ตอนที่ 86
ตอนที่ 86
ตอนที่ 86
“ลูกสาว ของสิ่งนี้คงมีค่ามาก” จางซื่อมองเกล็ดหิมะตรงหน้าที่ถูกบรรจุในกระปุกกระเบื้องแล้วปิดฝาอย่างมิดชิด แววตาของนางเปล่งประกายขึ้นทันที
การระเหิดนั้นมีข้อดีอย่างมาก เพราะจะเป็นการแยกเนื้อสารบริสุทธิ์ออกจากสิ่งเจือปนได้
ดังนั้นหากระเหิดหมดทั้งสี่จิน เนื้อพิมเสนที่บริสุทธิ์ย่อมอยู่เกือบครบทั้งสี่จิน มีเพียงไม่ถึงหนึ่งส่วนเท่านั้นที่หายไป ซึ่งก็คือส่วนดำๆ หรือเศษไม้ที่รวมกับอยู่ก้นหม้อนั่นเอง
เหยาอวี้ฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ “แน่นอนเจ้าค่ะ”
นางยกกระปุกขึ้นเล็กน้อย แสงแดดยามบ่ายสะท้อนผ่านฝา ทำให้เกล็ดขาวด้านในดูคล้ายหิมะบางๆ
“ช่วงนี้อากาศแปรปรวน ร้อนก็ร้อนจนอบอ้าว พอฝนตกก็เย็นจัด ผู้คนจึงมักเวียนศีรษะ เป็นลม หรือรู้สึกอึดอัดในอก หากได้กลิ่นพิมเสนเพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกสดชื่นทันที”
จางซื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ “มิน่าเล่า เมื่อครู่ข้าสูดเข้าไปทีหนึ่งก็รู้สึกโล่งขึ้นจริงๆ”
เหยาอวี้จึงหยิบกระปุกเล็กๆ ออกมา ใช้ไม้ไผ่ตักเกล็ดพิมเสนเล็กน้อยลงไป แล้วเริ่มบดอย่างเบามือ พร้อมกับส่วนผสมอื่นๆ แล้วอธิบาย “หากนำมันมาผสมกับผงกานพลู และผงเปลือกส้มแห้ง เติมพวกน้ำมันงา จากนั้นนำไปชุบกับผ้าแพร แล้วนำไปใส่ตลับเล็กๆ”
“ทำไปเพื่ออะไร”
“จะกลายเป็นตลับหอมเล็กๆ พกติดตัวไว้ เวลาเวียนหัว เหนื่อยล้า หรืออากาศอบอ้าว เพียงเปิดออกดมก็จะรู้สึกสดชื่นทันที”
จางซื่อพยักหน้าเห็นด้วย นางดมจากกระปุกเล็กๆ ที่บุตรสาวผสมแล้วรู้สึกดียิ่งนัก ไม่ต้องเอามาจ่อจมูก ยังได้กลิ่นหอมเย็นที่สดชื่นยิ่งกว่าอะไร
“พวกเศรษฐีที่ย่อมต้องชอบของแบบนี้ อากาศร้อนอบอ้าวย่อมอึดอัดง่าย หากได้ดมสักนิดก็จะรู้สึกดีขึ้น” นางตื่นเต้นไม่น้อย ความจริงแล้วนอกจากเรื่องหาเขยแล้ว นางยังชอบเงินไม่น้อย
ชีวิตที่มาถึงจุดต่ำสุด ทำให้นางเข้าใจสัจจะธรรมของเงินมากที่สุด
เหยาอวี้ยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “แต่เราจะขายง่ายๆ ไม่ได้ ต้องพูดให้ดูมีค่าหน่อยเจ้าค่ะ”
นางยกนิ้วขึ้นแล้วกล่าวอย่างจริงจัง “บอกว่าเป็นยาเย็นที่สกัดจากธาตุเย็นในมหาสมุทร หายากยิ่งนัก”
จางซื่อหัวเราะทันที นึกถึงกรรมวิธีให้ได้มันมาก็รู้สึกว่าไม่ง่ายจริงๆ
“เจ้าช่างพูดจริงๆ”
เหยาอวี้มองกระปุกพิมเสนในมืออีกครั้ง รอยยิ้มของนางค่อยๆ กว้างขึ้น “หากทำดีๆ ของสิ่งนี้คงขายได้ราคาไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”
เพื่อเป็นการยืนยันว่า เศรษฐี จะชอบจริงหรือไม่ เหยาอวี้ก็ทำการบรรจุผ้าแพรที่ชุบส่วนผสมทั้งหมดแล้วบรรจุใส่ตลับ แล้วส่งมอบออกไปให้เจ้านายทั้งหมดในจวนเจียง
เมื่อเครื่องหอมในตลับเล็กๆ ถูกส่งออกไปตามเรือนต่างๆ ของจวน
ผลตอบรับก็เกิดขึ้นแทบจะทันที
กลิ่นหอมเย็นสดชื่นที่ไม่เคยพบมาก่อน ทำให้หลายคนรู้สึกโล่งศีรษะอย่างประหลาด
แม้แต่นายท่านเจียงก็ยังให้คนมาตามเหยาอวี้ไปพบถึงห้องหนังสือในเรือนหลัก และเพราะเหตุการณ์นี้ โครงการตลับหอมจากธาตุเย็นในมหาสมุทรของพวกนางจึงถูกพักไว้เป็นการชั่วคราว
ห้องหนังสือของเรือนหลักกว้างขวางและสงบ ชั้นหนังสือสูงเรียงรายเต็มผนัง กลิ่นหมึกและกระดาษเก่าลอยอยู่ในอากาศ
เมื่อเหยาอวี้ก้าวเข้าไป นางก็เห็นเพียงสองคนอยู่ในห้อง
ชายวัยกลางคนในชุดแพรเข้มกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่หลังโต๊ะใหญ่ และมีอีกคนยืนอยู่ข้างๆ โต๊ะ
“เหยาอวี้คารวะนายท่าน คารวะพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”
เด็กหญิงประสานมือค้อมตัวอย่างเรียบร้อย ตั้งแต่เกิดเรื่องและรับนางเข้าหนังสือตระกูล นางก็ไม่เคยได้พบทั้งสองอีกเลย
นายท่านเจียงวางพู่กันลง สายตาที่ผ่านการค้าขายมาหลายสิบปีมองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพินิจ
“ตามสบายเถิด”
เขาหยิบตลับไม้เล็กๆ ขึ้นมาเปิด กลิ่นเย็นสดชื่นลอยออกมาอีกครั้ง
“ของสิ่งนี้ เจ้าทำหรือ”
เหยาอวี้พยักหน้าเบาๆ
“เจ้าค่ะ เป็นเพียงเครื่องหอมเล็กๆ สำหรับให้ดมเพื่อคืนความสดชื่นเจ้าค่ะ หากเวียนศีรษะหรืออากาศอบอ้าว ก็จะช่วยให้รู้สึกโล่งขึ้น”
นายท่านเจียงพยักหน้าอย่างช้าๆ เพียงได้กลิ่นก็รู้สึกถึงสรรพคุณของมันแทบจะทันที
“กลิ่นนี้…แปลกใหม่ มันคืออะไรหรือ” เขารู้ว่ามีกลิ่นของผิวส้ม กับกานพลูในนี้ แต่คิดว่าตัวสารที่สำคัญที่ให้กลิ่นสดชื่นออกมาไม่ใช่สองอย่างนี่
เขาหมุนตลับในมือเล็กน้อย “มันหอมเย็น สะอาด ไม่ฉุนเหมือนเครื่องหอมทั่วไป”
จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “ข้าอยากได้กลิ่นนี้ไปใช้กับผ้า”
เหยาอวี้เงยหน้ามองเล็กน้อย แล้วบอกชื่อกลิ่นหอมนั้นอย่างตรงไปตรงมา “มันคือพิมเสนเจ้าค่ะ”
ด้านข้าง เจียงเจ๋อหมินที่ยืนเงียบมาตลอดก็เลิกคิ้วทันที เขารู้ว่าบิดาชื่นชอบกลิ่นนี้มาจึงเรียกเด็กหญิงมาไถ่ถาม แต่ไม่คิดเลยว่าจะชื่นชอบขนาดจะนำมาอบผ้า
แล้วมองไปที่เหยาอวี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ช่วงนี้ได้ยินข่าวมากมายเกี่ยวกับเจ้ารองที่ดีวันดีคืน กระทั่งว่าฝนตกแทบทุกวันยังไม่ทำให้เขาล้มป่วยหนัก จึงเดาได้ว่าย่อมมีเด็กหญิงเป็นตัวแปรสำคัญ
กระทั่งมีบางคนพูดว่าเขาจะกลับมาสอบเคอจวี่ในเร็ววัน คำพูดนี้ทำให้คนที่สอบซิ่วไฉผ่านในระดับท้ายๆ และสอบจวี่เหรินไม่ติดสักครั้ง รู้สึกเหมือนมีหนามยอกในอกอีกครั้ง
แต่น้องรองที่ป่วยหนักขนาดนั้น เขาไม่คิดว่าเด็กหญิงจะมีความสามารถถึงเพียงนั้น คงทำได้แค่ประคองชีวิตไปวันๆ เท่านั้น
นายท่านเจียงกล่าวต่อ “พิมเสนงั้นหรือ” เขาทวนคำใหม่อย่างไม่คุ้นชื่อ แล้วพยักหน้าดีใจ เพราะนี่เป็นกลิ่นใหม่จริงๆ จะต้องสร้างจุดสนใจให้กับผ้าไหมของเขาได้แน่นอน “ดี ดี หากนำกลิ่นนี้ไปอบผ้าไหม คนย่อมชอบ …ข้าจะซื้อกลิ่นนี้จากเจ้า”
เหยาอวี้ได้ยินก็พยักหน้าเข้าใจ สมกับเป็นพ่อค้าผ้าไหมอันดับหนึ่งแห่งเหออัน ไม่แปลกที่จะรับรู้ได้ถึงศักยภาพของพิมเสนในทันที
“พิมเสนเป็นตัวช่วยที่ดีเจ้าค่ะ มันทำให้ผ้ามีกลิ่นหอมเย็นสะอาด และยังช่วยกันมอดกัดผ้าไหมได้ด้วย”
คำพูดนี้ทำให้เจียงเจ๋อหมินหลุดจากพะวัง เงยหน้าขึ้นทันที “กันมอดได้ด้วยหรือ”
เหยาอวี้พยักหน้า “กันได้เจ้าค่ะ หากนายท่านอยากอบผ้า เพียงพิมเสนสองเฉียน ก็สามารถอบผ้าได้ทั้งหีบแล้วเจ้าค่ะ”
นายท่านเจียงหัวเราะเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความพอใจ เขารับรู้ได้ว่ากลิ่นนี้มันเข้มข้น แต่ไม่คิดเลยว่าแค่สองเฉียนจะอบผ้าได้ทั้งหีบ
“ดี ดีมาก”
จากนั้นเขาก็มองเด็กหญิงด้วยท่าทีอ่อนลง “เจ้าเป็นบุตรบุญธรรมของอวี้เหิง ก็เท่ากับเป็นหลานของข้า” เขายิ้ม “ต่อไปเรียกข้าว่าลุงเถิด”
เหยาอวี้ประสานมือ “เจ้าค่ะ ท่านลุง”
เจียงเจ๋อหมินที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับมองบิดาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
บิดาของเขาไม่ใช่คนที่มักแสดงความเอ็นดูใครง่ายๆ แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่เด็กหญิงเคยช่วยชีวิตท่านปู่ได้ ก็ไม่แปลกที่บิดาจะให้ความเอ็นดู
นายท่านเจียงจึงถามต่อ “แล้วเจ้ามีพิมเสนเช่นนี้มากหรือไม่”
คำถามนี้ คือสัญญาณที่คนทำการค้ารู้กันดี …ปิดการขาย
เหยาอวี้แอบยกมุมปากในใจ แต่ภายนอกกลับถอนหายใจเบาๆ กระทั่งสรรพนามก็ปรับเปลี่ยนอย่างไม่เก้อเขิน
“ต้องเรียนท่านลุงตามตรงเจ้าค่ะ…พิมเสนดิบมักมีสิ่งเจือปนมาก ต้องนำไปเผาก่อนจึงจะได้พิมเสนบริสุทธิ์ที่ใช้ได้ ย่อมต้องมีบางส่วนหายไปขณะเผา” เด็กหญิงทำหน้ากลุ้มใจ “ตอนนี้ของที่ข้ามีเหลือไม่มากนัก หากนำไปเผาทั้งหมด จะมีเหลือเพียง…เกือบสี่จินเท่านั้นเจ้าค่ะ”
เจียงเจ๋อหมินขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่ก่อนที่เขาจะทันคิดอะไร นายท่านเจียงก็กล่าวทันที
“ข้าซื้อทั้งหมด”
เจียงเจ๋อหมินหันมามองบิดาทันทีเช่นกัน
นายท่านเจียงกล่าวต่ออย่างเรียบง่าย คำนวนสัดส่วนที่เด็กหญิงบอก
หากใช้หีบละสองเฉียน จากพิมเสนเกือบสี่จิน ก็น่าจะได้ประมาณสามร้อยยี่สิบหีบ ผ้าไหมปกติก็แพงอยู่แล้ว และคนที่ใช้ล้วนแต่มีเงิน หากมีกลิ่นแปลกใหม่ที่ให้ทั้งความรู้สึกเย็นและสบายเช่นนี้ เขาเชื่อว่าจะเพิ่มมูลค่าได้เกือบเท่าตัว คิดได้ดังนั้นก็กล่าวราคาอย่างรวดเร็ว
“สี่ร้อยตำลึง”
แม้เหยาอวี้จะพยายามรักษาท่าที แต่แววตาก็ยังสั่นเล็กน้อย
สี่ร้อยตำลึง
สำหรับของที่ต้นทุนเพียงสองร้อยอีแปะ …ถือว่าสูง
เหยาอวี้คิดจากต้นทุนอย่างเดียว
เจียงเจ๋อหมินเองก็อดพูดขึ้นไม่ได้
“ท่านพ่อ ราคานี้…”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ
นายท่านเจียงก็ยกมือหยุด
“ข้าอยู่ในตลาดนี้มานาน ข้ารู้มูลค่าของมันดี”
เขาหันไปมองตลับในมือ “กลิ่นนี้ หากนำไปอบผ้าไหมของตระกูลเรา …เพียงหนึ่งฤดูกาล ก็คืนทุนแล้ว” คืนทุนไม่พอ ทั้งยังกลายเป็นผู้ค้าผ้าไหมเดียวที่มีกลิ่นนี้
เจียงเจ๋อหมินเงียบลงทันที แต่สายตาที่มองเหยาอวี้ก็เต็มไปด้วยความทึ่ง ว่าแค่กลิ่นนี้กลิ่นเดียวจะทำให้หมอเด็กผู้หนึ่งหารายได้ได้มากขนาดนี้
เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้ ดูเหมือนจะรู้จักของดีไม่น้อย
ส่วนเหยาอวี้เองก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากนำพิมเสนไปทำตลับหอมขายเอง นางอาจทำเงินได้มากกว่าสี่ร้อยตำลึงเป็นเท่าตัวด้วยซ้ำ
แต่สุดท้าย นางก็ประสานมือคำนับ
“เช่นนั้น…ข้าขอบคุณท่านลุงเจ้าค่ะ”
อย่างไรเสีย…
พวกนางก็อาศัยอยู่ใต้หลังคาจวนเจียง
การให้เกียรตินายท่านสักครั้ง
ย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย