LNCrawler

ตอนที่ 85

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 85

ตอนที่ 85


 

แต่ข้อแตกต่างของการเป็นเหยาอวี้คือนางไม่ได้ถูกลงโทษ เป็นเพราะนางลนหาเรื่องเอง จึงยังพอต่อรองเวลาคัดหนังสือได้บ้าง แม้ยังมีตัวหนังสือที่ผิดพลาด หากถึงยามอู่ เขาก็ต้องยอมปล่อยนางออกจากห้องหนังสือ

เจียงมู่ไป๋มองเด็กหญิงที่แทบจะวิ่งหนีตายออกจากห้องอย่างเอ็นดู แม้จะอยากผ่อนปรนให้บ้างแต่ลวดลายบนกระดาษแต่ละแผ่น ไม่อาจทำใจปล่อยผ่านได้จริงๆ

เหยาอวี้ไปหาจางซื่อที่เรือน พร้อมทั้งให้บ่าวขนของที่ซื้อจากท่าเรือมาด้วย

เป็นความเมตตาของเฉียนซื่อจริงๆ เพราะนอกจากจะส่งของขวัญให้นางตลอด ก็ยังเผื่อแพร่มายังมารดาของเหยาอวี้ด้วย กระทั่งสร้างครัวแยกไว้ให้

คงเป็นเพราะจางซื่อมักจะทำเครื่องประทินผิว และยาสระผมสูตรใหม่ๆ ไปให้ลองเสมอ จึงสร้างครัวเล็กๆ นี้เพื่อความสะดวก

ซึ่งตอนนี้ไหซีอิ้วของเหยาอวี้ก็ถึงเวลาเปิดไหแล้วด้วย วันนี้นางจะแสดงฝีมือเพื่อปลอบใจความลำบากในช่วงเช้าของนางเสียหน่อย

“เหม็นจะตาย เจ้าแน่ใจนะว่าน้ำดำๆ นี่จะกินได้” จางซื่อถามอย่างไม่มั่นใจ

“ผงนัวของข้าก็ไม่ใช่ว่าอร่อยหรือเจ้าคะ” เหยาอวี้ที่ถูกมารดาสบประมาทก็รู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง

“ไม่ใช่ว่ากินวันนี้ ฝั่งศพวันพรุ่งหรอกนะ” จางซื่อไม่ไว้ใจกลิ่นของมันจริงๆ

“ท่านไม่ต้องกลัว ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ปล่อยให้ท่านเป็นอะไรแน่นอน” คิ้วของเด็กสาวเริ่มกระตุก ตั้งแต่ที่ไม่ต้องเคร่งเครียดกับการเอาชีวิตรอดในบ้านสกุลหลัว ดูเหมือนว่ามารดาจะเพ้อเจ้อขึ้นเรื่อยๆ  

“อ่อ นั่นสินะ”

คำพูดเหมือนโล่งใจนี้ไม่ได้ทำให้เหยาอวี้รู้สึกดีนัก

เพราะเชื่อว่ากินได้จริงๆ

หรือเพราะเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่ตาย

ช่างเป็นคนที่ทำให้อ่านไม่ออกจริงๆ 


 

เหยาอวี้นั่งเงียบๆ มองมารดาของตนอยู่ฝั่งตรงข้าม

จางซื่อเพิ่งวางชามลง ก่อนจะยื่นมือไปขอข้าวเพิ่มเป็นครั้งที่สาม

บ่าวรีบตักข้าวร้อนใส่ถ้วยให้อย่างรวดเร็ว

บนโต๊ะอาหารเล็กๆ วางจานอาหารไม่กี่อย่าง แต่กลิ่นหอมลอยคลุ้งไปทั่วห้อง

มีหมูสามชั้นผัดกระเทียมกับซีอิ๊วที่น้ำมันยังเดือดระอุอยู่ในจาน

ผักกาดขาวผัดกระเทียมที่โรยซีอิ๊วดำเล็กน้อยให้สีเข้มสวย

และไข่ตุ๋นซีอิ๊วที่มีน้ำซุปใสสีอำพัน

กลิ่นกระเทียมที่เจียวจนหอมผสมกับกลิ่นซีอิ๊วทำให้บรรยากาศในครัวเต็มไปด้วยกลิ่นอาหารอบอุ่น

จางซื่อคีบหมูสามชั้นเข้าปากอย่างไม่ลังเล ก่อนจะพยักหน้าหลายครั้ง

“อืม…น้ำดำๆ ของเจ้าดูไม่น่าเชื่อ แต่รสชาติดีจริงๆ ไหนจะกระเทียมนี่อีก สมแล้วที่นายน้อยเซี่ยถึงกับแย่งชิงกับเจ้าในตอนนั้น”

จางซื่อลองชิมกระเทียมไปหนึ่งกลีบ รู้สึกเผ็ดร้อนจนไม่เชื่อใจเช่นกัน แต่พอบุตรสาวบอกวิธีการทำให้บ่าวรับใช้ ก็รับรู้ถึงกลิ่นที่ยั่วยวนตั้งแต่จานแรก พอได้เอาเข้าปากก็รู้สึกสมกับการรอคอย เพราะเจ้าไหหมักนี้ ต้องให้คนจากจวนเจียงไปขนกลับมาตั้งแต่ตอนที่ไปสั่งสอน อุ้ย…ตั้งแต่ตอนทวงของหมั้นนั่นเอง ซึ่งแม้แต่หินโม่เหยาอวี้ก็ให้คนขนมา แบบไม่เหลืออะไรไว้ให้พวกเขาเลย

หากนับรวมตั้งแต่เริ่มหมัก ก็ประมาณสี่เดือนได้

“มันเรียกว่าซีอิ๊วเจ้าค่ะ” เหยาอวี้บอก

จางซื่อพยักหน้ารัวๆ นางรู้สึกว่าชีวิตนี้คุ้มแล้ว ได้มาอยู่ในจวนใหญ่ แม้เรือนจะเล็กไปหน่อย แต่ก็ไม่ต้องเหนื่อยถูกคนเอาเปรียบ เสื้อผ้า อาหารล้วนมีครบ แต่เดิมนางก็มิใช่คนมีความมุ่งมั่นอะไร เหลือเพียงความปราถนาเดียวคือชีวิตคู่ของบุตสาว แต่เมื่อไม่ต้องถูกบีบคั้นแล้วจึงยังสามารถรอคอยได้

เสียอย่างเดียวคือจวนนี่อยู่ในเหออัน นางจึงไม่อาจออกไปหาข่าวบุตรหลานชายสกุลดีมาพิจารณาด้วยตนเอง ได้แต่สอบถามเอากับบ่าวรับใช้ แต่แค่ได้ยินจะเท่าไปพบเจอได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จางซื่อรู้สึกกลุ้มใจแต่ก็ไม่แสดงออกเพราะบุตรสาวเหมือนจะมีบาดแผลทางจิตใจเรื่องงานแต่งพอสมควร

แต่เกิดเป็นสตรีอย่างไรก็ต้องออกเรือน นางจึงได้แต่ครุ่นคิดแต่ไม่แสดงออก

วันๆ จึงหมดกับการคิดสูตรเครื่องประทินผิวใหม่ๆ แล้วบอกสูตรให้เหยาอวี้นำไปเป็นผลิตขายที่ชิงเฟิง โดยรายได้จากสูตรใหม่ที่นางคิดได้ เหยาอวี้ก็จะแยกออกเป็นรายได้ส่วนตัวของนางเอง

เฮ้อ…บุตรสาวนางช่างแสนดี ย่อมต้องหาบุรุษที่ดีให้นาง

ขณะที่เหยาอวี้กำลังบอกให้บ่าวในเรือนของมารดาสามารถนำอาหารไปแบ่งกันกินกับบ่าวในเรือนฝั่งตะวันตก ก็ไม่ได้รับรู้เลยว่าความมุ่งมั่นของมารดาที่มีต่อการแต่งงานของนางยังไม่เคยดับสิ้น 


 

หลังจากกินอิ่มจนพุงป่องเล็กน้อย เหยาอวี้ก็เริ่มจัดการกับเม็ดผงขาวหม่นที่นางซื้อมาจากท่าเรือ เพราะวันนี้ของที่สั่งไว้ก็มาส่งพอดี เหยาอวี้ไม่อยากรบกวนบ่าวรับใช้ที่กำลังเอร็ด อร่อยอยู่กับมื้ออาหารสุดพิเศษ ดังนั้นยามนี้ทั้งห้องครัวมีแค่นางกับมารดา

จางซื่อจึงยืนกอดอกดูอยู่ข้างเตา

“นี่หรือของที่เจ้าบอกว่าของดี” นางถาม พลางมองกองเม็ดขาวหม่นในถุงอย่างระแวง

เหยาอวี้ไม่ตอบในทันที นางเพียงเทเม็ดผงขาวลงไปที่ก้นหม้อดิน ผงหยาบๆ กระทบผิวหม้อดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ

จากนั้นนางนำชามดินอีกใบมาวางคว่ำปิดปากหม้อ ก่อนจะหยิบดินเหนียวที่เตรียมไว้ขึ้นมา

“ช่วยจับชามไว้หน่อยเจ้าค่ะ”

จางซื่อทำตามอย่างงงๆ

เหยาอวี้จึงเริ่มพอกดินเหนียวรอบรอยต่อระหว่างชามกับปากหม้ออย่างระมัดระวัง ปิดให้แน่นที่สุด จนแทบไม่เหลือช่องว่าง

จางซื่อมองแล้วอดถามไม่ได้ “ทำไมต้องปิดแน่นขนาดนี้เลยหรือ”

“ถ้าไอหนีออกไป ของดีข้างในก็หายหมดเจ้าค่ะ” เหยาอวี้ตอบสั้นๆ

จากนั้นนางก็ยกหม้อไปตั้งบนเตาไฟ ค่อยๆ เขี่ยถ่านในเตาให้ไฟคงอยู่เพียงระดับอ่อนถึงปานกลาง ไม่นานนัก ความร้อนก็เริ่มส่งผ่านเข้าสู่หม้อ

จางซื่อชะโงกหน้าดู “แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น”

เหยาอวี้ชี้ไปที่ชามด้านบน “ของข้างในจะกลายเป็นไอ ลอยขึ้นไปชนก้นชามเจ้าค่ะ”

พูดจบ นางก็ตักน้ำมาใส่ไว้ในชามที่วางครอบอยู่ด้านบน น้ำนี้มาจากบ่อโดยตรง จึงมีความเย็นมากกว่าน้ำทั่วไป

“ต้องใส่น้ำด้วยหรือ” จางซื่อถามอย่างสนใจ ช่วงแรกๆ ที่เหยาอวี้สอนเรื่องสมุนไพร นางก็ถามเช่นตอนนี้

“ทำให้บนหม้อเย็นด้วยน้ำ ไอที่ขึ้นไปเกาะใต้ถ้วยจะกลายเป็นของแข็งอีกครั้ง”

จางซื่อทำหน้าเหมือนฟังเรื่องแปลกประหลาด แต่ก็รอดูอย่างตื่นเต้น นึกถึงตอนที่รู้ว่าสมุนไพรนี้ผสมกับดอกไม้จะก่อให้เกิดกลิ่นหอม ทั้งยังได้สรรพคุณที่ดีต่อผิว หญิงสาวที่่ชีวิตอยู่แต่ให้ห้องหอย่อมรู้สึกแปลกใหม่และสนใจดังเช่นตอนนี้

ระหว่างนั้นเหยาอวี้ก็หมั่นเปลี่ยนน้ำในชามด้านบนอยู่เรื่อยๆ ทุกครั้งที่น้ำเริ่มอุ่น นางก็เททิ้งแล้วเติมน้ำเย็นใหม่เข้าไป จางซื่อเมื่อรู้หลักแล้วก็มาช่วยเช่นกัน

เวลาเดินผ่านไปอย่างช้าๆ กลิ่นเย็นหอมจางๆ ผสมกับกลิ่นดินเผาก็ค่อยๆ ก่อตัว

ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม เหยาอวี้ก็ให้มารดายกหม้อออกจากเตา

“เสร็จแล้วหรือ” จางซื่อถาม

“ยังเจ้าค่ะ ต้องรอให้เย็นก่อน”

กระทั่งหม้อดินเย็นสนิท เหยาอวี้ค่อยๆ แกะดินเหนียวที่พอกไว้ออกด้วยตัวเอง จากนั้นยกชามด้านบนขึ้นอย่างระมัดระวัง

จางซื่อชะโงกหน้าดูทันที

ที่ก้นหม้อยังคงมีเศษสกปรกสีหม่นกองอยู่ แต่ที่ก้นชามด้านบน กลับมีเกล็ดสีขาวใสเกาะตัวเป็นช่อ

แวววาวราวกับเกล็ดหิมะ

จางซื่อเบิกตากว้าง

“นี่มัน…อะไรกัน”

เหยาอวี้มองผลงานของตนอย่างพอใจ

“มันคือพิมเสนเจ้าค่ะ” นางตอบเรียบๆ

เมื่อชามถูกเปิด ไม่ใช่แค่ลักษณะของมันที่น่าตกใจ ยังกลิ่นหนึ่งแผ่กระจายออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นกลิ่นเย็นจัดคล้ายลมหนาว แฝงความหอมสดชื่นของไม้และยาสมุนไพร แต่ก็มีความฉุนบางเบาที่ทำให้ปลายจมูกชาเล็กน้อย

จางซื่อที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดถึงกับชะงัก

“กลิ่นอะไร…” นางขมวดคิ้ว

แต่ยังไม่ทันพูดจบ ลมหายใจก็เหมือนโปร่งขึ้นทันที ความอึดอัดในอกคล้ายถูกลมเย็นพัดผ่าน นางสูดลมหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว

“แปลกจริง…เมื่อครู่ยังเหม็นอยู่แท้ๆ รู้สึกเหมือนจมูกโล่งขึ้น เหมือนลมเย็นเข้าไปในหัวเลย”

กลิ่นนั้นไม่แรงจนฉุน แต่ให้ความรู้สึก เย็น สด และโปร่ง ราวกับอากาศหลังฝนตก

เหยาอวี้มองปฏิกิริยาของมารดาแล้วจึงยิ้มบาง

นี่คือพิมเสนบริสุทธิ์ที่เพิ่งระเหิดเสร็จ