ตอนที่ 88
ตอนที่ 88
ตอนที่ 88
“หากเจ้าผลิตไม่เป็น แล้วเจ้าจะขายหมึกได้อย่างไร”
เหยาอวี้กระพริบตาปริบๆ ก่อนตอบอย่างจริงจัง
“ข้าจะเอามันไปวิเคราะห์ก่อนเจ้าค่ะ ว่าใช้วัตถุดิบอะไรเป็นส่วนประกอบ แล้วค่อยทดลองทำจนได้อัตราส่วนที่เหมาะสม”
เจียงมู่ไป๋เงียบไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยนัก แต่ก็ไม่อยากทำลายความมุ่งมั่นของนาง
“แล้วเจ้าจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะขายได้” เขาถามตรงๆ “ยังไม่นับว่ากว่าเจ้าจะหาได้ทั้งสูตรและขั้นตอนการผลิตที่ลงตัว ยังต้องมีจุดขายที่แตกต่างอีก”
เหยาอวี้รีบตอบทันที
“พิมเสนไงเจ้าคะ”
นางชี้ไปที่ตลับหอมบนโต๊ะ
“หมึกของข้าจะผสมพิมเสนเข้าไป พี่รองก็บอกเองว่าชอบกลิ่นนี้ แล้วท่านว่าบัณฑิตคนอื่นจะชอบไหมเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที
กลิ่นพิมเสนที่ชัดและสดชื่นนั้น สามารถกลบกลิ่นหมึกฉุนๆ ของหมึกได้แน่นอน
เหยาอวี้พูดต่อด้วยดวงตาเป็นประกาย
“แล้วหมึกที่มีพิมเสนยังกันแมลงและมอดได้ด้วยนะเจ้าคะ นับว่าเป็นการช่วยรักษาหนังสือไปในตัว ย่อมมีจุดขายแน่นอน”
ได้ยินเช่นนั้นเจียงมู่ไป๋ก็พยักหน้า เพราะนางตอบคำถามที่เขาชี้แนะได้ทุกส่วน
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นอย่างเรียบๆ
“เช่นนั้น เราซื้อเนื้อหมึกดิบจากโรงทำหมึกโดยตรง แล้วค่อยนำมาผสมขึ้นรูปเป็นแท่งหมึกก็พอ”
เหยาอวี้ถึงกับกระพริบตามองพี่รองของตนใหม่
โอ้โห…ไม่น่าเชื่อว่าคนเคร่งขรึมเช่นนี้จะมีวิธีคิดพลิกแพลงไม่น้อย ดูไม่ซื่อตรงอย่างที่เห็นเสียเลย สมแล้วกับดวงตาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ของเขา
สิ่งนี้ในโลกเดิมของนางเรียกว่า…ห่วงโซ่อุปทาน
ความจริงหากให้เวลานางก็คงคิดได้เอง แต่เพราะคิดว่าตนมีความรู้มาก หากผลิตเองตั้งแต่ต้นทางก็จะควบคุมทุกขั้นตอนได้ตั้งแต่ต้นทาง
ทว่าเจียงมู่ไป๋ก็พูดถูกอยู่ข้อหนึ่ง หากรอจนกว่านางจะวิจัยหมึกจนได้สูตรจริง ก็คงไม่รู้ต้องใช้เวลาอีกเท่าไร
สู้ตัดขั้นตอนนั้นออกไปเสียเลยจะดีกว่า
เพราะอย่างไร จุดขายของนางก็อยู่ที่กลิ่นหมึกอยู่แล้ว
เหยาอวี้จึงยิ้มกว้างทันที
“พี่รอง ท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เจ้าค่ะ!” สำหรับคนที่ช่วยนางคิดวิธีหาเงิน เหยาอวี้ไม่ประหยัดคำชมอยู่แล้ว
วันนี้เขาถูกนางชมเป็นครั้งที่สองแล้ว…
เจียงมู่ไป๋เหม่อลอยไปชั่วขณะ
ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันตำบลชิงเฟิง กระทั่งนางมาปรากฎบนเตียงเขาในสภาพที่พร้อมสู้กับทุกอย่างเพื่อหนีจากเรือนหอ ในใจก็คิดไว้แล้วว่าต้องปกป้องนาง
ดังนั้น แม้ว่าสกุลเจียงจะต้องแตกหักกับจวนนายอำเภอ นั่นก็เป็นเรื่องสมควร
แต่ชื่อเสียงของนาง ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาไว้…
ดังนั้นไม่ต้องให้นางมีวิชาแพทย์ขนาดรักษาเขาจนหาย เขาก็ผลักนางออกไปรับเคราะห์มิได้
กระทั่งได้รู้ว่าญาติผู้ใหญ่ล้วนปฏิบัติต่อนางไม่ดี และเป็นนางก็ตั้งข้อเสนอแลกเปลี่ยนขึ้นมาเองเพื่ออยู่ที่นี่ เขาย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
เขาคิดเพียงว่า…แค่เลี้ยงเด็กหนึ่งคน กับแม่ม่ายผู้หนึ่ง ก็มิใช่เรื่องยากอันใด
แต่ไม่คิดว่านางจะตั้งใจจริงๆ เขาถูกจับชีพจร จับแขน ถอดเสื้อ พลิกฝ่ามืออยู่ทุกวัน เด็กหญิงผู้นี้ทำทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติจนเขาเองก็เลิกถือสาไปนานแล้ว
ยิ่งนานวัน นางก็สนิทกับน้องสามมากขึ้น ถูกเจ้าตัวก่อกวนนั่นเกาะติดแทบทุกวัน
กำแพงหลายอย่างของนางจึงบางลงไม่รู้ตัว
ใช่…
ไม่ใช่แค่เขาที่มีระยะห่างกับผู้คน
เหยาอวี้เองก็มีกำแพงล่องหนที่มองไม่เห็นเช่นกัน
ภายนอกนางดูเหมือนจะโอนอ่อน ยืดหยุ่นกับทุกสถานการณ์ เหมือนอย่างไรก็ได้ แต่แท้จริงแล้วทุกการกระทำกลับตั้งอยู่บนพื้นฐานเดียว คือ พร้อมจะละทิ้งทุกอย่างและจากไปได้ทุกเมื่อ
ราวกับไม่ได้ผูกพันกับสิ่งใด
แต่ถึงอย่างนั้น เจียงมู่ไป๋ก็ยังรู้สึกว่านางเป็นคนที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง ทว่าแท้จริงแล้วข้างในกลับใจอ่อนอย่างยิ่ง
หากผู้ใดทำดีกับนางหนึ่งฉือ[1] นางจะตอบแทนเป็นจั้ง[2]
บางที…นี่อาจเป็นธรรมชาติของคนเป็นหมอก็ได้
ยิ่งอยู่ต่อหน้าเขา ซึ่งเป็นคนไข้ของนางโดยตรง แม้หลายครั้งนางจะแสดงสีหน้ารำคาญ แต่การดูแลกลับละเอียดและใส่ใจไม่น้อย
คิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็ถอนหายใจเบาๆ
เด็กหญิงคนนี้…
เป็นเด็กที่เขาต้องดูแลให้ดีจริงๆ
อีกทั้งวิชาแพทย์ของนางก็ลึกล้ำของเกินหยั่งถึง เพียงไม่นานก็ขับกากพิษที่แม้แต่หมอหลวงในวังยังตรวจไม่พบ!
แต่คนเช่นเขาจะไว้ใจคนพวกนั้นได้อย่างไร…
ร่างกายเขาดีวันดีคืน เพราะเมื่อกากพิษส่วนใหญ่ถูกขับ กำลังภายในที่ถูกสะกดไว้ก็กลับมาฟื้นฟู ร่างกายที่เคยได้รับถ่ายทอดวรยุทธ์ย่อมมีการฟื้นฟูที่ต่างจากคนธรรมดา
ชีวิตที่คิดว่าจะต้องสิ้นสุดอีกไม่นาน ก็ทอประกายความต้องการที่จะทวงคืนทุกสิ่ง…
ดังนั้นไม่ว่านางจะอยากทำอะไร เขาย่อมสนับสนุน
“พี่รอง เช่นนั้นท่านรู้จักคนรับซื้อแท่งหมึก หรือสำนักทำหมึกหรือไม่เจ้าคะ”
เสียงของเหยาอวี้ดังขึ้น แทรกความคิดของเขาที่กำลังลอยไปไกล
เจียงมู่ไป๋กะพริบตาเล็กน้อย ก่อนสายตาจะกลับมานิ่งดังเดิม
เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย
“รู้จัก…หากเจ้าพร้อมเมื่อไร ข้าจะพาเจ้าไปพบ”
เหยาอวี้ตาเป็นประกายขึ้นทันที ก่อนจะลุกยืน
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าไปช่วยท่านแม่ดูพิมเสนเที่ยวนี้ให้เสร็จก่อนเจ้าค่ะ จะได้รีบส่งมอบให้ท่านลุง”
นางพูดจบก็เตรียมจะรีบออกไปทันที เสียงของเจียงมู่ไป๋ก็ดังขึ้นอย่างเรียบเฉย
“เย็นนี้ต่อให้ยุ่งเพียงใด พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็ต้องมาคัดอักษร เข้าใจหรือไม่”
เหยาอวี้หันมาหน้ามองเขาทันที สีหน้าคล้ายอยากโต้แย้งเล็กน้อย
“พี่รอง...”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความคร่ำครวญอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เถียงจริงจัง เพราะในใจนางรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง
การคัดตัวอักษรเป็นสิ่งที่นางตั้งใจจะทำอยู่แล้วตั้งแต่แรก ตั้งแต่ตอนที่อยู่หลัวซานด้วยซ้ำ แม้ตอนนี้นางจะพยายามหาเงินจากหลายทาง ทั้งส่วนแบ่งเครื่องประทินผิว หรือแม้แต่เรื่องพิมเสน อนาคตนางยังคิดเรื่องกระเทียมไว้ด้วยซ้ำ แต่พื้นฐานของนางก็ยังคงเป็นหมอ
หมอที่ดีไม่เพียงต้องรู้ยาเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถเขียนเทียบยาและบันทึกตำรับด้วยตนเอง
ยามนี้นางยังเด็ก รูปร่างก็เตี้ยเล็กพอให้คนสงสัยฝีมือแล้ว หากลายมือยังย่ำแย่ เกรงว่าคนจะตั้งข้อกังขาแม้แต่เทียบยาที่นางเขียน
ดังนั้นต่อให้คร่ำครวญในใจเพียงใด นางก็ทำได้เพียงพยักหน้า
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ พี่รอง”
เหยาอวี้ตอบรับตามปกติ แต่พอคิดบางอย่างขึ้นมาได้ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาพูดต่อ
“แต่พรุ่งนี้ยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) ข้าอยากไปท่าเรือแต่เช้าเจ้าค่ะ จึงไม่แน่ใจว่าจะกลับมาทันยามเฉิน (07.00 – 08.59 น.) หรือไม่”
เจียงมู่ไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อยราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง เหยาอวี้เห็นท่าทีเช่นนั้นก็รีบอธิบายเพิ่มทันที
“ข้าจะไปสั่งคนนำเข้าพิมเสนดิบเข้ามาเจ้าค่ะ เมื่อได้ของแล้วจะรีบไปชิงเฟิงต่อ”
นางพูดพลางลดเสียงลงเล็กน้อยราวกับเป็นความลับที่ไม่ควรพูดดังนัก
“ท่านก็รู้…ที่นั่นมีคนของข้าอยู่”
แม้นางจะไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ แต่ความหมายก็ชัดเจน
ที่นางยอมบอกเพราะว่านอกจากพวกจินต้าฉาง และคนในจวนพาน ก็มีเจียงมู่ไป๋นี่แหละที่น่าจะคาดเดาได้ว่านางคือหมออวี้แห่งโรงเตี้ยมจินฟู่
ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตานิ่งลึกเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง สุดท้ายเขาก็พยักหน้าช้าๆ
“วันพรุ่งข้าไปกับเจ้าด้วย”
คำตอบนั้นทำให้เหยาอวี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อย
“พี่รองจะไปด้วยหรือเจ้าคะ”
เจียงมู่ไป๋มองนางนิ่ง ก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ไม่ได้หรือ”
เหยาอวี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ตามจริงแล้วร่างกายของเขาฟื้นตัวดีขึ้นมาก ชีพจรมั่นคง อวัยวะภายในก็เริ่มทำงานได้ตามปกติ การออกไปเดินบ้างไม่ใช่เรื่องเสียหาย กลับจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วขึ้นด้วยซ้ำ
นางจึงเริ่มชั่งใจ
นึกถึงสภาพอากาศช่วงนี้ที่ไม่ได้มีฝนตกหนักเหมือนก่อน ตั้งแต่วันที่นางไปท่าเรือครั้งก่อน ท้องฟ้าก็ค่อนข้างโปร่ง และฝนไม่ตกอีกเลย แม้จะยังมีลมเย็นอยู่บ้าง แต่หากระวังให้ดี ก็คงไม่เป็นปัญหา
สุดท้ายนางจึงพยักหน้า
“ได้เจ้าค่ะ”
แต่เด็กหญิงก็ยังไม่วายกำชับ
“แต่ท่านต้องสวมเสื้อคลุมเพิ่มอีกสักชั้นนะเจ้าคะ ลมเช้ายังเย็นอยู่ แล้วก็อย่าลืมพกตลับพิมเสนมาด้วย หากรู้สึกเวียนหัวหรือแน่นหน้าอกจะได้ใช้ได้ทันที”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยน้ำเสียงจริงจังของหมอโดยไม่รู้ตัว
เจียงมู่ไป๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างสงบ
“ย่อมต้องฟังเจ้า”
[1] 1 ฉือ คือ ประมาณ 33.33 เซนติเมตร
[2] 1 จั้ง คือ 10 ฉือ