ตอนที่ 80
ตอนที่ 80
ตอนที่ 80
“พี่รองคงไม่ทราบ วันนี้พวกข้าไปดื่มน้ำชาที่เรือนน้ำชาหย่งชุนด้วยละ!” เสียงใสของเจียงจื่อหรงดึงเขากลับสู่ปัจจุบัน เพราะพี่ชายถามถึงเหยาอวี้ นางจึงได้หยิบหัวข้อที่น่าสนใจขึ้นมาอีก
พูดจบก็ไม่อาจปิดบังความลำพองของตน คิดว่าพี่ชายจอมเฉยชาของตนที่เป็นบัณฑิตจะต้องอิจฉานางแต่ที่ได้เข้าไปที่นั่น นางยืดตัวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาผลซิ่งเปล่งประกาย
“พวกข้าไม่อยู่แค่ชั้นล่างหรือชั้นสองด้วยนะเจ้าคะ แต่ได้เข้าไปนั่งในห้องรับรองพิเศษที่ชั้นบนสุด เพราะพวกเราคือแขกของนายน้อยเซี่ยเจ้าค่ะ”
เซี่ยจวิ้นเหอ…
คิ้วของเจียงมู่ไป๋เลิกขึ้นเพียงเสี้ยวหนึ่ง
เล็กน้อยจนแทบไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
“ท่านพี่คงไม่รู้ น้องสี่ของข้านั้นสนิทกับคุณชายเซี่ยมาก”
เจียงจื่อหรงพูดต่ออย่างไม่รู้สึกถึงแรงกดอากาศที่เปลี่ยนไปในห้อง
“ก่อนหน้านี้เขาไปตรวจบัญชีถึงเจียงหนาน ยังขนขนมจากร้านหยุนหลิงถังมาให้ตั้งเยอะ ข้าจึงพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย”
ปลายนิ้วที่เคาะหนังสือของเจียงมู่ไป๋หยุดลงโดยไม่รู้ตัว แววตาที่เคยเรียบนิ่ง เริ่มขุ่นมัวบางส่วน คล้ายมีหมอกบางปกคลุมผิวน้ำใส
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่าเด็กหญิงสนิทกับชายหนุ่มในเหออัน
“...เสียดายก็แต่ปิ่นปักผมลายดอกเหมยฝังไข่มุกจากเจียงหนานยิ่งนัก” เจียงจื่อหรงถอนหายใจอย่างจริงใจ “สวยมากจริงๆ แต่น้องสี่ไม่รับไว้”
นางทำท่าเสียดายแทน
“แต่ก็ถูกแล้วเจ้าค่ะ หากมิใช่คนในครอบครัวก็มิควรให้ปิ่นอยู่แล้ว สงสัยคุณชายเซี่ยจะไม่ทันคิด แต่ดีที่น้องสี่หลักแหลมนัก ถึงได้ปฏิเสธ” หญิงสาวพูดอย่างไม่ระวัง เพราะอย่างไรนี่ก็คือพี่รองของนาง ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะถ้าเรื่องเช่นนี้เผยแพร่ออกไปย่อมส่งผลเสียต้องเหยาอวี้ แม้ว่านางจะเพิ่งแปดขวบก็ตาม
เซี่ยจวิ้นเหอให้ปิ่นปักผมนาง?
ในชั่วขณะนั้น แววตาขุ่นมัวของเจียงมู่ไป๋แปรเปลี่ยน ความหม่นคล้ำจางหายแทนที่ด้วยความเฉียบคมเย็นเยียบ ให้คววามรู้สึกอันตรายโดยไม่ต้องแสดงออก
ดวงตาเรียวยาวนั้นมิได้ง่วงซึมอีกต่อไป หางตายกสูงขึ้นเล็กน้อยตามธรรมชาติของมัน สายตาคมราวใบมีดบางๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้ปลอก
ยามนี้เจียงจื่อหรงจะไปสนใจอาการแปลกๆ บนใบหน้าพี่ชายได้อย่างไร เมื่อเอ่ยถึงเหยาอวี้แล้ว ในโลกของนางก็เหลือเพียงเรื่องของน้องสี่เท่านั้น สามคำต้องมียกยอ สี่คำต้องมีชื่นชม ล้วนแต่ไม่มีผู้ใดดีเท่าแล้ว
เมื่อก่อนนางก็คิดว่าพี่รองดีที่สุด
ความจริง…ยามนี้ก็ยังคิดเช่นนั้นอยู่
พี่รองสุขุม ฉลาด อ่านตำราเก่ง ใครๆ ก็ยกย่องว่าเป็นบัณฑิตหนุ่มที่น่าเสียดายเพราะโรครุมเร้า
แต่ความรู้สึกที่มีต่อเหยาอวี้นั้นต่างออกไป
มันสดใหม่ อบอุ่น และตอบสนอง
น้องสี่มิได้เพียงรับฟัง แต่นางโต้ตอบ พูดคุย อธิบายอย่างใจเย็น ต่อให้นางถามเรื่องโง่เขลาเพียงใดก็ไม่เคยทำสีหน้ารำคาญ
ไม่เหมือนพี่รองที่แม้จะรับฟังทุกคำ
แต่ก็…ไม่พูดอันใด
ก่อนหน้านี้เพราะไม่มีผู้ใดให้เปรียบเทียบ นางจึงคิดว่าพี่รองดีที่สุด
แต่เมื่อมีอีกคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกัน หัวใจของนางก็เอนเอียงอย่างซื่อๆ
หากต้องเลือก นางย่อมเลือกน้องสี่อยู่แล้ว
เจียงมู่ไป๋ที่ถูกตัดคะแนนเช่นนี้ หากรู้ก็คงได้แต่เผยสีหน้าระอา ไม่ใช่ว่าเขาอยากฟัง แต่เขาหนีไปไหนไม่ได้
และก่อนที่บรรยายกาศกดดันในห้องหนังสือจะกลายเป็นความมืดมน เจียงจื่อหรงก็ขยับบทสนทนากลายเป็นความชื่นชมน้องสี่ของตนเข้าไปอีก หญิงสาวเข้าไปใกล้เสมือนเล่าความลับอันน่าตื่นเต้น
“พี่รองคงไม่ทราบ ก่อนหน้านี้น้องสี่ทำงานให้คุณชายเซี่ยที่ท่าเรือ ช่างน่าสงสารจริงๆ ข้าคิดไว้ว่าพรุ่งนี้จะไปค้นไข่มุกก้อนใหญ่ในเรือนมาให้นาง ท่านก็ด้วยนะ ไม่ว่าก่อนหน้าจะเป็นเช่นไร แต่น้องก็เป็นน้องสาวของเราแล้ว ทั้งยังดูแลท่านทุกวัน ขนาดขากลับวันนี้ยังแวะซื้อสมุนไพรอีกหลายอย่างเพื่อท่าน พี่รองท่านต้องเอ็นดูน้องสี่ให้มาก เข้าใจหรือไม่”
นางพูดกำชับอย่างจริงจัง เพราะกลัวว่าพี่รองยังขุ่นใจเรื่องที่เหยาอวี้สลับตัวบนเตียงเขาในคืนเข้าหอ แล้วจะเอาเรื่องที่ตกลงกันว่าช่วยปกปิดข่าวลือมากลายเป็นไม่ให้ความสำคัญกับนางแทน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องสมควร
ซึ่งนางไม่อยากให้พี่ชายคิดเช่นนั้นกับน้องสี่ผู้น่าสงสาร
ทั้งที่ความจริงแล้วทุกคนในเรือนฝั่งตะวันตกนี้ล้วนแต่มอบของขวัญของกำนัลให้เหยาอวี้จนจะล้นห้องอยู่แล้ว
อาจจะเพราะบรรยากาศที่เปลี่ยนกะทันหัน นางจึงได้มองคิ้วที่ขมวดหนักของพี่ชาย ก็เดาไปว่าเขาก็คงเริ่มสงสารน้องสี่เช่นกัน จึงไม่อยากให้เขาตกใจมาก “แต่น้องสี่บอกว่ามิได้ทำงานหนักมากเจ้าค่ะ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการทำงาน ยามนี้นางเป็นคุณหนูสี่ของเราแล้ว อย่าให้นางเดือดร้อนเรื่องเงินเด็ดขาด”
“เซี่ยจวิ้นเหอป่วยหรือ” ชายหนุ่มสนใจเรื่องนี้มากกว่า แม้จะไม่เข้าใจว่าสถานที่ทำงานเหตุใดจึงกลายเป็นท่าเรือ แต่คิดว่านางอาจจะใช้วิชาแพทย์ช่วยเซี่ยจวิ้นเหอมากกว่า
แต่ความเป็นจริงแล้ว กระทั่งยามนี้ เซี่ยจวิ้นเหอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเหยาอวี้นั้นเมีวิชาแพทย์
เจียงจื่อหรงส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจคำถาม ใคร่ครวญแล้วดูเหมือนคุณชายท่านนั้นจะร่างกายแข็งแรงนัก น้องสี่คงมิได้รักษาเขาหรอก
กลับเป็นเจียงมู่ไป๋ที่ผิดคาด จึงต้องขยายคำถามให้ชัดเจน “เช่นนั้นนางช่วยงานอะไร”
นางคิดอยู่เล็กน้อยก็ตอบอย่างคลุมเครือว่า “เหมือนจะ…‘พูดคุยข้างๆ’” พอกล่าวถึงตรงนี้นางก็รู็สึกงงๆ เช่นกัน แต่เพราะสถานการณ์ยามนั้นมีสิ่งอื่นที่่สนใจมากกว่า เพียงแค่นางรู้ว่าน้องสี่มิต้องแบกหามก็สบายใจแล้ว จึงไม่ได้สอบถามเพิ่มเติม
พูดคุยข้างๆ?
ของแบบนี้เป็นงานได้ด้วยหรือ
ยามนี้เจียงมู่ไป๋รู้สึกว่าน้องสามนั้นไม่ได้เรื่องนัก เรื่องสำคัญก็ปล่อยผ่านไปได้
ซึ่งถ้าเจียงจื่อหรงรู้คงตอบกลับอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า ‘ก็ข้าไม่สนใจ ท่านสนใจก็ไปถามเองสิ!’
และยังไม่ทันที่พี่น้องสกุลเจียงจะได้พาดพิงถึงเจ้าของชื่อมากไปกว่านี้
ประตูห้องหนังสือก็ถูกเคาะเบาๆ
ร่างเล็กในชุดสีอ่อนก้าวเข้ามาอย่างสุภาพ
“พี่รอง…พี่สาม”
เหยาอวี้ยิ้มทักทาย เสียงนุ่มสม่ำเสมอราวกับทุกวันที่ผ่านมาไม่มีเรื่องใดเปลี่ยนแปลง
แต่สำหรับผู้ใดผู้หนึ่งในห้อง กลับมิอาจสงบได้เหมือนเดิมแล้ว
เจียงจื่อหรงที่เมื่อครู่ยังพูดไม่หยุด พลันผละจากเก้าอี้แทบจะทันที
“น้องสี่! เจ้าเตรียมของเสร็จแล้วหรือ”
นางเดินตรงมาจูงมือเด็กหญิงด้วยตนเอง แววตาเปล่งประกายด้วยความอยากรู้
เพราะวันนี้ที่ท่าเรือ น้องสี่ของนางซื้อเพียงกระเทียมกับเม็ดผงขาวๆ ในกระสอบเก่าๆ ดูไม่น่าตื่นเต้นเอาเสียเลย แล้วก็ให้พี่สามอย่างนางมารออยู่ที่ห้องหนังสือพี่รองเสียอย่างนั้น
“ยังขาดของเล็กน้อยเจ้าค่ะ อาจต้องไว้พรุ่งนี้”
เหยาอวี้ตอบเรียบๆ ก่อนจะปล่อยมือ แล้วเดินไปยังโต๊ะหนังสือ นางหยิบหมอนเล็กสำหรับรองข้อมือขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างคุ้นเคย
ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เรือนข้างกัน หมอนใบนี้ก็กลายเป็นของเพิ่มเติมอีกอย่าง จากสี่สิ่งล้ำค่า บนโต๊ะเขาไปโดยปริยาย
เจียงมู่ไป๋ยื่นมือออกมาอย่างรู้หน้าที่ แขนเสื้อสีขาวเลื่อนขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือผอมบางที่เคยซีดเซียว ยามนี้ดูเปร่งปรั่งสุขภาพดีกว่าเดิมมาก
แววตาของเขากลับมาราบเรียบอีกครั้ง สงบนิ่งจนยากคาดเดา
เหยาอวี้วางปลายนิ้วลงบนชีพจรอย่างคุ้นเคย
สัมผัสใต้ผิวหนังนั้น นางรู้สึกได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มรักษาเจียงมู่ไป๋ ยิ่งนางใช้สมาธิมากเท่าไร ประสาทสัมผัสของตนละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเส้นใยบางๆ ใต้ปลายนิ้วถูกขัดเกลาให้รับรู้ลึกกว่าเดิม
เหมือนภาพภายในร่างกายเขาค่อยๆ ปรากฏชัดในความรับรู้
นางแทบรู้สึกเหมือนตนสามารถมองเห็นการไหลเวียนภายใน ราวกับสแกนร่างกายผู้ป่วยผ่านปลายนิ้ว ดังนั้นตอนตรวจอาการของฮูหยินพานวันนี้ นางจึงมั่นใจว่าไม่พบปัญหาด้านสุขภาพของนางจนไม่อาจตั้งครรภ์ อีกทั้งฮูหยินพานก็มิได้ถามถึงเรื่องนี้ นางจึงมิได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมนอกจากเรื่องโรคที่นางกำลังรักษาอยู่
ส่วนเจียงมู่ไป๋…
ชีพจรที่เคยพร่าเลือน บางจังหวะสะดุด บางจังหวะลอยหาย ยามนี้กลับแน่นขึ้น ลึกขึ้น ต่อเนื่องกว่าเดิม ราวกับเส้นสายที่เคยขาดๆ หายๆ เริ่มถักทอเป็นจังหวะมั่นคง
ตับที่เคยพร่อง…เริ่มตอบสนองดีขึ้น
ชี่ปอดที่เคยอ่อน…เริ่มหมุนเวียนเต็มกว่าเดิม
หัวใจที่เคยเต้นสะดุด…มีจังหวะสม่ำเสมอขึ้นอย่างน่าประหลาด
นี่คือสิ่งที่ทำให้นางตกใจที่สุด คือการฟื้นตัวนั้นเร็วกว่าที่คาดคิดมาก เร็วจน…เกือบเกินกว่ากรอบการรักษาที่นางวางไว้
เหยาอวี้รู้ดีว่าการรักษาของนางมีส่วนมาก ทุกวันนางปรับเทียบยาใหม่ตามชีพจร เพิ่มลดสมุนไพร บำรุงตับก่อน ม้ามตาม ช่วยปอด ประคองหัวใจ ค่อยเป็นค่อยไปอย่างระมัดระวัง
แต่ถึงอย่างนั้น ร่างกายที่ผุพังมานาน ย่อมไม่ควรตอบสนองรวดเร็วถึงเพียงนี้
เหมือนกับร่างของหลัวเหยาอวี้ที่ควรเสียชีวิตไป แต่เพราะมีนางมาอยู่จึงได้ฟื้นฟูแม้จะใช้สมุนไพรเก่าๆ ของหลัวเหอก็ตาม
แต่จะพูดเช่นนั้นก็ไม่ได้ เพราะก่อนเจอนางเขาอยู่ในสภาพป่วยใกล้ตายจริงๆ หากเขามีวิญญาณเซียนเช่นนางก็ควรขจัดพิษด้วยตนเองได้
ช่างเถอะ ถึงอย่างไรการฟื้นตัวเร็วก็เป็นเรื่องดี
เพียงแต่…
ถ้าเป็นเช่นนี้…
แผนการรักษาคงต้องขยับขึ้นอีกขั้น