ตอนที่ 87
ตอนที่ 87
ตอนที่ 87
กลับมาที่เรือนในป่าไผ่ สองแม่ลูกก็ทำการบอกให้บ่าวรับใช้ไปซื้อหม้อดิน และเตามาเพิ่ม จากนั้นก็นั่งเฝ้าหม้อตลอดบ่าย เพื่อเผาพิมเสนดิบให้หมดทั้งสี่จิน
ทั้งคู่สาระวนอยู่กับการเปลี่ยนถ่ายน้ำจนครั้งหนึ่งชั่วยาม ก็จะได้พิมเสนบริสุทธิ์
ตอนที่เหยาอวี้กล้าบอกเรื่องพิมเสน นางไม่ได้กังวลเลยว่าคนอื่นจะไปพบพิมเสนดิบเข้า เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้เจอก็ใช่ว่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้
พิมเสนดิบเต็มไปด้วยสิ่งเจือปน หากไม่รู้วิธีระเหิดก็ไม่มีทางนำมาใช้ได้จริง ยิ่งหากใครนำมันไปเผาไฟตรงๆ ตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป ของที่อ่อนไหวเช่นนั้น เพียงถูกความร้อนก็จะระเหยหายไปหมด
เหมือนตอนที่มันถูกตากแดดอยู่ที่ท่าเรือแล้วค่อยๆ จางหายไป จนพวกพ่อค้าคิดว่าเป็นของผีสิง
หากเผาจริงๆ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน พิมเสนทั้งหมดจะสูญเปล่าไปกับไอระเหย
ดังนั้นต่อให้มีคนพบพิมเสนดิบเข้า
หากไม่รู้วิธีระเหิด
สุดท้ายก็ได้เพียงกองของไร้ค่าเท่านั้น
โชคดีที่ตอนระเหิดพิมเสนไม่มีบ่าวมายุ่งเกี่ยว ถึงอย่างไรก็เป็นความลับทางการผลิต การใช้คนของจวนโดยตรง โดยเฉพาะบ่าวใช้ในยุคนี้ที่มักมีสัญญาขายตัว ย่อมไม่อาจขัดขืนคำสั่งของเจ้านาย
มิใช่ว่านางไม่ไว้ใจคนในจวน แต่ป้องกันไว้ที่กว่า
ครุ่นคิดต่ออีกสักพักก็รู้สึกว่านางควรจะรีบหาเวลาไปยังชิงเฟิง
“พี่รอง” เหยาอวี้นำยาของวันนี้มาให้เจียงมู่ไป๋ รอจนเขาดื่มยาเสร็จนางก็จะจับชีพจร
ปลายยามเซิน (15.00 – 16.59 น.) เหยาอวี้ก็ทิ้งมารดาให้เฝ้าหม้อพิมเสน แล้วออกมาต้มยาให้เจียงมู่ไป๋ที่ครัวกลางของฝั่งเรือนตะวันตก
ครั้นนางก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นเย็นสดชื่นบางเบาก็ติดตามมาด้วย ปะปนกับกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ จากร่างของนาง ทำให้บรรยากาศรอบตัวพลันสะอาดและผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
“วันนี้เจ้าร่ำรวยไม่น้อยแลยสินะ” เจียงมู่ไป๋เอ่ยขึ้นหลังจากวางถ้วยยาลงข้างเตียง น้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนพูดเรื่องธรรมดา มือของเขายื่นออกไปวางบนหมอนรองข้อมือเล็กๆ อย่างคุ้นเคย เพราะเป็นกิจวัตรที่ทำทุกวัน
“การข่าวของพี่รองรวดเร็วยิ่งนัก” เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ ก่อนพยักหน้ารับโดยไม่ปิดบัง จากนั้นนางก็ยื่นมือไปจับข้อมือของเขา ปลายนิ้ววางลงบนชีพจรอย่างมั่นคง
ชีพจรที่เต้นอยู่ใต้ปลายนิ้วนั้นมั่นคงและเต็มกำลังกว่าที่นางคาดไว้มาก เพียงหนึ่งคืน ยาที่นางให้เขาดื่มก็เริ่มแสดงผลอย่างชัดเจน ร่างกายที่ก่อนหน้านี้ถูกขับพิษและสิ่งตกค้างบางส่วนออกไปจำนวนมากกลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
พลังของยาแทรกซึมเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่อ่อนแอ เส้นลมปราณคล้ายเปิดโล่งขึ้น เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชีพจรจึงเต็มและลึก มีแรง ไม่แผ่วเบาหรือกระจัดกระจายเหมือนก่อนหน้า
“วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ” เหยาอวี้ถามพลางจับชีพจรต่ออีกครู่
“ร่างกายเบาขึ้นมาก ไม่อึดอัดเหมือนก่อนแล้ว” เจียงมู่ไป๋ตอบอย่างตรงไปตรงมา
เหยาอวี้พยักหน้าเล็กน้อย “ถือว่าฟื้นตัวได้ดี ต่อจากนี้ควรเดินเคลื่อนไหวบ้าง อย่าเอาแต่นั่งหรือนอน แต่ก็อย่าฝืนจนเหนื่อยเกินไป”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจียงมู่ไป๋ตอบรับ ก่อนจะลดสายตาลงมองถ้วยยาที่ว่างเปล่าบนโต๊ะ
เหยาอวี้คลึงนิ้วเบาๆ อีกสองสามครั้งเพื่อตรวจซ้ำ ก่อนจะปล่อยมืออย่างพอใจ
ดูท่าอีกไม่นาน ร่างกายของเขาก็จะฟื้นคืนสภาพเดิมได้เกือบทั้งหมด และพร้อมสำหรับการขับกากพิษครั้งต่อไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ย่อมคิดถึงหลงกู่ชิงและสมุนไพรอื่นๆ ที่ต้องไปหาเพิ่ม พร้อมกับความคิดที่ลอยไปถึงเรื่องพิมเสนด้วยกัน
ดังนั้นนางจึงเริ่มคิดแผนในใจอย่างรวดเร็ว
เห็นทีนางจะออกเดินทางไปตำบลชิงเฟิงและไปเขาหลัวซานให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนหน้านั้น พรุ่งนี้อาจต้องแวะไปที่ท่าเรือก่อนสักรอบ ไปสอบถามพ่อค้าที่นำสินค้าจากทะเลเข้ามา และสั่งพิมเสนดิบเพิ่มเข้ามาอีกชุดหนึ่ง เมื่อของมาถึงแล้วจึงค่อยเดินทางไปชิงเฟิงพร้อมสินค้า
นางตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ครอบครัวจินต้าฉางดูแลการผลิตพิมเสนบริสุทธิ์
ยามนี้คนที่นางไว้ใจมีเพียงพวกเขาเท่านั้น
ไม่ต้องพูดถึงตลับหอมที่จะมาทำในอนาคต เพียงเนื้อพิมเสนบริสุทธิ์นางก็มีลูกค้าประจำเป็นจวนเจียงแห่งนี้แล้ว
และที่สำคัญ…
พิมเสนสามารถทำไปผสมได้อีกหลายอย่าง…
ความคิดหยุดลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นแท่งหมึกบนจานฝนหมึกบนโต๊ะ นางจึงเงยหน้าถามขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
“ตลับหอมที่ข้าให้บ่าวนำมาให้ท่าน ท่านชอบกลิ่นของมันหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามนี้…เจียงมู่ไป๋กลับไม่ได้คิดถึงเพียงกลิ่นจากตลับนั้น หากแต่เป็นกลิ่นสะอาดสดชื่นที่ติดตัวนางอยู่ในตอนนี้ด้วย เพียงชั่วขณะ แววตาก็กลับมาเรียบเฉย ก่อนที่จะได้เสียงของตนเองตอบไปว่า
“ชอบ”
เหยาอวี้ได้ยินก็พึงพอใจยิ่ง พี่รองเป็นบัณฑิตหนุ่มอนาคตไกล นางเชื่อว่าเขาจะหายเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก ยามนั้นแม้แต่อั้นโฉ่วของแคว้นยังใช้หมึกที่นางผลิต บัณฑิตคนอื่นๆ ย่อมต้องสนใจเช่นกัน
สายตาที่มองเขาอยู่จึงยิ่งรู้สึกว่าคนผู้นี้น่ามองขึ้นอีกหลายส่วน
นี่แหละ…พรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์ใหม่ของนางในอนาคต
น้ำเสียงที่ใช้เรียกเขาจึงอ่อนหวานขึ้นอีกเล็กน้อย
“พี่รองเจ้าคะ ท่านช่างงดงามยิ่งนัก”
ชมไว้ก่อนก็ไม่เสียหาย ไว้ตอนใช้งานจะได้ไม่ลำบาก
ทว่าไม่นานความคิดก็วกกลับมาที่เรื่องหมึก นางมองแท่งหมึกบนโต๊ะอย่างครุ่นคิด นางจะไปหาคนผลิตหมึกได้จากที่ไหนกันดี หรือจะไปซื้อโรงงานเสียเลย แต่โรงงานดีๆ ที่ไหนจะยอมขาย ในยุคนี้กรรมวิธีล้วนเป็นความลับของตระกูล ต่อให้สร้างขึ้นใหม่ก็ไม่ง่ายที่จะรู้วิธีผลิต
เรื่องการสกัดยา แยกสาร หรือการระเหิด นางย่อมรู้ดี แต่หลายอย่างยังต้องพึ่งเครื่องมือที่ยุคนี้ไม่มี
ส่วนการทำหมึก…
คิดแล้วก็จ้องแท่งหมึกอย่างเหม่อลอย หรือว่านางควรลองวิจัยดูเอง คงไม่ยากเกินไปที่จะเดาส่วนประกอบ แล้วไปลองผิดลองถูกจนกว่าจะได้อัตราส่วนที่เหมาะสม ไม่แน่ว่าด้วยความรู้ที่นางมีอาจจะผลิตหมึกที่มีคุณภาพยิ่งกว่าหมึกในยุคนี้ขึ้นมา
เจียงมู่ไป๋ที่เพิ่งถูกชมยังไม่ทันตั้งตัว ใจก็เต้นขึ้นมาเล็กน้อย เพราะคนที่ชมคือนาง แต่ไม่นานเจ้าของคำพูดกลับจ้องแท่งหมึกของเขาอย่างจริงจังจนเขาทำหน้าไม่ถูก
สุดท้ายจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าส่งสี่สิ่งล้ำค่าให้เจ้าแล้ว หมึกที่ส่งไปก็เป็นหมึกคุณภาพดีใกล้เคียงกับของข้า แต่ถ้าเจ้าอยากได้หมึกนี้ ข้าจะให้คนส่งไปให้”
เหยาอวี้ส่ายหน้า ก่อนตอบอย่างจริงจัง
“ข้าไม่ได้อยากได้ ข้าอยากผลิตมันเจ้าค่ะ”
เจียงมู่ไป๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดว่าเด็กหญิงตรงหน้าจะคิดไปถึงขั้นผลิตหมึกเอง
“เจ้าอยากขายหมึกหรือ”
เหยาอวี้ผงกหัวทันที “ไม่ได้หรือเจ้าคะ”
ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แท้จริงแล้วราชสำนักไม่ได้ผูกขาดการค้าหมึกหรือกระดาษ แต่ของสองอย่างนี้มีเจ้าตลาดอยู่ก่อนแล้ว หากผู้ค้าหน้าใหม่คิดจะแทรกตัวเข้าไปโดยไม่มีสิ่งแตกต่าง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
แม้เด็กหญิงจะมีวิชาแพทย์ลึกซึ้งเกินวัย จนเขาเองไม่อาจประเมินได้ แต่เรื่องการค้าขายเขายังพอชี้แนะได้อยู่บ้าง อย่างไรเสียเขาก็เติบโตมาในตระกูลคหบดี ต่อให้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับตำราก็ตาม
เจียงมู่ไป๋มองแท่งหมึกบนโต๊ะ ก่อนเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ
“ขายหมึกไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะขายให้ได้ต่างหากที่ยาก”
เหยาอวี้เงยหน้ามองเขาอย่างตั้งใจ รู้สึกว่าคนผู้นี้มิใช่แค่คนหัวโบราณที่เคร่งขรึมเท่านั้น
ชายหนุ่มอธิบายต่อ “ในอำเภอเหออันมีร้านขายหมึกอยู่สองสามแห่ง ส่วนใหญ่ก็รับมาจากสำนักทำหมึกที่มีชื่อเสียง บัณฑิตมักใช้ของที่คุ้นเคย หากหมึกของเจ้าไม่ได้ดีไปกว่าของเดิม คนก็ไม่มีเหตุผลจะเปลี่ยน”
เหยาอวี้พยักหน้าเข้าใจ นี่ก็เป็นสิ่งที่นางตั้งใจอยู่แล้ว เพราะพิมเสนของนางก็คือจุดขายนั้น “เจ้าค่ะ ต้องทำให้ดีกว่าสินะเจ้าคะ”
“อย่างน้อยก็ต้องมีจุดที่ต่าง” เจียงมู่ไป๋ตอบ “เช่น เวลาเขียนลื่นกว่า สีดำกว่า แห้งเร็วกว่า หรือเก็บได้นานกว่า ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้ราคาถูก คนก็ยังลังเล”
เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“อีกอย่าง แท่งหมึกที่บัณฑิตใช้ ส่วนใหญ่ผูกกับชื่อเสียงของสำนักทำหมึก บางแห่งสืบทอดกันมาหลายชั่วคน คนซื้อจึงเชื่อถือ”
เหยาอวี้พยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังคิดตาม เพราะแบบนี้นางจึงจะใช้… เอ้ย จะขอร้องให้เจียงมู่ไป๋เป็นผู้ใช้หมึกของนางนั่นเอง
เจียงมู่ไป๋จึงกล่าวเพิ่มอย่างใจเย็น
“แต่หากเจ้าทำได้จริง ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากหมึกของเจ้าดีพอ บัณฑิตก็ย่อมยอมใช้”
เขาเหลือบมองแท่งหมึกบนโต๊ะ ก่อนพูดเรียบๆ
“ของดี ต่อให้เป็นของใหม่ คนก็ยอมรับเสมอ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะมองนางอย่างพิจารณา
“อีกอย่าง การทำหมึกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีสูตร มีกรรมวิธีที่สืบทอดกันมา”
จากนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าผลิตหมึกเป็นด้วยหรือ” ชายหนุ่มถามราวกับเป็นเรื่องธรรมดา แม้จะน่าตกใจหากเด็กหญิงจะรู้วิธีผลิต แต่เมื่อคิดว่ากลิ่นหอมสดชื่นที่ติดตัวนางก็ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน การที่นางรู้เรื่องหมึกจึงดูไม่เหลือเชื่อเท่าใด
ทว่าเหยาอวี้ที่กำลังฟังการวิเคราะห์ตลาดหมึกอย่างเพลิดเพลิน พอได้ยินคำถามนี้กลับสำลักทันที
“แค่กๆ…ก็…คงต้องเป็น…เจ้าค่ะ” นางตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
แน่นอนว่าคำตอบนี้ทำให้คนถามถึงกับว่างเปล่าไปชั่วขณะ เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนคุยกับเด็กแปดขวบจริงๆ