LNCrawler

ตอนที่ 7 (100%)

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 7 (100%)

ตอนที่ 7


 

พรุ่งนี้หลัวเหวินต้องกลับสำนักศึกษาในตำบล หากพลาดครั้งนี้ กว่าจะมีโอกาสเข้าเมืองอีกก็คงต้องรออีกหลายวัน

หลัวเหยาอวี้นั่งนิ่งอยู่ในห้องเล็กๆ ของพวกนาง ห้องเก็บของเก่าที่ถูกกั้นไว้เป็นที่พัก ผนังไม้บางมีรอยแยกให้ลมลอดเข้าได้ พื้นดินอัดแน่นปูเสื่อเก่าผืนหนึ่ง กลิ่นไม้เก่าและความชื้นยังคงติดอยู่ในอากาศ แสงจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กส่องวูบไหว เผยให้เห็นกองผ้าฝ้ายปูบนพื้น

ใต้ผ้านั้น…คือสมุนไพรที่พวกนางเพิ่งนำกลับมาจากหลัวซาน

จางซื่อนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างกองผ้า ใบหน้าที่หม่นคล้ำจากแดดกลับมีประกายตื่นเต้นเล็กๆ ซึ่งหาได้ยากในสองปีที่ผ่านมา

นางหยิบรากซานฉีขึ้นมาทีละชิ้น ใช้มีดเล็กค่อยๆ เฉือนดินที่ติดออก กลิ่นสมุนไพรสดฉุนอ่อนๆ ลอยคลุ้งในห้องแคบ

“ดีเลยเกิน ดีเหลือเกิน” นางพึมพำ และพยายามรักษาอาการตื่นเต้น แต่ก็ยังยากจะระงับ สองปีที่ผ่านมานี้โชคร้ายหล่นทับจนแน่นอกหวาดกลัวไปหมด เป็นครั้งแรกที่นางเริ่มเผยนิสัยร่าเริง อารมณ์ดี

หลัวเหยาอวี้มองมารดาอย่างสงบ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีเท่านั้น เพราะชีวิตในโลกนี้ทำให้หญิงสาวต้องโตกว่าวัย สิบห้าปักปิ่น สิบหกแต่งงาน เลี้ยงลูก เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ก่อนจะรู้จักโลกเสียอีก แต่นางไม่คิดเลยว่ามารดาจะมีนิสัยร่าเริงกว่าที่คิด

จางซื่อหยิบครกหินใบเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องมาวางตรงหน้า แล้วใส่รากซานฉีลงไป

เสียงสากกระทบครกดัง “กึก…กึก…” ผงสีเหลืองอมน้ำตาลค่อยๆ แตกตัวออก กลายเป็นเนื้อละเอียด กลิ่นหอมขมจางๆ กระจายไปทั่ว

“ซานฉีห้ามเลือดดีนัก” หลัวเหยาอวี้บอกเบาๆ “บดละเอียดแล้วผสมกับไขมันหมูและขี้ผึ้ง จะช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น”

จางซื่อนิ่งฟัง รู้สึกเหลือเชื่อที่บุตรสาวจะรู้เรื่องสมุนไพรดีถึงเพียงนี้

“ข้าจะไปอุ่นไขมันหมูที่ห้องครัว” นางกล่าว พลางรวบผงซานฉีบดใส่กระดาษเก่าอย่างระมัดระวัง จางซื่อลุกขึ้น หยิบถ้วยดินและก้อนขี้ผึ้งติดมือไปด้วย

หลัวเหยาอวี้มองตามเงาร่างมารดาที่เปิดประตูไม้บางออก เสียงบานพับส่งเสียงเบาๆ ก่อนลมเย็นยามค่ำจะลอดเข้ามาแทนที่

ไม่นาน กลิ่นควันไฟจากห้องครัวก็ลอยมาอ่อนๆ หลัวเหยาอวี้ลุกตามไปเงียบๆ

คนอื่นๆ หลังทานอาหารเย็นเป็นเห็ดป่า และผักกูดที่พวกนางหามาปกปิดของในตะกร้าเสร็จ ก็กลับเข้าห้องและนอนหลับตามตะวันที่ลับขอบฟ้า นี่เป็นวิถีปกติของโลกที่ยังไร้ซึ่งไฟฟ้า เหลือเพียงพวกนางที่ต้องเก็บกวาดห้องครัว จึงไม่มีผู้ใดเข้ามาในช่วงเวลานี้

หากพูดกันตามเนื้อผ้า นี่ก็เป็นครอบครัวธรรมดาทั่วไปที่มีฐานะสักหน่อยในชนบท ทุกคนมุ่งหวังว่าบุตรหลานชายจะสอบรับราชการ และบุตรสาวจะได้ออกเรือนกับครอบครัวที่ดี การที่พวกเขาจะรังเกียจสองแม่ลูกที่มาขอร่วมชายคา เพราะรู้สึกตระหนี่ ทั้งเปลืองเสบียงที่มีอยู่จำกัดก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด อีกอย่างดูเหมือนว่าทั้งมารดาและตัวเจ้าของร่างเองก็ไม่ใช่ผู้ที่ยอมอยู่ใต้อาณัติอย่างว่าง่าย ทำให้ก่อนหน้ามีการกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง จนเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น มารดาจึงสงบเสงี่ยมลง ส่วนนางก็มิใช่หลัวเหยาอวี้ผู้นั้นอีกแล้ว จึงไร้ซึ่งอารมณ์และความผูกพันใดใด ยิ่งเห็นความเห็นแก่ตัวและจรรยาบรรณแพทย์ของท่านปู่ของเจ้าของร่างแล้ว นางก็ยิ่งไม่มีความอาวรณ์ใดต่อครอบครัวนี้

50%

 

แสงไฟจากเตาใหญ่สาดส่องใบหน้าของจางซื่อเป็นสีส้มอุ่น นางวางถ้วยดินบนเตา เติมไขมันหมูลงไป เสียงไขมันละลายดังเบาๆ จางซื่อหยิบก้อนขี้ผึ้งธรรมชาติออกมา ใช้มีดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนใส่ลงไปในถ้วย ขี้ผึ้งค่อยๆ ละลายช้าๆ เคล้ากับไขมัน กลายเป็นของเหลวสีทองขุ่น

แสงไฟสะท้อนผิวของเหลวเป็นประกายสั่นไหว

จางซื่อใช้ตะเกียบไม้คนเบาๆ เมื่อเห็นว่าเนื้อเข้ากันดี นางจึงยกลงจากเตา พักไว้ให้เย็นลงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เทซานฉีบดละเอียดลงไป คนให้เข้ากันอย่างสม่ำเสมอ

กลิ่นสมุนไพรขมอ่อนผสมกลิ่นขี้ผึ้งหวานจางๆ ลอยฟุ้งในห้องครัว

หลัวเหยาอวี้มองภาพนั้นอย่างเงียบงัน ในใจเกิดความอบอุ่นผูกพันบางอย่าง

จางซื่อยกถ้วยขึ้นเป่าเบาๆ ให้เนื้อขี้ผึ้งเริ่มข้นตัว ก่อนตักใส่กระปุกเล็กๆ ที่ล้างเตรียมไว้ นางมองผลงานตนเองด้วยความพอใจเล็กน้อย ใช้นิ้วแตะขี้ผึ้งที่ยังอุ่นเล็กน้อย แล้วหันมาหาบุตรสาว

“เจ้ายื่นแขนมา”

ปลายนิ้วหยาบกร้านค่อยๆ ทาขี้ผึ้งลงบนแผลที่ยังมีสะเก็ดบางๆ อย่างเบามือ สัมผัสอุ่นแผ่ซ่านผ่านผิวหนัง

“อย่าให้เป็นรอย” จางซื่อกล่าวเบาๆ “เด็กผู้หญิงต้องดูดีไว้ก่อน”

หลัวเหยาอวี้มองแววตานั้น มันไม่ใช่แค่ความหมกมุ่นเรื่องความงาม แต่คือความหวังดีเล็กๆ ที่แม่มีต่อลูก

เมื่อทาเสร็จ จางซื่อปิดฝากระปุก ไฟในเตาค่อยๆ มอดลง เหลือเพียงถ่านแดง ในห้องครัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะๆ เป็นระยะ

ทั้งสองกลับเข้าไปในห้อง จางซื่อเก็บขี้ผึ้งที่เหลือใส่กระปุกเล็กๆ ห่อผ้าอย่างระมัดระวัง วางไว้ข้างหมอน

ห้องเล็กๆ นี้ แม้คับแคบ แต่คืนนี้กลับเต็มไปด้วยความหวัง 


 

หมอกยามเช้าปกคลุมลานเรือนหลัวบางๆ จนมองเห็นพื้นดินเพียงรางๆ แสงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นแนวเขา เสียงวัวสั่นกระดิ่งเบาๆ ขณะคนขับเกวียนกำลังรอผู้โดยสารของเขา

สัมภาระของหลัวเหวินถูกจัดวางอย่างเรียบร้อย ห่อผ้าหนังสือ ตะกร้าอาหารแห้ง ผ้าห่มผืนหนาสำหรับยามค่ำในตำบล

หลัวเหวินยืนอยู่ข้างเกวียนในชุดผ้าฝ้ายสะอาดเรียบร้อย สีหน้าสงบ ท่าทางเหมือนคนที่คุ้นชินกับการจากบ้านไปเรียนหนังสือทุกครา

หม่าซื่อยืนตรวจดูของอีกครั้ง ย้ำให้สามีมัดเชือกให้แน่น ส่วนหลัวหนิวกับหลัวอันยืนคุยกันเบาๆ อย่างตื่นเต้น ทั้งคู่ต่างอยากเข้าไปตำบลเหมือนกัน แต่รู้ดีว่าไม่ได้ มีเพียงหลัวชิงที่มองท่าทีของเด็กๆ นั้นอย่างสูงส่ง เพราะคิดว่าอีกไม่นานมารดาคงหารือเรื่องออกเรือนของนางกับคนในตำบลแน่นอน

ท่ามกลางความเคลื่อนไหวนั้น จางซื่อกับหลัวเหยาอวี้ยืนอยู่ริมลาน ห่างออกมาเล็กน้อย ราวกับเป็นเงาที่ไม่มีใครสนใจ

จางซื่อสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีหม่นสะอาดกว่าปกติเล็กน้อย แม้จะยังมีรอยปะ แต่ถูกซักจนเรียบร้อย ผมถูกรวบเกล้าแน่น ไม่ปล่อยหลุดลุ่ยเช่นเวลาทำงานในไร่

หลัวเหยาอวี้ยืนข้างมารดา ขณะกำลังครุ่นคิดว่าจะอ้างเหตุผลอันใดเพื่อเกาะล้อเกวียนนี้ไปให้ได้

จางซื่อก้าวเข้าไปใกล้เกวียนเล็กน้อย ก่อนพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “นายท่าน วันนี้ข้ากับบุตรสาวมีธุระต้องเข้าตำบลเจ้าค่ะ” สีหน้านอบน้อมก็แสดงแล้ว นางคิดว่านี้คือคำพูดขอร้องที่ดีที่สุดของนาง

ทุกคนชะงัก

หม่าซื่อหันขวับมาทันที “อะไรนะ?”

จางซื่อเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย แล้วย้ำอีกครั้ง “วันนี้ข้าขอติดเกวียนเข้าเมืองด้วยเจ้าค่ะ มีธุระต้องไปจัดการ”

หลัวหนิวเบ้ปาก นางก็อยากไปเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้ไป บ้านรองมีอะไรสำคัญถึงกล้ามาขอไปด้วย “ธุระของอาสะใภ้จะสำคัญเพียงใด ให้ไปก็เปลืองเงินค่าโดยสาร”

“ใช่ ถ้าไป…วันนี้ใครจะทำงาน” หลัวอันรับบทเป็นลูกคู่กับพี่สาว

จางซื่อไม่สนคำพูดพวกนั้น “ข้าให้อาหารสัตว์ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ส่วนเงินค่าเกวียนข้ามีจ่าย”

คำว่า มีเงิน ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

หลัวชิงหัวเราะ “พี่สะใภ้รองมีเงินจากไหนกัน” มิใช่ว่าเงินสองตำลึงนั่นให้ท่านพ่อของนางไปแล้ว และทุกวันนี้ก็ไม่เคยมีผู้ใดให้เงินสองแม่ลูกนี้เลย

คำถามนั้นแฝงความดูแคลนชัดเจน

จางซื่อสูดลมหายใจเบาๆ ก่อนตอบกลับอย่างรำคาญว่า “เป็นเงินค่าสินสอดที่บ้านตระกูลเหมามอบไว้ก่อนรับเหยาเอ๋อร์ไปแต่งงานเจ้าค่ะ”

สิ้นคำนั้นทั้งหมดก็เผยสีหน้าละโมบทันที ได้ยินว่าค่าซื้อตัวยัยเด็กเหลือขอนี่ บ้านเหมาให้มากถึงห้าตำลึง แต่เพราะเป็นเงินสินสอดโดยตรง พวกนางจึงไม่อาจอาศัยสิ่งใดมาบีบบังคับเอามาไว้ในมือได้

หลัวเหอรู้สึกร้อนรุ่มในดวงตาเล็กน้อย ปกติตรวจโรคแต่ละครั้งเขาได้ประมาณสิบถึงยี่สิบอีแปะเท่านั้น และก็ใช่ว่าจะมีทุกวัน เดือนๆ หนึ่งก็มีรายได้ประมาณสามร้อยอีแปะ เงินสามตำลึงที่ได้รับมาเมื่อสองปีก่อน ก็กลายเป็นทุนเล่าเรียนของหลานชายคนโตไปแล้ว จนถึงทุกวันนี้รายได้ส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการกินใช้ของคนในครอบครัวทั้งหมด ไหนจะลูกสาวที่ต้องคุยเรื่องออกเรือนอันใกล้อีก

ไม่ใช่แค่หลัวเหอที่ริษยา แม้แต่แม่เฒ่าหลัวก็ยากที่จะปิดบังแววตา เพราะนางนั้นกำลังกลุ้มใจเรื่องสินเดิมของลูกสาวอยู่พอดี

“...เอ่อ” แต่ยังไม่ทั้งจะมีใครเอ่ยเหตุผลด้านความกตัญญูใดใดออกมาเพื่อปล้นก้อนเงินในมือจางซื่อ

จางซื่อที่เหมือนรู้ทันก็พูดต่อทันทีว่า “วันนี้ข้าต้องนำเงินนี้ไปคืนเจ้าค่ะ เพราะเหยาเอ๋อร์ไม่ยอมแต่งงาน ข้าไม่อยากให้เกิดหนี้บุญคุณต่อกัน และอีกอย่างคนนอกก็เริ่มพูดถึงสกุลหลัวเราไม่ค่อยดี”

คำพูดนี้ทำสองผู้เฒ่าของบ้านชะงัก สีหน้าวูบหนึ่งก่อนจะฝืนกลับมาเรียบเฉย