ตอนที่ 82
ตอนที่ 82
ตอนที่ 82
“เอาเถอะ ข้าไม่รบกวนพวกเจ้าแล้ว” เฉียนซื่อบอกทั้งคู่ แล้วยื่นมือมาจับเหยาอวี้เบาๆ “” เฉียนซื่อกำชับอีกครั้ง
“เจ้าค่ะท่านแม่”
แต่เพราะเป็นฮูหยินบ้านรองที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนผู้คนจึงไม่ได้เห็นความแตกต่างนี้ เพราะเหยาอวี้ในฐานะบุตรบุญธรรมก็ไม่ลืมที่จะกตัญญู ยาลูกกลอนที่บำรุงร่างกายนอกจากเฉียนซื่อจะได้รับแล้ว จึงมีส่งให้เจียงอวี้เหิงด้วย
เฉียนซื่อมองรอยยิ้มของเด็กหญิงแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้
“เด็กเช่นเจ้า รู้จักตอบรับเช่นนี้ ข้าก็สบายใจแล้ว”
นางลูบหลังมือเหยาอวี้เบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อ
“ช่วงนี้ข้ารู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้นมาก แม้จะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็รู้สึกว่าผิวพรรณดีขึ้นกว่าเดิม เจ้าให้ยาลูกกลอนนั้น ข้ากินทุกวันไม่เคยขาด”
เหยาอวี้พยักหน้า “ยานั้นเป็นเพียงยาบำรุงเจ้าค่ะ หากกินสม่ำเสมอ ร่างกายย่อมดีขึ้นเอง”
ทุกวันนี้นางไม่ได้ออกไปรักษาผู้ใดนอกจากฮูหยินพาน จึงได้มีเวลาทำยาลูกกลอนบำรุง อีกทั้งจางซื่อที่อยู่ในเรือนว่างๆ ก็คิดสูตรเครื่องประทินผิวไม่น้อย
ช่วงที่เหยาอวี้อยู่ที่เรือนฝั่งตะวันตกนี้ก็ไม่ใช่แค่เจียงมู่ไป๋ที่สุขภาพดีขึ้น กระทั่งเจียงอวี้เหิง และเฉียนซื่อเองก็รู้สึกสดชื่น ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
เฉียนซื่อหัวเราะเบาๆ “เจ้าพูดง่ายนัก แต่ข้ารู้ดีว่าของดีเช่นนี้ไม่ใช่คิดได้ง่ายๆ” นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “พ่อของมู่ไป๋ก็เช่นกัน ตั้งแต่เจ้าส่งยาลูกกลอนให้ เขายังพูดว่าร่างกายเบาขึ้นมาก แม้ต้องออกไปดูงานโรงทอผ้าทั้งวันก็ยังไม่เหนื่อยเหมือนก่อน”
เจียงอวี้เหิงที่ต้องออกไปตรวจตราบัญชี หรือประจำการดูแลโรงงานผ้าของตระกูล ทำให้ปกติแทบจะไม่อยู่จวน หากไม่ใช่เพราะงานแต่งของบุตรชาย ก็ยากนักที่จะพบเขา
เหยาอวี้ตอบอย่างเรียบง่าย “ท่านพ่อต้องออกไปดูบัญชีและโรงงานผ้าบ่อย ย่อมใช้แรงมาก ยานั้นช่วยบำรุงชี่และเลือด จึงทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้นเจ้าค่ะ”
เฉียนซื่อพยักหน้าอย่างพอใจ
“เจ้าช่างใส่ใจจริงๆ”
จากนั้นนางก็หันไปมองบุตรชายที่ยังนั่งเงียบอยู่ข้างโต๊ะ
“ไป๋เกอเอ๋อร์ เจ้าได้ยินหรือไม่ แม้แต่พ่อของเจ้าก็ได้รับประโยชน์จากยาของน้องสี่เจ้า”
เจียงมู่ไป๋เงยตาขึ้นเล็กน้อย สายตาของเขาเลื่อนไปมองเหยาอวี้ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ขอรับ”
เฉียนซื่อส่ายหน้าเบาๆ อย่างระอาเล็กน้อยกับความพูดน้อยของบุตรชาย
“เจ้าก็ควรพูดขอบใจนางบ้าง”
เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างว่าง่าย “ขอบใจเจ้า”
เหยาอวี้ยิ้มบาง “พี่รองดื่มยาทุกวันก็นับว่าให้ความร่วมมือดีมากแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้เฉียนซื่อหัวเราะออกมา
“เด็กคนนี้พูดจาน่าฟังจริงๆ”
นางกล่าวพลางส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้อง
“เอาเถอะ ข้ากลับก่อน พวกเจ้าก็คุยกันต่อเถิด” ก่อนจะก้าวออกไป นางยังหันกลับมากำชับอีกครั้ง “หากเจ้าไปข้างนอกแล้วอยากได้สิ่งใดแล้วเงินไม่พอให้บอกข้า แม้ว่าพวกเราจะเป็นสกุลสาขา แต่ก็ยังแซ่เจียง”
“เจ้าค่ะท่านแม่” เหยาอวี้ค้อมศีรษะฉีกยิ้มรับคำ มีคนนำเงินมาให้นางย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
เมื่อเฉียนซื่อออกจากห้องไป ห้องหนังสือกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เป็นครั้งแรกที่เจียงมู่ไป๋ไม่อยากให้ห้องเงียบสงบนัก แต่เขาไม่คุ้นชินกับการเป็นผู้เริ่มบทสนทนา จึงรู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
“พรุ่งนี้ยาที่แช่จะทำให้ท่านไม่ค่อยสบายตัวนัก แต่ท่านไม่ต้องห่วงเพราะข้าต้องอยู่ใกล้ๆ เพื่อฝังเข็มไปด้วย”
ใช่แล้ว พรุ่งนี้นางจะให้วิธีฝังเข็มร่วมกับการแช่สมุนไพร เพื่อทำให้ตัวยาได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินก็รู้สึกร้อนที่หู กระแอมพูดน้ำเสียงไม่เต็มคำออกมาเพื่อแย้ง “ชายหญิงไม่ควร…”
“ข้าเป็นหมอ” เหยาอวี้ส่งสายตารำคาญเล็กน้อย จำได้ว่าตอนแรกที่เจอเขาก็รับรู้ได้ถึงความเคร่งครัดในเรื่องหลี่อีเหลียนฉือ[1] ยิ่งนัก “กฎเกณฑ์บางทีไม่มีค่าเท่ากับชีวิตหรอกนะเจ้าค่ะ”
ตอนนั้นหากนางไม่มา คิดว่าเขาคงตายเปล่าด้วยซ้ำ ไม่ได้มาทำตัวมาดเยอะอยู่ที่นี่แน่นอน
เจียงมู่ไป๋ที่ได้รับสายตานั้นก็ร้อนรนเล็กน้อย สำหรับคนที่ชอบใช้สายตาเช่นนั้นจะไม่รู้ความหมายได้อย่างไร เขาจึงตอบเสียงอ่อนว่ากลบเกลือนความแดงที่ใบหูว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ย่อมต้องฟังเจ้า”
เหยาอวี้ได้ฟังก็รู้สึกดีขึ้น
อย่างน้อยเจ้าหนุ่มนี่ก็รู้จักปรับตัว ช่วงแรกๆ แม้จะมีอาการหวงตัวอยู่บ้าง แต่ก็จำยอมแต่โดยดี เพราะนางจะต้องตรวจสอบร่างกายเขาก่อนวางแผนการรักษาโดยละเอียด ดังนั้นแค่จับชีพจรย่อมไม่พอ
พี่รองคนนี้ของนางจึงยอมให้ดูแค่ลำตัวเหมือนตอนที่อยู่ชิงเฟิง ยามนั้นแค่นางสัมผัสนิดสัมผัสหน่อยก็รับรู้ถึงปฏิกิริยาต่อต้านจะที่เข้มข้นภายใต้ใบหน้านิ่งเฉยของเขา
ด้วยความหมั้นไส้นางจึงมาลูบคลำเขาเล่นๆ เช่นนั้นอยู่หลายวัน พอจับได้ว่าแท้จริงมันคืออาการเขินอายของชายหนุ่มหัวโบราณในยุคโบราณนี้ นางจึงได้แต่หัวเราะในใจแล้วยอมปล่อยเขาไป
จากนั้นมาจึงมีแค่การจับชีพจรและปรับเทียบยา
มาวันนี้เมื่อรู้ว่าต้องแช่น้ำต่อหน้านาง ดูท่าคงกระวนกระวายไม่น้อย แต่นี่เป็นการรักษาจริงๆ มิใช่ล้อเล่นเหมือนตอนนั้น
ยิ่งเห็นใบหูที่แดงก่ำขัดกับดวงตาที่เริ่มเข้มข้นเพราะต้องรักษาความราบเรียบของใบหน้าเขาแล้ว…
ฮี่ฮี่ น่าแกล้งยิ่งนัก
“สนุกมากหรือไม่” เมื่อไม่อาจหลบซ่อนอารมณ์จากสายตานางได้ เจียงมู่ไป๋จึงไม่คิดจะปั้นหน้าอีกต่อไป ภายใต้ฉากหน้าที่สุขุม เขารับรู้ได้ว่าเด็กหญิงมีความซุกซนและขบถก่อกวนไม่น้อย มิฉะนั้นจะสามารถเข้ากับน้องสามของเขาได้อย่างไร
“ท่านหมายถึงเรื่องใด” เหยาอวี้เผยแววตาใสซื่อทำไขสือ ดวงตาดอกท้อฉ่ำวาวนั้นหยี่โค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว สร้างความยุบยิบในใจ
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบในทันที เขาขยับตัวเล็กน้อย เปลี่ยนอิริยาบถจากที่นั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะ มาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย ก่อนจะยกมือขึ้นเท้าคางช้าๆ ดังจิ้งจอกหนุ่มเจ้าเสน่ห์
แววตาที่เหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั้นทอประกายรู้ทันในที
เหยาอวี้มองมันอย่างโง่งม
เจ้าหนุ่มหัวโบราณนี่กำลังหว่านเสน่ห์ใช่หรือไม่
ชิชะ กับเด็กก็ไม่เว้น
นางค้อนไปหนึ่งวงก่อนจะพูดกลบเกลือนว่า “ข้าย่อมต้องจริงจังในการรักษา มิใช่เพื่อความสนุก”
“หากเจ้าชอบ ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไร” เขาตอบเอื่อยๆ เสมือนพูดเรื่องทั่วไป หากดวงตาที่เฉียบคมคู่นั้นทอประกายบางอย่าง
ชอบอะไร?
สนุกอะไร?
หัวข้อแรกยังไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ ยังมาพูดคลุมเครือต่ออีก
พริบตาเดียวเหยาอวี้ก็กลายเป็นเสียเปรียบ ทั้งที่ก่อนหน้าเป็นนางแท้ๆ ที่ทำเขาเขินอาย
“เอาเป็นว่าต่อไปท่านต้องแช่น้ำสมุนไพร แล้วข้าจะฝังเข็มให้ หากร่างกายท่านฟื้นตัวได้ดี คิดว่าไม่อีกไม่นานคงขับกากพิษออกมาได้ จากนั้นบำรุงอีกสักหน่อย แล้วทำวนสลับไปจนขับออกหมด จากนั้นชีวิตท่านหากไม่เอาคอไปพาดที่กระบี่ใครก็คงยืนยาวนับร้อยปีเจ้าค่ะ” เพราะรีบพูดไปหน่อย เหยาอวี้จึงเอ่ยถึงพิษโดยไม่ระมัดระวัง
แต่ดูจากปฏิกิริยาของเจียงมู่ไป๋ที่ดูไม่ใส่ใจกับคำว่าพิษที่นางพูดออกมาโดยไม่ตั้งใจนั้น เหยาอวี้ยิ่งรู้สึกเหน็บหนาว
บางทีเขาอาจจะรู้อยู่แล้ว
หรือไม่ก็รู้กระทั่งว่าผู้ใดวางยาพิษเขา
นึกถึงตรงนี้ก็รู้สึกเสียดายจวนแห่งนี้ยิ่งนัก จวนเจียงที่ดูอบอุ่นนี้ ยิ่งส่งผลให้นางทำสิ่งใดโดยระมัดระวังเสมอ ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดของจวนใหญ่ ยังสามารถวางพิษที่ละน้อยจนกลายเป็นโรคมี่ไม่อาจรักษาได้นั้น สร้างความหวาดกลัวลึกๆ ของนางจริงๆ
แม้ว่านางจะมั่นใจในวิชาหมอของตน แต่โจรพันวัน ใช่ว่าจะป้องกันได้ทุกวัน
อย่างเรื่องสลับตัวเจ้าสาวนั่น ก็มิใช่ว่านางประมาท แต่พลังวัดของพวกเขารวมกันแล้วสูงเกินต้านจริงๆ
ดังนั้นนางจึงคิดไว้แล้วว่าหากรักษาเจียงมู่ไป๋แล้ว จะต้องหาเรื่องออกจากที่นี่ให้ได้ แม้จะเสียดายเพียงใด นางก็ไม่อยากมาตายโง่ๆ อยู่ที่นี่ และที่สำคัญไม่รู้ว่าหากตายแล้วจะต้องไปดื่มน้ำแกงยายหมิ่ง[2]หรือไม่ นางรู้สึกว่าการที่นางยังจำอดีตได้ถึงสามชาตินั้นเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ จึงไม่อยากสูญเสียชีวิตไปเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องนี้
“ชีวิตนี้เป็นเจ้าที่ช่วยไว้ ข้าคงไม่ให้กระบี่ของผู้ใดมาพาดเล่นแน่นอน” น้อยนักที่ชายหนุ่มตรงหน้าจะเล่นมุก ทั้งยังเล่นกับชีวิตของตนเองอีก เหยาอวี้จึงได้ผ่อนลมหายใจลง กรอกตาเล็กน้อยก่อนจะสอบถาม เผื่อหาทางนี้ทีไล่ได้ เพราะนางรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ไปก็ไม่แย่ หากช่วยกันป้องกันได้ย่อมดีกว่า
“ท่านรู้ตัวคนทำหรือไม่” เหยาอวี้ถามเบาๆ ทั้งยังเอียงหน้าเข้าไปใกล้ เตรียมพร้อมกับเรื่องซุบซิบที่ถึงชีวิตนี้
กิริยาที่คล้ายจะเหมือนน้องสามเข้าไปทุกทีของเหยาอวี้ ทำเจียงมู่ไป๋ถึงกับพูดไม่ออกอยู่บ้าง
“เจ้าไม่ต้องตามใจพี่สามของเจ้าทุกครั้ง หากนางรบกวนมากๆ ก็สามารถบอกปัดได้” เขาเตือนเล็กน้อย ในใจคิดถึงขั้นจะทำอย่างไรให้ทั้งสองห่างจากกันบ้าง
ยามนี้เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ เริ่มจะเสียคนเสียแล้ว
“....” จากคำถามซุบซิบ กลายเป็นการพูดถึงเจียงจื่อหรง ทำเอาเหยาอวี้ที่ถูกขัดมีอารมณ์สะดุดอยู่บ้าง จึงคิดว่าเขาคิดจะเลี่ยงคำถามนาง หน้างอจึงขึ้นมาเล็กน้อย
ถึงอย่างไรก็เจอหน้ากันมาหลายวัน นอกจากเจียงมู่ไป๋จะรับรู้นิสัยขบถลึกๆ ภายในของนาง เหยาอวี้ก็รับรู้ความร้ายลึกของเขาเช่นกัน
คนผู้นี้อย่ามองแต่ภายนอกว่าเป็นบัณฑิตหน้าขาวอ่อนแอ ดูอย่างการจัดการล้มกระดานของนายอำเภอตู้ได้ในหนึ่งประโยค ก็รับรู้ได้ถึงความเฉลียวฉลาดของเขาแล้ว ทั้งยังรับมือกับเจียงจื่อหรงที่มักมาก่อกวนอยู่ทุกครั้งด้วยการนิ่งเฉย แต่นอกจะทำให้เจียงจื่อหรงไม่เกลียดแล้วยังชื่นชมพี่รองของนางอย่างมาก นี่ก็บอกได้ถึงความสามารถของเขาแล้ว
“มิใช่คนที่เราจะยุ่งเกี่ยวได้” เมื่อเห็นใบหน้าของนาง เจียงมู่ไป๋จึงได้แต่เลือกคำที่สามารถตอบนางได้ออกมา
เหยาอวี้ครุ่นคิดไม่กี่ชื่อออกมา ก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ
ผิดกับเจียงมู่ไป๋ที่เดาได้ว่านางคิดถึงผู้ใด จึงไม่อาจให้นางหวาดกลัวที่นี่ แต่เพราะสถานการณ์นี้เขาก็ยังเอาตัวไม่รอดเช่นกัน และไม่อยากให้นางรู้เยอะเพราะจะยิ่งไม่ปลอดภัย จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบหัวนางอย่างปลอบโยน
“ไม่ใช่คนที่เจ้าคิดหรอก หากแต่…”
น่ากลัวกว่านั้น…
เขาพูดถึงตรงนี้ก็ชะงัก ก่อนจะจิ้มเบาๆ ที่หว่างคิ้วที่กำลังขมวดขึ้นของนาง “เจ้าไม่ต้องคิดมาก ถึงอย่างไรข้าจะปกป้องเจ้าให้ดี ตราบใดที่อยู่ในจวนเจียง พวกเขาย่อมไม่รู้…”
ย่อมไม่รู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่…
คำพูดสุดท้ายนั้นไม่ได้เอ่ยออกไป เพราะเพียงเท่านี้ก็ทำคนฉลาดอย่างนางสงสัยแล้ว
[1] หลี่อีเหลียนฉือ คือ สี่ข้อในแปดคุณธรรมของขงจื้อ มีความหมายเรียงกันดังนี้ มารยาท มโนธรรม สุจริตธรรม และยางอาย
[2] ท่านยายเมิ่ง หรือ เมิ่งปั๋วเหนียงเหนียง เจ้าของน้ำแกงลืมชาติภพนั้น เป็นเทพอาวุโสท่านหนึ่ง ประจำการในนรกทุติยภูมิ ช่วงจุดผ่านแดน ก่อนจะไปเกิด จะมีโต๊ะน้ำแกงของท่านตั้งอยู่ริมสะพานไหน่ห่อเกี๊ย (奈何桥) วิญญาณที่ถูกตัดสิน ได้รับการลงโทษเรียบร้อยแล้ว จะต้องผ่านด่าน คุณยายเมิ่ง ก่อนทุกดวงเพื่อไปเกิดใหม่