LNCrawler

ตอนที่ 79

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 79

ตอนที่ 79


 

ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกของและกลิ่นคาวทะเล

เหยาอวี้ชะงักฝีเท้า

สายตาหยุดลงที่ถุงผ้าเก่าใบหนึ่งซึ่งถูกวางกองรวมกับของเหลือคัดทิ้ง นางก้มลงเล็กน้อย แง้มปากถุงออก

ผลึกสีขาวขุ่นๆ เป็นเกล็ดเล็กๆ เหมือนก้อนขี้เกลือที่ไม่บริสุทธิ์

หัวใจเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ

นี่มัน…

เซี่ยจวิ้นเหอที่ยืนข้างกันเลิกคิ้ว “อันนั้นหรือ” เขาเอ่ยเบาๆ “น่าจะเป็นของเสียจากเรือสินค้า”

เหยาอวี้เงยหน้าขึ้น “ของเสียหรือเจ้าคะ”

เซี่ยจวิ้นเหอส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนหันไปเรียกพ่อค้าผู้เฝ้าแผง

พ่อค้าหัวเราะเสียงแห้ง “คุณหนูอย่าไปแตะมันเลยขอรับ ของประหลาดไร้ค่า ดูเหมือนขี้เกลือ แต่ไม่มีรสเค็ม แถมกลิ่นก็ฉุนจนแสบจมูกนัก พวกเรือทางใต้ชอบเอามายัดให้ คงเป็นของที่ไม่มีใครเอา”

“ข้าเคยลองเอาไปต้มกับน้ำแกง นึกว่าเครื่องเทศจากต่างแดน ปรากฏว่าทั้งเผ็ดซ่าติดลิ้น ทั้งขม คนงานแทบคายทิ้งทั้งหม้อ”

เซี่ยจวิ้นเหอเสริม เพราะเขาเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทดลองสินค้าใหม่ๆ จากท่าเรือเช่นกัน “บางคนบอกว่าเป็นยางไม้พิษ บางคนว่าเป็นของแถมติดจากพวกตะวันออกทางใต้ของทะเล[1]”

พ่อค้าพยักหน้ารัว “ขอรับ! บางวันวางทิ้งไว้ตากแดด พอกลับมาดูมันก็จางหายไปครึ่งหนึ่ง ข้าถึงกับนึกว่าเป็นของผีสิง อยู่ดีๆ ก็หายไปเอง เหลือแต่กลิ่นเย็นๆ ลอยอยู่”

เหยาอวี้ฟังเงียบๆ

เย็นๆ…แน่นอนว่าต้องเย็น

ในสายตาคนยุคนี้ มันอาจดูเป็นขี้เกลือไร้ค่า

แต่สำหรับนาง มันคือขุมทรัพย์ที่ถูกโยนทิ้ง

นางเพียงพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ” เก็บสีหน้าและประกายของนางอย่างรวดเร็ว “ข้าเห็นลักษณะของมันแปลกดี เลยอยากซื้อไปเล่นดูเฉยๆ”

เซี่ยจวิ้นเหอหรี่ตามองนาง “เจ้าชอบของแปลกด้วยหรือ”

เหยาอวี้ไหวไหล่ “มันขาวเหมือนเกลือดีเจ้าค่ะ”

พ่อค้าหัวเราะโล่งอก “หากคุณหนูอยากได้ ข้าขายถูกๆ เลยขอรับ อย่างไรก็ขายยากอยู่แล้ว”

เขายกถุงขึ้นชั่งมือคร่าวๆ “น้ำหนักสักสี่จิน หากคุณหนูรับหมดข้าคิดสักสองร้อยอีแปะละกัน”

เซี่ยจวิ้นเหอยกคิ้ว “ถูกถึงเพียงนี้?”

พ่อค้าถอนใจ “ข้าวางทิ้งมาหลายวัน ไม่มีใครแตะต้อง ตากแดดก็จางหายไปเรื่อยๆ ข้าเกรงว่าหากทิ้งไว้อีก คงหายหมดจริงๆ”

เหยาอวี้พยักหน้าให้บ่าวขับรถม้าของจวนมายกถุงนั้นไป แล้วบอกอย่างเรียบเฉย

“เช่นนั้นข้ารับไว้เจ้าค่ะ”


 

“พี่รอง…”

เสียงใสสดแทรกเข้ามาพร้อมกับเงาร่างเล็กที่ค่อยๆ เบียดประตูไม้เปิดเข้าไปอย่างระมัดระวัง ราวกับเกรงว่าจะรบกวนเกินควร แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นรอให้เจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต หญิงสาวก็เดินมาถึงโต๊ะเขาแล้ว

เพราะวันนี้กระทั่งกลับจากท่าเรือแล้ว อากาศก็ยังแจ่มใส จึงเป็นฤกษ์ดีที่จะก่อกวน… ไม่ใช่สิ มาเยี่ยมเยียนพี่รองของนาง

แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านช่องหน้าต่าง กระทบสันจมูกโด่งของเจียงมู่ไป๋ที่กำลังก้มเขียนบางอย่างอยู่เหนือโต๊ะไม้แดง ดวงตาเรียวยาวที่หลุบต่ำค่อยๆ เคลื่อนขึ้นอย่างเอ้อระเหย

สายตานั้นเฉียบคมตามธรรมชาติ หัวตาแหลมเล็กน้อย หางตายกสูงให้ความรู้สึกสูงศักดิ์โดยไม่ต้องพยายาม หากแต่ยามปกติมักมีม่านบางของความง่วงซึมปกคลุมอยู่เสมอ ราวกับเจ้าของมันเหนื่อยล้ากับโลกนี้มาตั้งแต่เกิด

เขามองผู้มาใหม่เพียงแวบเดียว ก่อนจะวางปลายพู่กันลงบนแท่นพัก รอให้หมึกซึมแห้งอย่างใจเย็น

“ข้าเอาหินจากต่างแดนมาฝากท่าน…”

เจียงจื่อหรงรีบก้าวเข้ามาใกล้ วางห่อผ้าไหมสีอ่อนลงบนโต๊ะ แล้วคลี่ออกด้วยท่าทางตื่นเต้น

ภายในนั้นคือผลึกสีม่วงใสเป็นแท่งเหลี่ยมยาว ปลายแหลมตามธรรมชาติ แสงแดดสะท้อนผ่านมันจนเกิดริ้วแสงสีครามเจือม่วงไล่ระดับอยู่ภายใน

“พ่อค้าบอกว่าเรียกว่าจื่อสืออิง[2] มาจากดินแดนตะวันตกเจ้าค่ะ เป็นผลึกแก้วสีม่วงชนิดหนึ่ง” นางเล่าอย่างภูมิใจ “เขาว่าช่วยให้ใจสงบ ขจัดความฟุ้งซ่าน”

เจียงมู่ไป๋เหลือบตามองผลึกนั้นครู่หนึ่ง ปลายนิ้วเรียวยาวยื่นออกไปแตะขอบเหลี่ยมเบาๆ ก่อนจะถอนกลับ

“เช่นนั้นเจ้าควรเก็บไว้เอง” เขาตอบเรียบๆ

เจียงจื่อหรงทำปากยื่นเล็กน้อย ก่อนเปลี่ยนเรื่องใหม่

“ข้ายังมีขนมแปลกๆ ด้วยนะเจ้าคะ แต่…น้องสี่บอกว่าท้องท่านยังไม่ดีนัก ไม่ควรเสี่ยงกินของใหม่ๆ”

นางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเสริมอย่างไม่ยั้ง “แต่หากพี่รองไม่ห่วง ข้าจะกินแทนท่านเอง!”

นางยังจ้อเรื่องสินค้าแปลกๆ ที่ท่าเรือไม่หยุด เพราะไม่เจอพี่รองสักพักแล้ว แต่เมื่อมองใบหน้าที่ไม่ซูบผอม และแววตาที่เอิ่บอิ่มนั่น นางก็รู้สึกว่าวิชาหมอของน้องสี่ดีจริงๆ ผ่านไปเกือบเดือนก็บำรุงจนพี่รองดูขึ้นมาก ขนาดว่าช่วงนี้ฝนตกบ่อย แม้ในจวนจะระมัดระวังเหมือนเดิม แต่กลับไม่มีข่าวสักครั้งเดียวที่บอกว่าเขาต้องล้มป่วยหนัก

ส่วนเจียงมู่ไป๋กลับถอนหายใจให้กับความสงบที่หมดไป บางครั้งเขาอาจจะชอบช่วงที่ฝนตกก็ได้ เพราะช่วงเวลานั้นน้องสามมักจะถูกกักตัวไว้ที่ฝั่งเรือนหลัก

แต่หากเจียงจื่อหรงรับรู้ความคิดนั้นจริงๆ นางคงร้องไห้ฟูมฟายแน่

และความจริง…นางอาจรู้ก็ได้

เพียงเลือกจะไม่ใส่ใจ

ก็ใครให้พวกนางเป็นรุ่นหลานที่แซ่เดียวกัน แล้วต้องอยู่เฝ้าจวนเช่นนางเล่า ดังนั้นถึงท่านจะขมขื่นอย่างไร ก็ต้องกลายมาเป็นที่ระบายความอัดอั้นจากการฝึกความเป็นกุลสตรีทั้งหลายอยู่ดี

ไม่สิ จะกล่าวเช่นนั้นมิได้…

เอาเป็นว่าข้าอุตส่าห์ห่วงท่าน ท่านก็จงรับไปเถอะ

และนี่คงเป็นความสัมพันธ์ที่แท้จริงของสองพี่น้องคู่นี้

เห็นสายตาระอาแวบหนึ่งของพี่ชาย นอกจากเจียงจื่อหรงจะไม่หยุด นางกลับยิ่งขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้โต๊ะ แล้วเปลี่ยนหัวข้ออีกครั้งทันทีอย่างไม่สะทกสะท้าน

นางเท้าคางกับโต๊ะ พลางเอนตัวเข้าหาเขาเหมือนเด็กที่ตั้งใจจะเล่าเรื่องยาวให้จบในคราวเดียว

“วันนี้ข้าไปจวนพานมา จวนของพานกวนตู้คนนั้นไง”

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลำพองอย่างปิดไม่มิด

“ท่านว่าท่านพ่อจะอิจฉาข้าหรือไม่ ต้องอิจฉาแน่ๆ ใครๆ ก็อยากผูกมิตรกับจวนพานนัก”

เจียงมู่ไป๋เพียงเหลือบตามองผ่านสันหนังสือ ไม่เอ่ยขัด

“แต่ไม่มีใครสู้น้องสี่ของพวกเราได้” เจียงจื่อหรงย้ำอย่างภาคภูมิ “นางนั้นเก่งกาจนัก ถึงได้กลายเป็นหมอคนสำคัญของฮูหยินกวนตู้…”

คำว่า หมอคนสำคัญ ถูกกดเสียงลงเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง แม้จะอยู่ในห้องหนังสือของตนเองก็ตาม

เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงเด็กหญิงไปทำอะไรที่จวนพาน

คนในจวนเจียงรู้เพียงว่าเด็กหญิงคนนั้นกลายเป็นแขกประจำจวนพาน ต้องเข้าออกทุกสามหรือสี่วันเท่านั้น

ไม่มีใครกล้าถามมากไปกว่านั้น แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้คนในเหออันเริ่มเกรงใจสกุลเจียงยิ่งกว่าเดิม ทั้งยิ่งคาดเดาที่มาที่ไปของสมาชิกใหม่ผู้นี้ขึ้นไปอีก

จวนเจียงให้ความสำคัญกับระเบียบและชื่อเสียงเหนือสิ่งอื่นใด

จึงไม่มีผู้ใดกล้าถามตรงๆ ยิ่งเด็กหญิงอยู่ในฐานะเจ้านายใหม่ผู้หนึ่ง แม้จะอ่อนอาวุโสที่สุด แต่ก็ยังไม่มีใครใช้อำนาจกับนาง แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าที่ตอนแรกไม่พอใจ แต่ก็มิได้กล่าวอันใด จนถึงยามนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้ามาสอดมือวุ่นวาย หรือสร้างความลำบากใจให้นางเลย

เพราะคนรอบข้างปฏิบัติต่อนางเช่นนี้

เจียงมู่ไป๋จึงได้รับการดูแลอย่างดีและใส่ใจจากเหยาอวี้เป็นพิเศษ นางตั้งใจจะต้มยาให้เขาด้วยตนเองทุกวัน ทั้งยังปรับเทียบยาทุกครั้งอย่างละเอียด หากแค่ประคองชีวิต เพียงแค่เทียบยาดีดีสักหนึ่งเทียบคงทำได้ เพราะหากต้องบำรุงอย่างจริงจัง นางไม่อาจปล่อยไปตามยถากรรมได้

“เหยาอวี้เล่า” เขากล่าวแทรกการพรรณนาถึงจวนพานของเจียงจื่อหรง

เจียงจื่อหรงชะงักคำกลางคัน ก่อนจะจิ๊ปากเบาๆ

“น้องสี่บอกว่าจะต้องเตรียมของอะไรสักอย่าง แล้วจะมาหาท่านเจ้าค่ะ”

นางขยับตัวบนเก้าอี้ พลางย่นจมูกเล็กน้อย

“บอกให้ข้ามาหาท่านก่อน กลัวท่านจะรอนาน”

ได้ยินเช่นนั้น เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเบาๆ

เพียงแค่นั้น

ไม่มีคำถามเพิ่มเติม

ความจริง เขาคาดเดาได้มาระยะหนึ่งแล้ว…

หลายวันมานี้ อาการของเขาดีวันดีคืน แม้วันที่ฝนตกหนัก ลมทะเลพัดแรงจนบานหน้าต่างสั่น อากาศเย็นเฉียบฉับพลันเหมือนคมมีดเฉือนผิว เขาก็ยังรู้สึกปกติ

ไม่มีไข้ ไม่มีหนาวสั่น ไม่มีอาการไอจนหายใจติดขัด

ร่างกายที่เคยเปราะบางราวกระดาษชื้น กลับค่อยๆ มีน้ำหนัก มีแรงยืนหยัดมากขึ้น

การฟื้นตัวเช่นนี้ มิใช่เรื่องบังเอิญ หากจะกล่าวว่าเป็นความดีของเหยาอวี้ทั้งหมด ก็คงไม่เกินเลย

ดังนั้น การที่นางต้องไปจวนพานบ่อยๆ เขาย่อมพอเดาได้ว่าเกี่ยวข้องกับฝีมือแพทย์ของนาง

สุขภาพคือจุดอ่อนของมนุษย์

ไม่ว่าผู้ใด รวย จน รุ่งโรจน์ หรือเสื่อมอำนาจ …ล้วนมีจุดตายเดียวกันนี้

เมื่อวันหนึ่งได้พบหมอที่ดี ใครบ้างจะไม่คิดรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้

เจียงมู่ไป๋หลุบตาลงอีกครั้ง ปลายนิ้วเคาะสันหนังสือเบาๆ อย่างครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าวันหนึ่ง ความสามารถเช่นนั้นจะพานางไปไกลเพียงใด

และจะจากที่นี่ไปหรือไม่

ฉับพลันนั้น…เจียงมู่ไป๋ที่แม้แต่ความตายก็ยังเคยเตรียมใจมาแล้ว

กลับรู้สึก…ไม่กล้า…ขึ้นมา



 

[1] ตะวันออกทางใต้ เปรียบเทียบกับปัจจุบันคือ เกาะบอร์เนียว หรือสุมาตรา

[2] จื่อสืออิง แปลว่า ควอตซ์สีม่วง หรือหินดอกไม้อิงสีม่วง ก็คือ อเมทิส นั่นเอง