LNCrawler

ตอนที่ 8 (100%)

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 8 (100%)

ตอนที่ 8


 

“เอ่อ…อืม นั่นสินะ…ใครจะอยากแต่งกับคนขี้โรคกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวที่เคยตะโกนด่าจางซื่อที่มาขอร้องสมุนไพรจนเป็นล้มที่หน้าประตู ถึงกับพูดขึ้นอย่างกระดากอาย เพราะตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้นางยังคงหมางเมินแม่ลูกคู่นี้อยู่ คราแรกที่จะโอ้โลมยึดเงินในมือจางซื่อจึงมีอาการชะงักงัน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็ถึงกับไปไม่เป็นทีเดียว

“ใช่ๆ ต่อให้เป็นซิ่วไฉก็เถอะ ป่วยเรื้อรังเช่นนั้น เสี่ยงจะเป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่โต” หม่าซื่อที่พอจะเข้าใจความกระอักกระอ่วนของแม่สามีจึงออกมาแสดงท่าทีเห็นด้วย

คำพูดนั้นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวมองหลัวเหยาวี้ด้วยสายตาคำนวณ เพราะในใจนางไม่อยากให้สองแม่ลูกนี้มีทางเลือกมากเกินไป โดยเฉพาะหลัวเหยาอวี้ที่แม้จะเป็นหลาน แต่ก็ไม่เคยเลี้ยงดูและผูกพัน อีกทั้งยังโผล่มาพร้อมข่าวบุตรชายคนรองที่เสียชีวิต หากแต่งก่อนหลัวหนิว และหลัวชิง คนในหมู่บ้านย่อมนินทา อีกทั้งคู่แต่งแม้ว่าอาจจะมีชีวิตไม่ยืนยาว แต่ก็เป็นถึงซิ่วไฉอายุน้อย คู่ชีวิตที่สถานะดีเช่นนี้ สร้างความกดดันให้นางในการหาคู่ครองแก่หลัวชิง บุตรสาวคนสุดท้องของนาง

นางกระแอมเบาๆ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็น

“ในเมื่อรับเงินมาแล้ว ก็ควรไปจัดการให้เรียบร้อย อย่าให้เป็นเรื่องค้างคา จะได้ไม่เสียชื่อตระกูลเรา”

นายท่านหลัวเองสีหน้าตึงเล็กน้อย เรื่องขายหลานสาวเพื่อผูกดวงกับคนป่วย หากแพร่ออกไปในตำบล ย่อมกระทบชื่อเสียงตระกูล หลัวเหวินยังเรียนอยู่ หากเพื่อนนักศึกษารู้เข้า คงถูกล้อเลียน

“ไปจัดการให้จบเสีย” เขากล่าวเสียงต่ำ “อย่าให้คนพูดมากกว่านี้”

จางซื่อเมื่อได้คำตอบที่ต้องการจึงพยักหน้ารับ “ข้าจะไม่ให้เรื่องนี้กระทบตระกูลหลัวของพวกท่านเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนั้นสุภาพ แต่กลับดูไม่ใส่ใจด้วยซ้ำ อีกทั้งรูปประโยคก็ดูห่างเหินจนน่าแปลกใจ

หลัวเหยาอวี้เงยหน้ามองมารดาเพียงเสี้ยววินาที ตั้งแต่ต้นจนจบนางเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น ไม่คิดเลยว่ามารดาที่อยู่ในชนบทห่างไกล จะสามารถพูดประโยคที่ใครก็ยากจะปฏิเสธได้ในรวดเดียว

หรืออาจเป็นเพราะรับรู้ว่ากำลังจะมีเงินมากขึ้นในมือ แผ่นหลังของจางซื่อจึงกลับมาเหยียดตรง และเริ่มกล้าเผยนิสัยส่วนตัวออกมา

หลายครั้งที่หลัวเหยาอวี้รับรู้ได้ว่ามารดาผู้นี้มิใช่ผู้ที่จะยอมใครง่ายๆ อีกทั้งยังกล้าทำกล้าตัดสินใจเกินขอบเขตวิสัยของสตรีในยุคนี้ด้วยซ้ำ อย่างเช่นเรื่องขายนางไปเสริมชะตาคนใกล้ตาย หากรักนางมากเหตุใดจึงกล้าทำ?

หลัวเหวินมองเหตุการณ์เงียบๆ อย่างไม่ใส่ใจ ยังคงแสดงท่าทีอยู่ลอยตัวเหนือทุกปัญหาเช่นเคย เพราะแต่เดิมเรื่องภายในบ้าน เขาก็มิเคยยุ่งเกี่ยวอยู่แล้ว

คนขับเกวียนเชือกวัวแน่น นายท่านหลัวโบกมือเป็นสัญญาณ

“ขึ้นรถเถิด”

จางซื่อจับมือลูกสาวแน่นก่อนก้าวขึ้นเกวียน หลัวเหยาอวี้ก้าวตามขึ้นไป นั่งด้านหลังเกวียนใกล้สัมภาระ

ล้อไม้เริ่มหมุน เสียงบดกับดินดังครืดๆ หมอกยามเช้าถูกแหวกออกเป็นทางยาว


50%

 

เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอ ทุกครั้งที่ล้อกระแทกหลุมตื้นๆ ร่างของคนบนเกวียนก็โยกตามแรงสะเทือน

หลัวเหวินนั่งพิงด้านหน้า ใกล้คนขับเกวียน มือวางบนห่อหนังสือของตน สีหน้าสงบนิ่งดังเช่นเคย แต่ดวงตากลับมิได้ทอดมองทางเบื้องหน้าเพียงอย่างเดียว

ตรงข้ามเขา จางซื่อนั่งพิงเกวียนตามสบายมิได้มีท่าทีสำรวมดังสตรีที่พึงมีสักเท่าใดนัก ชั่วขณะที่เกวียนจะสั่นสะเทือน มือทั้งสองก็คว้าจับถุงผ้าฝ้ายสีหม่นที่อยู่บนตักอย่างแน่นหนา

ถุงผ้านั้นมิได้ใหญ่โต แต่ถูกห่ออย่างระมัดระวัง ปลายผ้าผูกปมแน่น แสดงว่าของภายในสำคัญยิ่ง

หลัวเหวินเหลือบตามองเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาออก เขาเดาได้ไม่ยาก นั่นคงเป็นของหมั้นที่บ้านเหมามอบให้ เงินห้าตำลึงเงินคงเป็นเพียงค่าซื้อตัวน้องสามหลัวเหยาอวี้ เพื่อรับเด็กหญิงไปเป็นภรรยาเสริมชะตา

ในถุงอาจจะมีเครื่องประดับ หรือของมีค่ารวมอยู่ด้วย?

เขาแปลกใจเล็กน้อย

ตระกูลเหมาหน้าใหญ่กว่าที่คิด เพียงหวังเสริมดวงให้บุตรชายป่วยเรื้อรัง กลับยอมจ่ายถึงเพียงนี้ แต่มาคิดอีกทีก็ไม่แปลก ครอบครัวหนึ่งให้กำเนิดซิ่วไฉขึ้นมาได้ ย่อมไม่อาจปล่อยให้ตายไปอย่างน่าเสียดาย ต้องทำทุกวิธีทางแม้จะเป็นเรื่องงมงายก็ตามที

เกวียนกระแทกก้อนหินก้อนหนึ่ง ร่างทั้งสามสะดุ้งเล็กน้อย

ถุงผ้าในมือจางซื่อขยับ นางรีบกระชับมันแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หลัวเหวินสังเกตเห็นท่าทางนั้นชัดเจน ในถุงคงมีค่ามากพอสมควร ความอยากรู้แล่นวาบผ่านใจเขา

แต่…บัณฑิตพึงสำรวมวาจา ไม่ควรสอดเรื่องผู้อื่น

แม้เขาจะอยากรู้เพียงใด ก็ไม่เปิดปากถามเอง เพราะเขาคือบุตรชายผู้ใฝ่สอบขุนนาง ควรรักษากิริยาและขอบเขต หลัวเหวินคิดอย่างหยิ่งทนง

เขาหันกลับไปมองทางเบื้องหน้า ปล่อยให้เสียงล้อเกวียนและเสียงลมหายใจของวัวกลบความคิดนั้นลง

ด้านหลัง จางซื่อนั่งนิ่ง สายตาทอดไปยังเส้นทางข้างหน้า แต่ปลายนิ้วกลับลูบปมผ้าบางๆ ราวกับตรวจสอบว่ามันยังอยู่ดี

หลัวเหยาอวี้นั่งข้างมารดา เงียบสงบ ดวงตากึ่งหลับราวกับไม่สนใจสิ่งใด แต่เห็นชัดเจนถึงสายตาอยากรู้อยากเห็นของพี่ใหญ่ของร่างนี้

หึ บัณฑิตที่นี่ หน้าบางถึงเพียงนี้เชียว?

นางคิดพลางหัวเราะในใจ แต่นั่นก็เป็นข้อดี ไม่ว่าหลัวเหวินจะคาดเดาว่าของในถุงผ้าเป็นอะไรพวกนางก็ไม่มีทางบอกถึงของที่อยู่ในห่อผ้านี้แน่นอน

เกวียนยังคงเคลื่อนตัวไปตามถนนขรุขระ ล้อไม้บดผ่านก้อนกรวด ส่งเสียงกรอบแกรบ ผ่านไปเกือบครึ่งวันตะวันสายโด่ง ข้างหน้า ตำบลชิงเฟิงค่อยๆ ปรากฏเค้าโครงไกลลิบใต้แสงแดดยามสาย

และในเกวียนเล็กๆ นี้ ต่างคนต่างมีความคิดของตน โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมาแม้คำเดียว


 

เมื่อหลัวเหวินส่งพวกนางลงหน้าสำนักเรียนแล้ว ก็เดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง

ตลาดยามสายเริ่มคึกคัก เสียงพ่อค้าเร่ร้องเรียกลูกค้า เสียงมีดสับเนื้อ เสียงหัวเราะของเด็กๆ ผสมกันเป็นระยะ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ร้านขายยา กลิ่นสมุนไพรแห้งก็กลบเสียงวุ่นวายภายนอกทัน

ร้านขายยาหยางจี้ตั้งอยู่ต้นตลาด ตัวอาคารไม้สองชั้นสูงกว่าร้านรอบข้างเล็กน้อย ป้ายไม้แกะสลักคำว่า รักษาโรคช่วยชีวิต แขวนเด่นหน้าร้าน บ่งบอกว่าเป็นร้านใหญ่ร้านหนึ่งในตำบล

ภายในกลิ่นสมุนไพรแห้งลอยอบอวล ลิ้นชักไม้เล็กเรียงเต็มผนัง แต่ละช่องติดป้ายชื่อยาอย่างเป็นระเบียบ โต๊ะชั่งยาทองเหลืองตั้งอยู่กลางร้าน ข้างกันมีเตียงยาวสำหรับตรวจชีพจร

หลังโต๊ะมีชายวัยห้าสิบต้นๆ รูปร่างผอมสูง เคราแพะสั้นแต่งเรียบร้อย สวมเสื้อคลุมสีเข้ม เขาคือเถ้าแก่หยาง มีนามว่าหย่ง เป็นผู้จัดการร้านหยางจี้ ของตระกูลหยาง

ดวงตาเขาเฉียบคมแบบพ่อค้าที่ผ่านประสบการณ์มานาน

จางซื่อประสานมือเล็กน้อย “เถ้าแก่ ข้ามีสมุนไพรบางอย่างอยากขายเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่หยางเหลือบมองสองแม่ลูกตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้าเรียบง่ายแม้จะสะอาดแต่ก็ผ่านการปะชุนมาไม่น้อย มิใช่ชาวเมือง

“นำออกมาดู”

หลัวเหยาอวี้ช่วยมารดาวางถุงผ้าลงบนโต๊ะชั่ง จางซื่อค่อยๆ คลี่ผ้าออกอย่างระมัดระวัง

รากซานฉีสีขาวอมเหลืองเรียงอยู่

ตี้หวงสดเนื้อแน่น

เถ้าแก่หยางยกคิ้วเล็กน้อย เขาหยิบซานฉีขึ้นมาดู หมุนตรวจรอบด้าน ใช้เล็บขูดผิวเล็กน้อย กลิ่นขมอ่อนลอยขึ้นทันที

“สดใหม่…และอายุไม่น้อย”

เขาหยิบตี้หวงขึ้นมาตรวจ เนื้อแน่น ไม่ช้ำ สายตาของพ่อค้าฉายแววคำนวณทันที

“ได้จากเขารึ?”

“เจ้าค่ะ” จางซื่อตอบสั้นๆ และไม่ขยายความว่าเป็นเขาลูกไหน ในดินแดนทางใต้ของแคว้นหนานไห่นอกจากจะติดทะเลแล้ว ยังเต็มไปด้วยเขาน้อยใหญ่สลับกัน

เถ้าแก่หยางวางของลงบนตาชั่ง ชั่งอย่างช้าๆ น้ำหนักเข็มทองเหลืองแกว่งเล็กน้อยก่อนหยุดนิ่ง

“ของพวกนี้…ข้าให้สามตำลึง”

จางซื่อสีหน้าไม่เปลี่ยน “เถ้าแก่หยาง ของเหล่านี้ท่านก็ทราบดีว่าไม่ใช่ของธรรมดา ซานฉีเช่นนี้ในตลาดมิได้มีทุกวัน”

เถ้าแก่หยางยิ้มบาง “แต่พวกเจ้าไม่ใช่คนเมือง จะหาทางขายที่อื่นย่อมลำบาก”

คำพูดนั้นแฝงการกดราคาอย่างสุภาพ

หลัวเหยาอวี้ยิ้มเย็น ก่อนที่จะมาที่ร้านพวกนางเดินวนในตลาดเพื่อทำการบ้านเกี่ยวกับร้านหยางจี้มาพอสมควร “หากเป็นร้านอื่น พวกข้าคงมิกล้ามาเสนอของเช่นนี้ เถ้าแก่หยางชื่อเสียงดี ตระกูลหยางก็เป็นตระกูลใหญ่ของตำบล ข้าจึงมาหา แต่หากได้เพียงสามตำลึง ก็เกรงว่าคงไม่คุ้มแรงขึ้นเขา”

น้ำเสียงนางเรียบ ไม่อ้อนวอน ไม่แข็งกร้าว หากแต่มั่นใจ

เถ้าแก่หยางมองเด็กหญิงตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่ผอมซูบไม่มีจะกิน กลับพูดจามีเหตุผลเช่นนี้

ท่าทางมิใช่พวกชาวบ้านที่ขาดความมั่นใจ