ตอนที่ 83
ตอนที่ 83
ตอนที่ 83
คำพูดของเจียงมู่ไป๋ทำเหยาอวี้พลิกตัวทั้งคืน
ใช่… นางคิดมาก
สุดท้ายทั้งนางและเขาก็ไม่ได้พูดว่าใคร
ใครที่นางคิด
และใครที่วางยาเขา
แต่ถ้าชายหนุ่มพูดเช่นนั้น เหยาอวี้จึงได้แต่ปวดหัว รู้สึกสับสนอีกครั้ง
‘ตราบใดที่อยู่ในจวนเจียง พวกเขาย่อมไม่รู้…’
เรื่องนี้แม้จะเพิ่งเคยได้ยินจากปากเขาครั้งแรก แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้นางนึกย้อนถึงมารดา…
จางซื่อก็อยู่แต่ในเรือนฝั่งนี้เช่นกัน…
แต่ดูจากปฏิกิริยาของทั้งสองตอนเจอกันแล้ว ก็ไม่คล้ายว่าจะรู้จักกันมาก่อน คงเพียงเป็นเรื่องบังเอิญที่ทั้งคู่ต้องหลบซ่อนใครหรือไม่?
แต่ยิ่งคิดก็ยังขาดการเชื่อมโยง ตอนแรกนางปล่อยวางเรื่องของมารดาไปแล้ว ไม่คิดเลยว่าเรื่องการวางพิษของเจียงมู่ไป๋จะทำให้นางครุ่นคิดอีก
จางซื่อนั้นเห็นชัดว่าไม่ยอมตอบอะไร
ส่วนเจียงมู่ไป๋ก็…
…อืม เหมือนเขาก็จะไม่ตอบอะไรเช่นกัน
สกุลเจียงเป็นสกุลใหญ่ที่มีประวัติมายาวนาน การจะมีศัตรูทางการค้าบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
กระทั่งนายอำเภอเจียงมู่ไป๋ยังไม่กลัวที่จะหักหน้า แต่กับคนที่วางยาเขา เขากลับไม่กล้าที่จะเอ่ยถึง
แต่ทุกคำพูดของเขามีแต่จุดน่าสงสัยไปหมด เขาเพียงยืนยันกับนางว่าอยู่ที่นี่ย่อมไม่เป็นไร งั้นคือที่นี่ก็คือที่ปลอดภัย?
หรือความจริงแล้วนางควรจะหนีตั้งแต่คืนนี้เลย?
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าคิดมาก เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
เสียงของเจียงมู่ไป๋ดังขึ้นเบาๆ แต่แฝงความดุเล็กน้อย เมื่อเห็นเหยาอวี้เดินเข้ามาในเรือนนอนของเขาช่วงยามเย็น
เด็กหญิงเพิ่งให้คนยกถังน้ำสมุนไพรเข้ามา กลิ่นหอมขมของตัวยาลอยอวลอยู่ในอากาศ ก่อนจะเทลงไปให้อ่างอาบน้ำของเขา แล้วไปโรยผงอื่นๆ อีกเพิ่มเติม
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับไม่ใช่ถังน้ำ หากเป็นใบหน้าของนาง
เหยาอวี้ดูเหนื่อยล้ากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
ใต้ดวงตากลมมีเงาคล้ำจางๆ ปรากฏขึ้น ราวกับไม่ได้พักผ่อนเต็ม ผมบางส่วนที่มัดไว้เรียบร้อยยังมีปอยเล็กๆ หลุดออกมาเพราะความรีบเร่ง
ทั้งวันนางแทบไม่ได้หยุดพัก ของที่ซื้อมาจากท่าเรือถูกเลื่อนออกไปที่จะจัดการ
ตั้งแต่เช้าก็ยุ่งอยู่กับการคัดเลือกสมุนไพร บดตัวยา ตากผงบางชนิดให้แห้งสนิท ก่อนจะนำมาผสมใหม่ให้เหมาะกับการแช่ยาในคืนนี้
งานพวกนั้นต้องใช้ทั้งแรงและสมาธิ ทั้งยังมึนหัวจากเรื่องเมื่อคืน นางจึงพักผ่อนไม่พอ
ตอนนี้เมื่อยืนอยู่ในห้องอุ่นจากไอสมุนไพร ความง่วงงุนจึงเริ่มปรากฏขึ้นอย่างปิดไม่มิด นี่เป็นครั้งที่สองที่เหยาอวี้เข้ามาในเรือนนอนของเขา
ส่วนครั้งแรกคือตอนไหนน่ะหรือ?
ก็คืนวันเข้าหอนั่นอย่างไรเล่า…
เมื่อเจอกับสายตาเข้มข้นของเขา เหยาอวี้ก็ถอนหายใจทันที ก่อนมองบนเล็กน้อย กล่าวหาทางสายตาชัดเจนว่า
‘ท่านคิดว่าคำพูดเมื่อวานเย็นคือประโยคบอกฝันดีหรืออย่างไร’
เจียงมู่ไป๋จึงได้ยกมุมปากอย่างจำใจ เพราะเขากลัวว่าหากนางคาดเดาเรื่องพิษแล้วจะหวาดกลัวคนในจวนจนคิดหนีไป จึงจำต้องบอก แต่ไม่อาจพูดไปมากกว่านั้น
“ถอดเสื้อ” เหยาอวี้ชัดเจนว่าไม่พอใจเขาแล้ว ที่พูดอะไรครึ่งๆ กลางๆ กับมารดานางยังพอยอมลงให้ได้ แต่กับเจียงมู่ไป๋นั้นนางรู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยงไปกับเขา
เมื่อเห็นท่าทีไม่พิถีพิถันเช่นเคย ท่าทีที่อยากจะพูดอะไรเพิ่มเติมก็เปลี่ยนเป็นร้อนใจแล้ว
เขารีบถอดเสื้อตัวนอกโดยไม่กล้าชักช้า ขณะโบกมือให้สาวใช้ออกไป เพราะยามนี้อาไฉไม่อยู่ในจวน มารดาจึงมักส่งสาวใช้มา แต่เขาไม่ชอบให้ใครสัมผัสตัว จึงไม่เคยให้อยู่รับใช้สักครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน
เห็นเด็กหญิงยังจ้องเสื้อตัวในของเขาต่อ จึงจำต้องถอดมาออกมาเช่นกัน ก่อนจะเดินไปแช่ตัวอยู่ในอ่างอย่างว่าง่าย คิ้วน้อยๆ นั่นจึงได้ราบลงกึ่งพอใจ
น้ำสมุนไพรอุ่นสูงถึงระดับอก เหนือผิวน้ำปรากฏเพียงช่วงไหล่และลำคอของเขา ไหล่ทั้งสองยังค่อนข้างผอม เห็นแนวกระดูกชัดกว่าที่ควรจะเป็น ไหปลาร้านูนเด่นอยู่ใต้ผิวขาวซีด ลำคอเรียวยาวรับกับใบหน้าที่นิ่งสงบ
ถึงอย่างนั้น สีผิวของเขาก็ดูมีเลือดฝาดขึ้นกว่าวันแรกที่เหยาอวี้เคยเห็นมาก
ตอนนั้นร่างกายของเขาซูบซีดจนแทบไม่มีชีวิตชีวา แต่ตอนนี้ อย่างน้อยก็เริ่มมีสัญญาณของการฟื้นตัว แม้ยังไม่อาจเรียกได้ว่าแข็งแรง และสำหรับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี ร่างกายเช่นนี้ยังถือว่าผอมบางเกินไป
ผ่านไปเพียงหนึ่งถ้วยชา ก็รับรู้ถึงคำเตือนที่นางเคยบอกไว้เรื่องความไม่สบายตัว เพราะมันไม่ใช่แค่ไม่สบายตัว แต่หนักถึงขั้นใช้คำว่าทรมานได้เลย
ความร้อนจากน้ำสมุนไพรซึมลึกเข้าสู่ร่างกาย ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความปวดหน่วงที่แทรกลงไปถึงกระดูก
เจียงมู่ไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย มือที่วางบนขอบอ่างกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เส้นเอ็นบนหลังมือปูดชัด ลมหายใจลึกขึ้นเล็กน้อย แต่เขายังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ ความเจ็บค่อยๆ หนักขึ้น เหมือนกระดูกและเส้นเอ็นถูกดึงรั้งจากภายใน
เหงื่อเริ่มซึมบนหน้าผาก หยดเหงื่อไหลผ่านขมับลงมาตามกรอบหน้า ผมที่ตกลงข้างใบหน้าเริ่มเปียกชื้น แม้จะเจ็บจนคิ้วขมวดแน่น เขาก็ยังข่มมันไว้ ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
เหยาอวี้มองเขาอยู่เงียบๆ นางอดทึ่งไม่ได้กับความอดทนของเขา
ครั้งนึกถึงยามนั้น ตอนที่นวดแผลฟกช้ำให้เขาหลังจากบาดเจ็บ เจียงมู่ไป๋ก็ไม่ร้องออกมาสักคำเช่นกัน
แต่ยานี้ต่างออกไป มันไม่ต่างจากการขัดกระดูกถอดหนัง ฤทธิ์ยาซึมลึกเข้าไปทุกส่วนของร่างกาย แทรกผ่านเส้นเอ็นและกระดูกจากภายใน คนทั่วไปเพียงผ่านไปครู่หนึ่งก็คงทนไม่ไหวแล้ว
แต่เจียงมู่ไป๋ยังอดทนต่อมัน
“หากท่านไม่ไหว…” เหยาอวี้พูดได้เท่านั้น
เพราะต่อให้ไม่ไหวก็ต้องทนอยู่ดี ครั้งนี้นางมิได้คิดแกล้งเขาเหมือนตอนปรับรสยายามนั้น นี่คือการรักษาจริงๆ และต่อจากนี้ สูตรยาจะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อไล่ต้อนสิ่งผิดปกติที่แฝงอยู่ในร่างกายของเขา
เจียงมู่ไป๋ในเวลานี้แทบไม่ได้ยินคำพูดของนางแล้ว ความเจ็บแทรกซึมจนหูอื้อ เขารับรู้เพียงว่านางเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่อาจตอบสนองได้
ฟันที่กัดแน่นแทบไม่คลาย ทั้งร่างเกร็งตึงเพื่อข่มความเจ็บปวดที่แล่นผ่านเส้นเอ็นและกระดูก ความทรมานนี้ทำให้เขานึกถึงบางสิ่ง ความเจ็บที่ฝังอยู่ในความทรงจำเหมือนกำลังถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันที่ความคิดจะจมลึกลงไปกว่านั้น
เหยาอวี้ก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ เข็มเงินในมือสะท้อนแสงตะเกียงวาบหนึ่ง นางปักเข็มลงอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
จุดหนึ่ง
แล้วอีกจุดหนึ่ง
ปลายนิ้วของนางกดเบาๆ ที่ด้ามเข็ม ไม่นานนักเส้นลมปราณที่ตึงเครียดก็เริ่มคลายลง
ความปวดที่แล่นพล่านก่อนหน้านั้นค่อยๆ ถูกดึงให้กระจายออก เหมือนกระแสที่ถูกระบายออกจากจุดศูนย์กลาง
ลมหายใจของเจียงมู่ไป๋ที่เคยหนักหน่วง จึงค่อยๆ กลับมาสม่ำเสมอขึ้นทีละน้อย
“หากท่านไม่ไหว ข้าจะฝังเข็มคลายให้ แต่ถ้าท่านปรับตัวได้ ข้าจะเอาเข็มออก” เหยาอวี้บอก ก่อนถอนหายใจเบาๆ จากนั้นจึงปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง ทิ้งเรื่องต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษาออกไป
“พี่รอง ข้าไม่ขอปิดบัง ร่างกายนี้ของท่านมีแต่ต้องถ่ายเลือดล้างกระดูกเท่านั้น ซึ่งหากทำเช่นนั้นได้จริง มันย่อมต้องทรมานมาก ดังนั้นการรักษานี้ ท่านต้องอดทน”
นางมองเขาอย่างเห็นใจ หากใช้เข็มคลายความเจ็บปวด ระยะเวลาการรักษาจะยืดยาวออกไป สุดท้ายแล้ว เขาก็ยังต้องเผชิญกับมันอยู่ดี
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับตัวให้ร่างกายคุ้นชินกับฤทธิ์ยา เมื่อถึงตอนนั้น นางจึงจะสามารถเริ่มต้นฝังเข็มรักษาจริงๆ ได้
เจียงมู่ไป๋เงียบอยู่ครู่หนึ่ง ลมหายใจของเขายังคงหนักอยู่บ้าง เหงื่อซึมตามไรผมและขมับ แต่สายตาที่มองเหยาอวี้กลับค่อยๆ สงบนิ่งลง
เขาหลับตาลงชั่วครู่ เหมือนกำลังรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ ก่อนจะเปิดตาขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบต่ำเล็กน้อย
“เอาออกเถิด”
ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ เจียงมู่ไป๋จึงค่อยๆ ปรับตัวกับฤทธิ์ยาได้ ลมหายใจที่เคยหนักหน่วงเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ แม้เหงื่อยังชื้นตามขมับและไรผม แต่ท่าทางที่เกร็งแน่นก่อนหน้านั้นก็ผ่อนลงเล็กน้อย
เหยาอวี้เห็นดังนั้นจึงเริ่มลงมือรักษา
เข็มเงินเล่มแรกปักลงที่จุดไป๋ฮุ่ยบนกลางศีรษะ เพื่อเปิดเส้นลมปราณ จากนั้นจึงเลื่อนไปที่อินถังระหว่างคิ้ว และหยางไป๋บริเวณหน้าผาก เข็มถัดมาปักลงที่เจียนจิ่งบริเวณไหล่ทั้งสองข้าง เพื่อคลายการติดขัดของชี่ ก่อนจะต่อไปยังจุดถานจงกลางอก และอวิ๋นเหมินใต้ไหปลาร้า
เข็มเงินเรียงตัวเป็นลำดับ แต่ละจุดล้วนเชื่อมโยงเส้นลมปราณสำคัญทั้งสิ้น ปลายนิ้วของเหยาอวี้กดและหมุนเข็มอย่างแม่นยำ เพื่อให้ตัวยาที่แทรกซึมอยู่ในร่างกายเดินไปตามเส้นลมปราณได้ดีที่สุด
ผ่านไปเพียงไม่นาน ร่างของเจียงมู่ไป๋ก็สั่นเล็กน้อย ความจุกแน่นสายหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากอก
เหยาอวี้ที่เฝ้าดูอยู่ตลอดไม่แปลกใจแม้แต่น้อย นางรีบหยิบกระโถนที่เตรียมไว้เข้ามารอง
ครู่ต่อมา เจียงมู่ไป๋ก็โน้มตัวไปข้างหน้า
“แค่ก…”
เลือดสีคล้ำพุ่งออกมา ตามมาด้วยลิ่มเลือดจำนวนหนึ่งที่ข้นและหนืด
เหยาอวี้ไม่เร่งรีบ เพียงนั่งรออย่างสงบ
เมื่ออาการกระอักค่อยๆ สงบลง นางจึงยื่นถ้วยยาที่เตรียมไว้ให้ น้ำยาสีเข้มส่งกลิ่นหอมของโสมคน และซานฉีชัดเจน เป็นยาบำรุงที่ใช้เสริมกำลังหลังการระบายพิษ
“ดื่มเถิดเจ้าค่ะ” นางกล่าวสั้นๆ
จากนั้นเจียงมู่ไป๋ก็ยังต้องแช่น้ำต่อ ความเจ็บปวดนั้นยังคงดำเนินไป น้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม เพียงหนึ่งชั่วยาม เพราะกลัวว่าร่างกายของเขาจะรับไม่ไหว จากยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) ยามนานถึงยามซวี (19.00 – 20.59 น.) เจียงมู่ไป๋ต้องเปลี่ยนน้ำถึงสี่รอบ เมื่อถึงเวลาขึ้นจากอ่าง เขาจึงผลัดเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว รับยาต้มมาดื่มอีกครั้ง ก่อนกลับมานอนให้เหยาอวี้ฝังเข็มต่อ เข็มเงินค่อยๆ ถูกปักลงตามแนวเส้นลมปราณ ตั้งแต่ศีรษะลงมาตามลำตัว แขน และขา
ระหว่างเฝ้ารอเขาแช่น้ำเหยาอวี้สัปหงกไปไม่รู้กี่รอบ กระทั่งฝังเข็มที่เตียงนอนเสร็จ นางก็พ่ายแพ้ให้กับขอบเตียงของเขา
กระทั่งครบอีกหนึ่งชั่วยาม เจียงมู่ไป๋ที่พักสายตาอยู่จึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความหนักอึ้งที่เคยเกาะอยู่ตามเส้นเอ็นและกระดูกเหมือนถูกชะล้างออกไป ร่างกายรู้สึกโปร่งโล่งกว่าก่อนมาก
ที่สำคัญ เขารับรู้ถึงกระแสปราณสายหนึ่งที่ไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว
มันอ่อนบาง แต่ชัดเจน ไหลเวียนอยู่ภายในอย่างเงียบงันที่จุดตันเถียน
ขณะเดียวกัน เสียงลมหายใจสม่ำเสมอเบาๆ ก็ดังอยู่ใกล้ๆ
เจียงมู่ไป๋หันมอง ภาพเด็กหญิงยังคงเอนพิงขอบเตียง หลับสนิทอย่างคนที่หมดแรง
เมื่อนึกว่าเขาเป็นสาเหตุที่ทำให้นางทั้งนอนไม่พอและเหน็ดเหนื่อย จึงรู้สึกผิดไม่น้อย
เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปจับเข็มเงินทีละเล่ม ดึงออกอย่างระมัดระวังตามลำดับ เพราะเขามีความจำดีมากจึงจำได้ทุกจุดว่าอันไหนก่อนหลัง จนกระทั่งเข็มสุดท้ายถูกเก็บลงบนถาด
เมื่อจัดการเสร็จ เขาจึงลงจากเตียง
สายตาเหลือบมองเด็กหญิงที่ยังหลับอยู่ข้างเตียง ร่างเล็กเอนพิงอยู่ในท่าที่ดูไม่สบายเท่าไร
เจียงมู่ไป๋เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงไปอย่างระมัดระวัง แล้วอุ้มร่างเล็กนั้นขึ้นมาเบาๆ