ตอนที่ 84
ตอนที่ 84
ตอนที่ 84
เหยาอวี้สะดุ้งตื่นขึ้นมาในยามเช้า แสงอ่อนลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง
นางนอนอยู่บนเตียงของตนเองเรียบร้อย
เมื่อคืนหลับลึกมากจนแทบไม่รู้สึกตัว ทั้งยังไม่มีความฝันประหลาดเช่นก่อนหน้า ทำให้เมื่อตื่นขึ้นมาร่างกายจึงรู้สึกเบาสบาย
เหยาอวี้ยังนั่งงงอยู่ครู่หนึ่ง ในใจคิดว่าอาจเป็นสาวใช้ที่อุ้มนางกลับเรือน แต่แล้วความทรงจำเมื่อคืนก็แล่นวาบขึ้นมา
เข็ม!
นางยังไม่ได้ถอนเข็มให้เจียงมู่ไป๋เลย!
เหยาอวี้เบิกตากว้าง รีบคว้ารองเท้าคว้าเสื้อนอกมาสวมอย่างลวกๆ แล้วเปิดประตูวิ่งออกไปทันที ในใจทั้งตกใจทั้งหงุดหงิดตัวเอง
ร่างกายนี้ยังเป็นเพียงเด็ก จึงทนความเหนื่อยล้าได้ไม่มากนัก
เมื่อคืนเฝ้าเขาตั้งแต่เย็นจนค่ำ ทั้งบดสมุนไพร ทั้งเตรียมยา พอเสร็จสิ้นกลับเผลอหลับไปเสียอย่างนั้น
สำหรับหมอแล้ว นี่แทบเป็นความผิดที่ไม่น่าให้อภัย
เหยาอวี้ผลักประตูเรือนนอนเปิดออกอย่างรวดเร็ว บานประตูไม้กระทบผนังเบาๆ
ภาพที่เห็นทำให้นางชะงักไปครู่หนึ่ง
เจียงมู่ไป๋เพิ่งตื่นพอดี เขานั่งอยู่บนเตียง ในชุดนอนตัวเดิมจากเมื่อคืน เสื้อผ้าสีอ่อนบนร่างที่ยังดูผอมบาง แต่ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายกว่าปกติ
แสงยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ตกกระทบข้างใบหน้าของเขา ทำให้ผิวที่เคยซีดดูมีสีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อย ผมยาวที่ยังไม่ได้รวบตกลงมาข้างแก้มอย่างหลวมๆ
เขาเหมือนเพิ่งลืมตาได้ไม่นาน สายตายังสงบและนิ่งเหมือนเดิม
แต่เมื่อเห็นเหยาอวี้ยืนอยู่หน้าประตูในสภาพหอบเล็กน้อย รองเท้าสวมไม่เรียบร้อยนัก แม้แต่เสื้อนอกก็ยังผูกไม่ดี คิ้วของเขาจึงเลิกขึ้นนิดหนึ่ง ราวกับแปลกใจเล็กน้อยที่นางปรากฏตัวเช่นนี้ในยามเช้า
“ท่านเอาเข็มออกเองหรือ” เหยาอวี้ถามอย่างเก้อเขิน แม้ว่าปกตินางจะไม่เคร่งเรื่องมารยาทนัก แต่การปรากฎตัวกะทันหันนี้ก็ค่อนข้างเสียมารยาทอยู่ดี
เจียงมู่ไป๋พยักหน้า ก็ได้รับสายตาไม่พอใจเล็กน้อย จึงรับรู้ว่านางไม่พอใจอะไร “ข้าจำลำดับเข็มได้ มิได้เอาออกแบบลวกๆ” เขาถึงกับต้องเผยรอยยิ้มเอาใจ เพราะรู้ว่านางตั้งใจจริงๆ จึงไม่อยากให้กังวลว่าจะเกิดความผิดพลาด
เหยาอวี้ถูกรอยยิ้มล่อลวงยามเช้า จนต้องหงุดหงิดตัวเอง ที่ยอมลงให้กับเขาอีกแล้ว
เฮ้อ หนุ่มน้อยยิ้มหวาน มันช่างทรมานหัวใจคนแก่จริงๆ
เหยาอวี้บ่นในใจ
“ข้าบอกให้ท่านปลุก” นางถอนหายใจ เพราะรู้ตัวดีว่าง่วงจึงได้แจ้งเขาไว้ แต่พี่รองผู้นี้ดีนัก ถึงกับปล่อยให้นางนอนยาว
นางกล่าวแล้วก็เดินเข้าไปจับชีพจรของเขาอย่างกังวล
การปรับวิธีรักษาสำหรับครั้งแรกนั้นสำคัญมาก เป็นไปได้นางไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่นัก หากแต่ก็กังวลอยู่ดี
เจียงมู่ไป๋มองเด็กหญิงที่ผมฟูเล็กน้อย จึงเดาได้ว่าคงรีบลุกแล้วออกมาจากเตียงเลย จึงใช้มืออีกข้างลูบผมให้เบาๆ และจัดชายคอเสื้อนอกที่พับเข้าในให้ออกมาดีดี
“ได้ ครั้งหน้าจะปลุกเจ้า” เขาบอก
เหยาอวี้ที่รู้ตัวว่าไม่เรียบร้อยนัก จึงเดินไปจัดการตัวเองหลังฉาก แล้วออกมาจับชีพจร ก็รู้สึกพอใจมาก ร่างกายนี้มีความสามารถให้การฟื้นฟูที่ล้ำลึกจริงๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเพียงแช่น้ำอีกไม่กี่ครั้งก็จะขับพิษออกมาหมดแล้ว
ทว่าหลงกู่ชิงถูกใช้เกือบหมดแล้วเช่นกัน
บางทีนางอาจจะต้องกลับไปที่เขาหลัวซานอีกครั้ง
นึกถึงจุดสมุนไพรอีกหลายจุดที่ไม่ได้เข้าไปขุดก็รู้สึกใจลอยเล็กน้อย
“ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก” เขากล่าวย้ำเมื่อนางดูจะเหม่อลอย
เหยาอวี้กระพริบตากลับสู่ปัจจุบันแล้วพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะบอกเขาถึงเรื่องที่กังวล “สมุนไพรตัวสำคัญอาจจะไม่พอ”
“เจ้าอยากได้อะไรเพียงบอกคนไปซื้อ” เขาบอก
“สมุนไพรตัวนี้หายากมาก แม้แต่ในร้านสมุนไพรในเหออันก็ไม่มี ข้าต้องไปหาเอง” นางส่ายหน้า
“เจ้าจะไปหาที่ใด” เขาถาม
“เขาหลัวซาน” นางตอบ
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “ต้องรีบหรือไม่”
เหยาอวี้ส่ายหน้าอีกครั้ง “ตอนนี้ยังไม่รีบ การขับกากพิษเมื่อคืนแม้จะส่งผลดี แต่ร่างกายยังได้รับผลกระทบอยู่ จึงต้องบำรุงท่านอีกสักหน่อย แล้วค่อยแช่สมุนไพรอีกครั้ง ซึ่งมันใช้สมุนไพรตัวนี้เป็นส่วนสำคัญ” นางอธิบาย
“เข้าใจแล้ว” เจียงมู่ไป๋เพียงพยักหน้าแล้วไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก แต่เปลี่ยนไปเรื่องอื่น “เจ้าคัดอักษรไปถึงไหนแล้ว”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ เหยาอวี้ก็เปลี่ยนสีหน้าทันที ก่อนจะยอมรับเบาๆ ว่า “ไม่ค่อยดีนัก”
เฮ้อ เรื่องนี้นับว่าเป็นการขัดขวางความก้าวหน้าในยุคนี้ของนางที่สุด ไม่หมอที่ไหนที่ไม่เขียนเทียบยาเองบ้าง แต่บางครั้งนางก็ปลงแล้ว คิดว่าจะคงต้องหาผู้ช่วยที่เป็นถงซื่อสักคน ให้เป็นผู้จดเทียบยาประจำ แต่หากเวลาฉุกเฉินก็คงลำบากอยู่ดี
“ข้าช่วยชี้แนะเจ้าได้” คำพูดนั้นถูกกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย
เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งอยู่บนเตียง หลังการรักษาใบหน้าของเขาดูสงบกว่าก่อนมาก แม้จะยังมีร่องรอยอ่อนล้าอยู่บ้าง แต่สีเลือดฝาดที่ปรากฏขึ้นทำให้ใบหน้าซีดเซียวก่อนหน้าดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย
เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อกระพริบหนึ่งครั้งเหมือนกำลังประมวลคำพูดของเขา
นางรู้ดีว่าเจียงมู่ไป๋มีอักษรที่สวยงามเพียงใด แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ในหมู่บัณฑิต ชื่ออั้นโฉ่วนั้นย่อมการันตี
เด็กหญิงจึงยกคางขึ้นเล็กน้อย มองเขาอย่างพิจารณา
“พี่รองจะสอนข้าหรือเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเบาๆ และเริ่มให้เหตุผล
“เพราะเจ้ารู้จักตัวหนังสืออยู่บ้าง จึงไม่ต้องเริ่มแต่ต้น”
เขากล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“มีเพียงลายมือของเจ้า…”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาหยุดเล็กน้อย เหมือนกำลังเลือกคำ ก่อนจะพูดต่ออย่างสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ยังมีช่องให้ปรับปรุงอีกมาก”
เหยาอวี้เม้มปากทันที ทันทีที่ได้ยินก็อยากบอกให้เขาเอามีดมาแทงนางไปซะเถอะ
นางย่อมรู้ดีว่าลายมือของตนเป็นเช่นไร หลายครั้งยังทำให้คนอ่านต้องเดา ไม่รู้ว่าฝั่งเถ้าแก่จินที่ต้องรับจดหมายจากนางบ่อยๆ จะเป็นมีสภาพเช่นไรบ้าง
ยิ่งถูกเขาพูดออกมาตรงๆ เช่นนี้ ก็ยังรู้สึกคันหูอยู่บ้าง
เด็กหญิงจึงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าจำยอม
“เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนพี่รองแล้ว”
เจียงมู่ไป๋มองท่าทีของนาง มุมปากเหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างสงบ
“เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ได้”
เหยาอวี้ถูกจับคัดตัวอักษรแต่เช้า ตั้งแต่หลังรับประทานอาหาร นางควรรู้แต่แรกว่าพี่รองผู้นี้เป็นคนเข้มงวด แต่ก็ยังนึกไม่ถึงว่าจะขนาดนี้
เจียงมู่ไป๋นั่งอยู่ข้างโต๊ะอีกฝั่ง มือหนึ่งถือหนังสือ อีกมือยกถ้วยชาจิบอย่างสงบ ท่าทางดูเหมือนคนว่างงาน แต่สายตากลับจับอยู่ที่กระดาษของนางตลอดเวลา
“เส้นนี้เอียงไป”
เสียงเรียบๆ ดังขึ้นเป็นระยะ
“หมึกมากเกิน”
“เว้นวรรคไม่เท่ากัน”
เหยาอวี้กัดฟันเงียบๆ คัมภีร์ที่ใช้ฝึกคัดคือคัมภีร์พันอักษร ที่นางควรจะคุ้นชิน เพราะใช้ฝึกตั้งแต่วันที่เขาส่งมาให้
ตัวอักษรเรียงต่อกันยาวเหยียด นางต้องคัดทีละตัวอย่างช้าๆ
หากชายหนุ่มเห็นว่าตัวไหนไม่ผ่าน แน่นอนว่าเขาไม่อาจทำใจดุ หรือตีมือนางได้ เพียงยื่นนิ้วเรียวยาวมาจิ้มบนกระดาษ
“เขียนใหม่”
คำสั้นๆ เพียงสองพยางค์
แล้วกระดาษแผ่นนั้นก็ถูกเลื่อนกลับมาหานางอีกครั้ง
บางครั้งเขายังหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนตัวอย่างให้ดู ลายมือของเขาคมชัด เส้นหมึกหนักแน่น ราวกับมีแรงกดอยู่ในทุกจังหวะ งดงามจนเหยาอวี้มองแล้วรู้สึกหงุดหงิด
จากนั้นเขาจะวางพู่กันลงอย่างสงบ แล้วพูดเพียงประโยคเดิม
“เขียนใหม่”
ผ่านไปไม่นาน โต๊ะด้านข้างของเหยาอวี้ก็เต็มไปด้วยกระดาษที่ถูกเขียนใหม่
นางเงยหน้ามองเขาอย่างอ้อนวอน รู้สึกอยากย้อนเวลายิ่งนัก
แต่เจียงมู่ไป๋กลับไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างสงบ มือหนึ่งถือหนังสืออ่าน อีกมือบางครั้งก็หยิบพู่กันขึ้นมาจดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ
บางครั้งเขายังวางตำราลง แล้วร่างความคิดเกี่ยวกับนโยบายการปกครองลงบนกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง
ตัวอักษรที่เขาเขียนเรียงตัวอย่างมั่นคง เส้นหมึกหนักแน่นและเป็นระเบียบ ลายมือของเขางดงามจนเหมือนตัวอักษรมีชีวิต
และยิ่งมันถูกวางอยู่ข้างกระดาษรอแห้งของเหยาอวี้
ความแตกต่างนั้นก็ยิ่งชัดเจน
เด็กหญิงมองกระดาษของตน แล้วเหลือบไปมองของเขาอีกครั้ง ความกดดันจึงเพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ
แม้แต่เจียงจื่อหรงที่ตั้งใจจะมาหาเหยาอวี้ เมื่อเดินมาถึงเรือนแล้วได้ยินจากบ่าวรับใช้ว่าน้องสี่กำลังคัดหนังสืออยู่ในห้องหนังสือของพี่รอง
นางก็หยุดฝีเท้าทันที
“คัด…หนังสือหรือ”
พอได้ยินคำยืนยัน เจียงจื่อหรงก็รีบโบกมือ
“เช่นนั้นข้ากลับก่อน”
นางหันหลังเดินกลับแทบจะทันที
ในใจอดสงสัยไม่ได้
ไม่รู้ว่าน้องสี่ไปทำอะไรผิด ถึงได้ถูกลงโทษเช่นนี้
ใช่…
สำหรับเจียงจื่อหรงแล้ว การคัดตัวอักษรไม่ต่างอะไรกับการลงโทษ หลายครั้งที่นางรบกวนพี่รองมากเกินไป
เจียงมู่ไป๋จะไม่ดุ ไม่ต่อว่า
แต่ทรมานยิ่งกว่าถูกดุเสียอีก
เพียงสั่งให้นางนั่งคัดบทบัญญัติสตรีทีละหน้า หากตัวไหนไม่งาม นางจะถูกสั่งคัดใหม่ทั้งหน้า
ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าน้องสี่กำลังคัดหนังสืออยู่ในห้องหนังสือของพี่รอง
เจียงจื่อหรงจึงเข้าใจทันทีว่านี่คือ…การลงโทษ
ความจริงแล้ว เจียงมู่ไป๋ซึ่งเป็นเพียงบุตรหลานของสกุลสาขา ไม่มีสิทธิ์ลงโทษบุตรสาวสายหลักอย่างเจียงจื่อหรงโดยตรง
แต่เพราะเป็น เจียงมู่ไป๋
ท่านผู้เฒ่ามักจะไม่พูดอะไร อีกทั้งคุณชายรองก็ไม่เคยลงโทษเกินขอบเขต ทุกครั้งล้วนเป็นเรื่องการอ่าน การเขียน หรือการฝึกความรู้
ถึงขั้นว่า…
บางครั้งฮูหยินเจียงยังส่งขนมมาให้ถึงเรือน ราวกับขอบคุณที่ช่วยอบรมคุณหนูสามแทนตนเสียด้วยซ้ำ
ด้วยประการละฉะนี้ เหยาอวี้จึงถูกพี่สามสุดที่รักของนางละทิ้งไปหลายวัน