ่อบ้านถึงเพียงนั้น เพราะเขาไม่ได้แค่รู้ที่มาของนาง เขายังรู้อีกว่านางถูกหลอก!!
เซี่ยจวิ้นเหอในยามที่ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ถึงกับโกรธนัก หากวันนั้นเขาอยู่ในงาน เขาคงช่วยอะไรได้บ้าง
ได้นางช่วยงานไม่กี่วัน เขายังรู้สึกว่านางเก่งจนต้องชื่นชม
แต่นางยังเล็กนัก เรื่องแต่งงานอะไรนั่น แม้แต่เขายังไม่กล้าคิด แต่กลับมีพวกชั่วกล้าทำ
บัดสบนัก!
“เจ้าสงบใจได้ดีจริงๆ” เซี่ยจวิ้นเหอเบะปาก
บางทีเขารู้สึกท้อแท้กับความสงบนิ่งของนางจริงๆ กระทั่งตอนที่ถูกเขาซื้อกระเทียมตัดหน้า หรือรู้เรื่องนางเข้าใจภาษาอื่น นางยังทำเพียงพยักหน้า แล้วเปลี่ยนไปดูของชิ้นอื่นแทน
ความไม่ยึดติดต่ออะไรเช่นนี้ทำเขารู้สึกร้อนรนเล็กน้อย เสมือนว่าไม่มีสิ่งใดให้นางแยแสบนโลกนี้
ทั้งเหยาอวี้ กับเจียงจื่อหรงมองปฏิกิริยาของนายน้อยเซี่ยที่ออกจะเกินคาดอยู่บ้าง
สำหรับเจียงจื่อหรง ที่เคยพบเซี่ยจวิ้นเหอจากที่ไกลๆ ตามงานเลี้ยงมหญ่ๆ นางมองว่าเซี่ยจวิ้นเหอตามข่าวลือก็คือคุณชายที่ค่อนข้างถือตัวผู้หนึ่ง ตามตำรับบุตรชายผู้สืบทอดกิจการใหญ่โตของตระกูล จึงมิคิดว่าเขาจะใส่ใจน้องสี่ของตนเช่นนี้
ส่วนเหยาอวี้นั้นนางทึ่งกับความสามารถเชื่อมโยงของเขาจริงๆ คนผู้นี้แม้จะอยู่ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมากมาย ก็คงไม่ถูกเฟคนิวส์[1]หลอกเอาง่ายๆ แน่นอน
นางจึงไหวไหล่เล็กน้อยก่อนมองออกไปหน้าต่างที่ไร้เม็ดฝนแล้ว ทั้งยังเริ่มมีแดดร่ำไร “เรื่องมันผ่านมาแล้วเจ้าค่ะ”
ที่นางกล่าวเช่นนี้มิใช่เพราะไม่รู้สึกอันใด แต่ที่นางกล่าวเช่นนี้เพราะรับรู้ถึงความใส่ใจของคนตรงหน้าได้ กล่าวตามตรงทั้งนางและเซี่ยจวิ้นเหอต่างใช้ประโยชน์ของกันและกัน แม้ว่านายน้อยผู้นี้จะมิได้กล่าวกับนางทั้งหมด แต่ความสนใจของเขาคงมิใช่แค่นางที่พูดภาษาอื่นได้ ยังคงเป็นความสัมพันกับจวนพานที่ตอนนี้คนทั้งเมืองยังคาดเดาไม่ถูกว่าเป็นมาอย่างไร
จึงไม่แปลกที่เซี่ยจวิ้นเหอจะให้ความสำคัญกับนางอยู่บ้าง แต่ที่นางไม่เข้าใจคงจะเป็นปฏิกิริยาที่มากเกินสักหน่อยของเขา
กระทั่งเจียงจื่อหรงยังรู้สึกว่าคุณชายท่านนี้ยุ่งเรื่องภายในจวนของนางไม่น้อย
กล่าวมาถึงตรงนี้ เซี่ยจวิ้นเหอก็รู้สึกปวดใจจริงๆ เขาหรืออุตส่าห์กังวล แต่เจ้าตัวกลับเฉยเมยนัก ฮ่องเต้ไร้เรื่องร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน[2]
เขาสูดหายใจลึกก่อนจะพูดอย่างเอือมระอาโดยไม่รู้ว่าเอือมใครมากกว่ากันระหว่างนาง หรือตนเอง “ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของข้า” ก่อนจะโบกมือเล็กน้อยแล้วมีบ่าวนำกล่องมาให้ “รอบนี้ข้าไปตรวจบัญชีไกลถึงเจียงหนาน ซื้อของมาเยอะไปหน่อย พวกเจ้าก็แบ่งเอาไปละกัน”
ประโยคนั้นทำให้เจียงจื่อหรงเอนตัวเข้าใกล้อย่างอดไม่ได้ เมื่อฝากล่องถูกเปิดออก กลิ่นหวานหอมของน้ำตาลไหม้อ่อนๆ ก็ลอยขึ้นทันที ในนั้นมีห่อขนมเรียงอย่างประณีต
ถั่วหวานเคลือบน้ำผึ้งสีทองอำพัน
แผ่นขนมงากรอบบางจนแทบโปร่งแสง
และกล่องเล็กอีกใบที่ปิดผนึกด้วยกระดาษสีคราม
เจียงจื่อหรงร้องเบาๆ อย่างตื่นเต้น “นี่คือขนมร้าน ‘หยุนหลิงถัง’ มิใช่หรือเจ้าคะ!” ดวงตาผลซิ่งของนางแทบเปล่งประกาย ลืมความปากมอมของชายตรงหน้าที่เพิ่งวิจารณ์เรื่องวุ่นวายภายในจวนของตนหมดสิ้น
“ข้าเคยได้ยินว่าขนมเมฆาเคลือบน้ำตาลของร้านนี้มีชื่อเสียงที่สุดในเจียงหนาน”
เซี่ยจวิ้นเหอยิ้มมุมปาก รู้สึกภูมิใจที่มีคนรู้คุณค่า “เจ้ารู้จักดีนี่”
“ท่านพ่อเคยซื้อมาครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ!” นางตอบอย่างภูมิใจ คาดเดาความสัมพันระหว่างน้องสี่กับคุณชายเซี่ยว่าเป็นมาอย่างไรจึงได้ของฝากด้วย
เพราะนางไม่เชื่อคำว่าซื้อมาเยอะไปของเขาหรอก เนื่องจากข้างๆ กันนั้น ยังมีผ้าไหมพับเล็กๆ สีอ่อน และกล่องยาวเรียบหรูอีกใบ เมื่อเปิดออก แสงสะท้อนจากโลหะเงินขัดมันก็วาบขึ้น ปิ่นปักผมลายดอกเหมยประดับไข่มุกเม็ดเล็กละเอียด ฝีมือประณีตยิ่ง ก้านบางเรียว เส้นสายอ่อนช้อยแต่มั่นคง เพียงเห็นของชิ้นนี้ก็ยิ่งให้น้ำหนักของคำว่าซื้อมาเยอะเกินไปของเขาไม่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นไปอีก
เจียงจื่อหรงเผลอสูดลมหายใจ “ช่างทำปิ่นแห่งเจียงหนานนี่…สมคำร่ำลือจริงๆ”
เซี่ยจวิ้นเหอฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะดันกล่องไปข้างหน้าเหยาอวี้
ห้องเงียบลงเสี้ยวหนึ่ง เหยาอวี้มองปิ่นนั้นอย่างสงบ ก่อนจะยิ้มบาง
“ข้ายังเด็กนักเจ้าค่ะ” นางกล่าวเรียบ “ปิ่นเช่นนี้เหมาะกับคุณหนูที่ถึงวัยแล้วมากกว่า” น้ำเสียงสุภาพ ไร้รอยคลื่น
แต่ในใจกลับคิดอีกอย่างหนึ่ง
นายน้อยผู้นี้คิดน้อยไป…หรือมิได้คิดเลย? ปิ่นปักผมมิใช่ขนมที่จะแจกใครก็ได้ ของเช่นนี้ หากมิใช่คนในครอบครัว หรือมิใช่ผู้มีความหมายพิเศษ ก็ไม่ควรมอบให้สตรีโดยง่าย
เจียงจื่อหรงกะพริบตาปริบๆ มองปิ่นอย่างเสียดายแทน
เซี่ยจวิ้นเหอชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มที่มุมปากคล้ายแข็งค้างเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ “เจ้าช่าง…คิดรอบคอบนัก”
[1] เฟคนิวส์ Fake News ข่าวปลอม
[2] ฮ่องเต้ไร้เรื่องร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน หมายถึง เจ้าตัวหรือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจโดยตรงยังดูนิ่งเฉย ไม่ทุกข์ร้อนอะไร แต่คนรอบข้างหรือผู้สังเกตการณ์กลับกระวนกระวาย เดือดเนื้อร้อนใจ หรือรีบเร่งจัดการแทนจนเกินเหตุ