ตอนที่ 78
ตอนที่ 78
ตอนที่ 78
อาจเพราะฟ้าครึ้มมาหลายวัน หาได้ยากที่ท้องฟ้าจะกลับมาสดใสเช่นนี้ สองพี่น้องสกุลเจียงเองก็ไม่ได้อยากฟังคำปราศัยในเรื่องจวนของตนจากปากของนายน้อยเซี่ยนัก จึงคิดจะขอตัวอย่างสุภาพ
เหยาอวี้จึงเริ่มเบี่ยงประเด็นด้วยประโยคหนึ่งที่อยากพูดให้ชัดเจน นี่เป็นเรื่องที่นางอยากพูดกับเขา แต่กลับกลายเป็นหัวข้อท้ายๆ ที่ได้คุย กระทั่งคำเรียกขานก็ปรับเปลี่ยน “คุณชายเซี่ย เพราะหลายวันมานี้เกิดเรื่องมากมาย ข้าจึงยังไม่ได้ส่งจดหมายเพื่อแจ้งลาออกกับท่าน เช่นนั้น นัดเจอมิเท่าบังเอิญพบ ข้าจึงอยากแจ้งความประสงค์นี้กับท่านเจ้าค่ะ”
ใช่เหยาอวี้ลืมกระทั่งส่งจดหมายลาออกให้เขาผิดกับที่ตั้งใจ ในเมื่อเจอตัวพอดีก็ถือว่าบอกกล่าวต่อหน้าไปเลย
เซี่ยจวิ้นเหอได้ยินเรื่องนี้ก็กรอกตาทันที
นังหนูนี่ดีนัก
เขาอุตส่าห์ขนของฝากจากเจียงหนานมาให้ตั้งมากมาย แต่ปากเล็กๆ นั้นกลับกล่าวว่าจะไปจากเขา
อย่างไรก็ดี ความหงุดหงิดเพียงแวบเดียวก็ต้องจางลง เพราะสถานะของนางเปลี่ยนแล้ว จะให้คุณหนูสกุลเจียงไปตะลอนติดตามกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุนที่ท่าเรืออีก ก็คงไม่เหมาะสม
เขาเคาะปลายนิ้วกับโต๊ะเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ
“แม้งานที่ท่าเรือจะต้องเสียคนไป แต่ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น” น้ำเสียงฟังดูไม่ยี่หระ แต่สายตากลับซ่อนความเสียดายไว้บางส่วน
ส่วนเจียงจื่อหรงได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง ไม่คาดคิดว่าที่แท้ความสัมพันของทั้งคู่จะเป็นเช่นนี้ ก่อนหน้าน้องสี่ของตนเป็นลูกจ้างของเซี่ยจวิ้นเหอมาก่อน พลันในใจก็รู้สึกสงสารนัก
น้องสี่ของนางเพิ่งจะแปดขวบเท่านั้น ยังต้องออกมาทำงานเลี้ยงชีพอีก ในใจจึงคิดจะกลับไปค้นจวนแล้วหาของดีสักหน่อยมามอบให้นาง
ถึงอย่างไรนางก็เป็นพี่สาวแล้ว ย่อมมิอาจให้น้องสาวขาดแคลนจนคนดูถูกได้
“เจ้าเคยทำงานที่ท่าเรือหรือ ต้องแบกหามหรือ หนักมากหรือไม่” เจียงจื่อหรงอดไม่ได้ที่จะถาม แค่เรื่องช่วยงานเซี่ยจวิ้นเหอก็น่าตกใจแล้ว ยังเป็นงานในท่าเรืออีก ตอนแรกนางยังคิดว่าเหยาอวี้ที่เป็นหมอจะมาเกี่ยวข้องกับกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุนได้อย่างไร แต่พอมาพูดถึงท่าเรือก็ยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่ เพราะน้องว่าน้องสี่จะต้องแบกหาม จนต้องเอ่ยปากถามด้วยความสนใจ
เซี่ยจวิ้นเหอหัวเราะหึในลำคอ “หากให้แม่นางน้อยไปแบกของ ข้าคงถูกคนหาว่าทารุณเด็ก”
“ข้ามิได้ทำงานหนักเจ้าค่ะ เพียงช่วยคุณชายเซี่ยพูดคุยเท่านั้น” เหยาอวี้เห็นสายตานั้นก็หัวเราะ ดูท่าพี่สามของนางจะคิดไปไกล จึงกล่าวสรุปสั้นๆ มิได้ลงรายละเอียด
“งั้นหรือ ดีจริงๆ ข้าก็อยากไปท่าเรือบ้าง” เจียงจื่อหรงกล่าว เพราะกระทั่งนางอายุถึงยามนี้ ก็ยังไม่เคยไปที่ท่าเรือสักครั้ง ทั้งๆ บิดาและพี่ชายล้วนเคยไปท่าเรือกันแล้ว ได้ยินบ่าวรับใช้บอกว่าที่ท่าเรือมีของแปลกๆ มากมาย
“พี่สามอยากไปท่าเรือหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้มองประกายผลซิงนั้นอย่างเอ็นดู เหตุผลที่นางยินยอมใกล้ชิดกับเจียงจื่อหรงก็เพราะความใสซื่อ และตรงไปตรงมาของนาง ทั้งยังไม่ต้องคิดอะไรหลายชั้น การอยู่กับนางเป็นความสบายใจอย่างหนึ่งในโลกนี้
“ได้หรือไม่” เจียงจื่อหรงส่งสายตาอ้อนวอน เพราะนางออกจากจวนนับครั้งได้ และแต่ละครั้งคือติดตามมารดาไปงานเลี้ยงในจวนอื่นๆ ซึ่งโอกาสที่จะได้ออกนอกลู่นอกทางไปที่อื่นๆ นั้นน้อยมากจริงๆ ยิ่งช่วงใกล้เวลาปักปิ่น มารดายิ่งเข้มงวดเรื่องในเรือนกับนางนัก มีเพียงช่วงเวลาที่อยู่ฝั่งเรือนตะวันตก ที่นางจะได้ผ่อนคลาย
เหยาอวี้มองนอกหน้าต่างแล้วพยักหน้าให้ ความจริงนางก็อยากไปท่าเรือเช่นกัน ยามนี้ในมือมีตั๋วเงินที่ขนมาจากโรงเตี้ยมจินฟู่แล้ว เรือนส่วนตัวของตนก็มี แม้จะอยู่ภายใต้จวนใหญ่ แต่พวกเขามิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับของส่วนตัวของนางเลย จึงคิดว่าถึงเวลาที่ควรสนองสุนทรียะทางด้านอาหารของนางสักหน่อย
ความจริงกระเทียมที่ถูกเซี่ยจวิ้นเหอเหมาตัดหน้าไปนั้น นางยังรู้สึกเคืองอยู่เล็กน้อย เพราะตั้งแต่นั้นมาที่ท่าเรือก็ยังไร้กระเทียมนำเข้า แต่ว่านางก็มิได้ไปท่าเรือมาหลายอาทิตย์แล้ว ไม่รู้จะมีมาใหม่หรือไม่
เจียงจื่อหรงดีใจยิ่งที่จะได้ไป จึงกระตือรือร้นที่จะออกไปยิ่งกว่าเดิม “งั้นไปเลยดีหรือไม่ ข้าได้ยินมาว่าที่่เรือมีแต่ของแปลกๆ และมีเครื่องเทศจากต่างแดนด้วย”
เหยาอวี้พยักหน้า “เจ้าค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือกระเทียมที่คุณชายเซี่ยเหมาตัดหน้าข้าไป”
เซี่ยจวิ้นเหอกระแอมเล็กน้อย อย่างไม่สำนึกผิดนัก “ข้าซื้อก่อนก็ถือว่าเป็นของข้า”
เขาเอนหลังเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “ข้าให้นำไปให้คนครัวทดลอง ใช้ผัดกับเนื้อวัวก่อนย่างไฟ กลิ่นหอมขึ้นจริงๆ โดยเฉพาะเนื้อแพะ …กลบกลิ่นสาบได้ดีนัก”
เหยาอวี้พยักหน้าเพราะงานแรกๆ ที่ทำกับเซี่ยจวิ้นเหอก็คือการบอกวิธีกินกระเทียมกับเขานี่แหละ “กระเทียมมีฤทธิ์อุ่น ขับลม กระตุ้นการไหลเวียนเลือด อีกทั้งยังช่วยตัดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์เจ้าค่ะ”
“พ่อครัวลองใช้กับปลาอย่างที่เจ้าเคยแนะนำ รสชาติก็ดีขึ้น” เซี่ยจวิ้นเหอว่า “แต่พอใส่ลงในขนมหวาน…” เขาทำสีหน้าประหลาดเล็กน้อย เพราะอันนี้เขาทดลองเอง
“เสียของโดยแท้”
เหยาอวี้หลุดหัวเราะ ในจินตนาการของนางก็รู้สึกรับไม่ได้เช่นกัน
“แม้แต่ลองบดผสมกับชา กลิ่นก็รบกวนเกินไป” เซี่ยจวิ้นเหอส่ายหน้า “มิอาจดื่มได้”
เหยาอวี้ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ “กระเทียมมิได้เหมาะกับขนมหวานหรือชาอยู่แล้วเจ้าค่ะ กลิ่นแรงและมีน้ำมันระเหยง่าย เมื่อโดนความร้อนจะยิ่งฉุน แต่หากใช้กับของคาว โดยเฉพาะผัดหรือย่าง จะช่วยชูรสได้มาก”
เจียงจื่อหรงฟังอย่างตื่นตา นางไม่เคยรู้จักกระเทียมด้วยซ้ำ ในเรือนสกุลเจียง อาหารส่วนใหญ่รสละมุน เรียบง่าย มิได้ใช้เครื่องเทศกลิ่นแรง และอีกอย่างคือนางทำอาหารไม่เป็นจึงฟังพวกเขาไม่เข้าใจ แต่ก็กินเป็น และนางชอบกินมาก
และถ้าคนที่ขึ้นชื่อในความเรื่องมากอย่างเซี่ยจวิ้นเหอยังพูดมาเองว่าทำให้รสชาติของอาหารดีขึ้น นางก็อยากลิ้มลองเช่นกัน
สำหรับคุณหนูสกุลเจียง ทั้งคู่คงคิดเพียงเรื่องอาหารการกิน มีเพียงเซี่ยจวิ้นเหอที่คิดจะกลายเป็นผู้นำเข้ากระเทียมรายใหญ่และสร้างอิทธิพลกับพวกร้านอาหารทั้งหลาย แต่เพราะการรู้วิธีใช้กระเทียมมาจากแม่นางสี่สกุลเจียงผู้นี้ เขาจึงคิดว่าควรบอกกล่าวนางสักหน่อย เผื่อนางอยากทำกิจการด้านนี้ จะได้ไม่ต้องผิดใจกัน
“ข้าคิดจะนำเข้าให้มากขึ้น” เขาเอ่ยอย่างจริงจัง “หากร้านอาหารในเหออันเริ่มใช้กันแพร่หลาย ข้าย่อมเป็นผู้ควบคุมแหล่งสินค้า” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วกล่าวต่ออย่างไม่ปิดบัง
“แต่เพราะข้ารู้วิธีใช้จากแม่นางสี่สกุลเจียง ข้าจึงควรบอกกล่าวเจ้าไว้ก่อน หากเจ้าคิดจะทำกิจการด้านนี้ ข้าจะได้มิไปทับทางหรือไม่ก็ร่วมทุนกัน”
เหยาอวี้ฟังแล้วก็อดยิ้มให้กับนิสัยเปิดเผยของเซี่ยจวิ้นเหอไม่ได้
สมแล้วที่เกิดในตระกูลพ่อค้า
เมื่อนึกถึงความใส่ใจของเขาที่ขนขนมมาฝากนางตั้งมากมายจึงอดที่จะเตือนไม่ได้ว่า
“กระเทียมมิได้เพาะปลูกยากนักเจ้าค่ะ เพียงมีแดด น้ำพอเหมาะ และดินร่วน ก็ปลูกได้แล้ว เมื่อเป็นที่ต้องการ คนย่อมหันมาปลูกเองมากขึ้น หากคิดเพียงผูกขาดการนำเข้า ท่านอาจเสียเปรียบในภายหลัง”
คำพูดเรียบง่าย แต่ตรงประเด็น เซี่ยจวิ้นเหอชะงักไปครู่หนึ่ง
คำเตือนนี้ของเหยาอวี้ทำให้เขายิ่งเสียดายความสามารถของนางนัก เขารู้อยู่แล้วว่านางเป็นเด็กที่ฉลาด หากแต่การเข้าใจตลาดนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ไม่น้อย แต่เด็กหญิงวัยแปดขวบในชนบทผู้หนึ่งกลับมีสายตาที่แหลมคมยิ่งกว่าเขาอีก
พูดตรงๆ ยามนี้เขายิ่งโกรธจวนนายอำเภอเข้าไปอีก เพราะเป็นเหตุที่ทำให้เขาขาดคนงานสำคัญ!
ท่าเรือเหออันคึกคักเพราะท้องฟ้าแจ่มใสกว่าทุกวัน
เรือสินค้าจอดเรียงแน่น กลิ่นทะเลผสมกลิ่นปลาแห้ง เครื่องเทศ และไม้สดใหม่ลอยปะปนกัน เสียงคนงานตะโกนส่งของดังสลับกับเสียงคลื่นกระทบท่าไม้ มีทหารช่วยตรวจตราเข้มงวดเช่นทุกๆ วัน
เจียงจื่อหรงยืนมองรอบด้านอย่างตื่นตะลึง ดวงตาผลซิ่งส่องประกายไม่ต่างจากเด็กที่หลุดเข้ามาในโลกอีกใบ
“นี่คือกระเทียมหรือไม่”
นางชี้ไปที่กองหัวกลมสีออกขาวอมเหลือง กองรวมกันราวก้อนหินเล็กๆ
เหยาอวี้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะส่ายหน้า
“มิใช่เจ้าค่ะ นี่คือหัวหอม”
“หัวหอม?” เจียงจื่อหรงเอียงศีรษะ “แล้วกระเทียมต่างกันอย่างไร”
เหยาอวี้หยิบหัวหนึ่งขึ้นมา หมุนดูใต้แสงแดด
“หัวหอมมักเติบโตดีในอากาศเย็นกว่ากระเทียมเล็กน้อย กลิ่นหวาน เมื่อผัดจะยิ่งหวานขึ้น ใช้เพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร”
“ส่วนกระเทียม…” นางชี้ไปยังอีกถุงหนึ่งที่เพิ่งขนลงจากเรือ เขากำลังยกเข้ามาเปิดถุงเช็คของพอดี “หัวจะเล็กกว่า แบ่งเป็นกลีบ กลิ่นแรง เผ็ดร้อนกว่า และมีฤทธิ์อุ่น”
เจียงจื่อหรงรีบตามไปดู “อันนี้หรือ?”
เหยาอวี้พยักหน้า “เจ้าค่ะ กลีบแน่น เปลือกบาง สีขาวอมชมพูเล็กน้อย อันนี้เป็นของดี”
ดีจริงๆ ที่มีกระเทียมใหม่มาวันนี้พอดี ก่อนจะมองเซี่ยจวิ้นอย่างระแวงเพราะเขาพูดไว้ว่าจะเป็นผู้นำเข้าใจอนาคต ไม่แน่ว่ากระเทียมเที่ยวนี้อาจจะเป็นเขาที่สั่งเข้ามา และไหนจะมาเปิดดูถุงบริเวณนี้
เซี่ยจวิ้นเหอที่ยืนอยู่จึงต้องพูดว่า “เจ้าจะใช้ทั้งกระสอบหรือไม่เล่า ของเที่ยวนี้ข้าแบ่งให้ได้” นับว่าเป็นการยอมรับแล้วว่ากระเทียมทั้งหมดนี่คือของเขาจริงๆ
“แค่ท่านยอมแบ่งขายก็พอเจ้าค่ะ” เหยาอวี้พยักหน้า
เจียงจื่อหรงกลับถามเรื่องกระเทียมอีก “เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าอันไหนดีกว่าอันไหน”
เหยาอวี้ตอบทันที “ดูที่ความแน่นของหัวเจ้าค่ะ หากบีบแล้วนิ่ม แปลว่าเก็บไว้นานหรือความชื้นมากเกินไป กลิ่นและรสจะลดลง”
เจียงจื่อหรงฟังอย่างตื่นตา “กินมากจะเป็นอันตรายหรือไม่”
“หากมากเกินไปจะร้อนในเจ้าค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่ธาตุร้อนอยู่แล้ว แต่หากกินพอเหมาะ จะช่วยขับลม บรรเทาแน่นท้อง ต้านหวัด และเสริมภูมิคุ้มกัน” เหยาอวี้อธิบายตามความเคยชิน เพราะเจียงจื่อหรงตอนอยู่ที่เรือนก็มักถามเล็กถามน้อยเช่นนี้เสมอ
“ภูมิคุ้มกันคืออันใด” นางถามต่อทันที
เหยาอวี้ยิ้ม “ก็คือกำลังต้านโรคของร่างกายเจ้าค่ะ”
เซี่ยจวิ้นเหอมองภาพตรงหน้าเงียบๆ
เด็กหญิงวัยแปดขวบ ยืนอธิบายเรื่องพืชผัก เครื่องปรุง สภาพอากาศ และฤทธิ์ยา ท่ามกลางท่าเรือที่วุ่นวายโดยไม่สะทกสะท้าน
ช่วงเวลาไม่กี่วันที่เคยร่วมงานกันยังรู้สึกถึงความฉลาดของนาง แต่เด็กหญิงผู้นี้เก็บงำความสามารถเก่งนัก นางจะบอกเขาแค่ตามขอบเขตของงาน นั่นก็คือแปลคำพูดของชาวต่างแดน และช่วยต่อรองในบางกรณี แต่นางมิเคยแสดงท่าทีว่ารู้มากกว่านั้นเช่นยามนี้
ดูท่าสกุลเจียงจะดีกับนางมากจริงๆ เด็กหญิงผู้นี้จึงยอมเปิดเผยความรู้มากขึ้นเช่นนี้
เขาเหลือบมองเจียงจื่อหรงที่ยืนฟังด้วยสีหน้าชื่นชมเต็มเปี่ยม
…ด้วยแววตาอิจฉาไม่ปิดบัง