ตอนที่ 90
ตอนที่ 90
ตอนที่ 90
เหยาอวี้เข้าใจทันที ของเช่นนั้นย่อมเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ราชสำนักให้ความสำคัญกับท่าเรือเหออัน
พ่อค้าหัวเราะเบาๆ “แต่พวกเราซื้อของจากเรือโดยตรงไม่ได้หรอก…ของจากเรือเขาขายทีละมากๆ ต้องใช้เงินก้อนโต พวกเราพ่อค้าแผงเล็กๆ ก็ได้แต่ซื้อแบ่งต่อมาจากพ่อค้าคนอื่นอีกทอดหนึ่งเท่านั้น”
เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ ความจริงเรื่องพวกนี้ถามใครในท่าเรือก็คงรู้ แต่ถึงรู้ไปก็เท่านั้น เพราะคนที่จะซื้อของจากเรือโดยตรงได้ ต้องมีทุนมากพอจะซื้อในปริมาณใหญ่
ซึ่งดูแล้วแม่นางน้อยคงจะเป็นคนมีเงิน คิดแล้วก็มองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
แต่ก็อย่างว่า วาสนาเป็นเรื่องของโชคชะตา มีเงินมากก็มีโอกาสเสียมากเช่นกัน
เหยาอวี้พยักหน้าช้าๆ สายตากลับมองไปทางเรือสินค้าที่จอดเรียงอยู่ในท่าอีกครั้ง สายตาของนางกวาดผ่านเรือหลายลำที่จอดเรียงอยู่ ก่อนจะหยุดลงที่ชายต่างชาติคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนพูดคุยกับพ่อค้ากลุ่มหนึ่งอยู่ไม่ไกล
ชายผู้นั้นผิวเข้ม สวมเสื้อคลุมยาวแบบชาวทะเลใต้ ผ้าคลุมศีรษะสีอ่อนพันไว้หลวมๆ เคราสั้นถูกตัดอย่างเรียบร้อย ท่าทางดูเป็นพ่อค้าผู้ช่ำชอง
เหยาอวี้มองเพียงครู่เดียวก็จำได้ทันที
หากจะพูดให้ถูก…
นางรู้จักฮาซันด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ต้องขอบคุณนายน้อยเซี่ยจริงๆ
หึหึ…
ดูเหมือนว่าหากการค้านี้ไปได้สวย นางคงต้องขอบคุณเขาด้วยผลิตภัณฑ์จากกระเทียมชุดใหญ่เสียแล้ว
ช่วงที่นางติดตามเซี่ยจวิ้นเหอในฐานะล่ามนั้น การพบปะกับชาวต่างชาติถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
พ่อค้าจากทะเลใต้ ชาวเปอร์เซีย พวกพ่อค้าจากแดนไกล นางล้วนเคยพูดคุยด้วยไม่น้อย
แท้จริงนางก็คิดใช้เซี่ยจวิ้นเหอเป็นสะพานเชื่อมให้ตนรู้จักพ่อค้าเหล่านี้เช่นกัน เพราะเด็กหญิงเช่นนาง คนระดับนี้จะยอมพูดคุยด้วยได้อย่างไร
ขณะที่เหยาอวี้กำลังครุ่นคิดอยู่ เจียงมู่ไป๋ก็เดินเข้ามาหยุดข้างกาย เขามองตามสายตาของนางไปยังกลุ่มพ่อค้าต่างชาติ ก่อนจะกล่าวขึ้น
“หากเจ้าต้องการล่าม เดี๋ยวให้อาไฉไปจัดการหาให้”
เขาพูดอย่างเรียบๆ
“แต่อาจต้องรอสักหน่อย”
เหยาอวี้หันมองเขา
เจียงมู่ไป๋จึงอธิบายต่อ
“ล่ามส่วนใหญ่ในเหออันล้วนถูกกลุ่มการค้าใหญ่เลี้ยงดูไว้แทบทั้งหมด คนเหล่านั้นไม่ค่อยรับงานนอกนัก”
กิจการผ้าไหมของสกุลเจียงขายเพียงในมณฑล การผลิตก็แทบไม่ทันอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีล่ามประจำที่อยู่ในความดูแลเหมือนกลุ่มการค้าใหญ่ในท่าเรือแห่งนี้ นานๆ ครั้งที่ท่านลุงจะมาดูสีย้อมใหม่ๆ เท่านั้น
เหยาอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกขอบคุณในความใส่ใจของเขาอยู่ไม่น้อย
เด็กหญิงยิ้มเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างสบายๆ
“ข้ารู้จักเขาเจ้าค่ะ พี่รองมิต้องเป็นห่วง”
เจียงมู่ไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก่อนที่เขาจะถามอะไรต่อ
เหยาอวี้ก็หมุนตัวเดินนำไปแล้ว นางเดินตรงเข้าไปยังชายต่างชาติที่ยืนอยู่ใกล้กองลังเครื่องเทศ
ชายผู้นั้นกำลังตรวจถุงเครื่องเทศอยู่กับลูกน้องสองคน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ก็เงยหน้าขึ้น
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร
เด็กหญิงตัวเล็กตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นก่อนด้วยสำเนียงที่คล่องแคล่วอย่างน่าประหลาด
“ฮัลโหล ฮาซัน ท่านยังจำข้าได้หรือไม่~”
เสียงนั้นไม่ใช่ภาษาฮั่น
เป็นภาษาของพ่อค้าทะเลใต้ที่ใช้กันในเส้นทางการค้า
ฮาซันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมใต้คิ้วหนามองเด็กหญิงอย่างพิจารณา
จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“อา…เด็กหญิงล่ามของคุณชายเซี่ย~” เขาพูดด้วยสำเนียงต่างชาติที่ยังคงชัดเจน
เหยาอวี้พยักหน้า
“ใช่เจ้าค่ะ~”
ฮาซันมองนางอย่างสนใจ
“เจ้ามาที่ท่าเรือทำไมวันนี้~”
เหยาอวี้จึงพูดต่ออย่างเป็นกันเอง
“ข้าได้ผลึกจากไม้พั่วหลัวจากสินค้าของท่านครั้งก่อน จึงอยากถามว่าพอจะขายให้ข้าโดยตรงได้หรือไม่~”
ฮาซันยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เจ้าอยากได้ผลึกจากไม้พั่วหลัว?~”
“ใช่เจ้าค่ะ~”
เด็กหญิงตอบทันที
ใช่แล้วพิมเสนดิบนั้นก็คือผลึกที่มาจากไม้พั่วหลัวในเกาะทางใต้นั่นเอง
“ข้าต้องการมันจำนวนมาก~”
พ่อค้าจากทะเลใต้มองนางอีกครั้ง คราวนี้สายตาเต็มไปด้วยความแปลกใจ เพราะที่บ้านเกิดเขามีไม้พั่วหลัวจำนวนมาก แน่นอนว่าผลึกเหล่านั้นให้กลิ่นหอม แต่เจือปนไปด้วยสิ่งสกปรก แต่เศษไม้ อีกทั้งยังง่ายต่อการหายไป ตอนนั้นเขาขนมาจำนวนมาก กว่าจะถึงที่เหออันก็เหลือไม่กี่กระสอบ จึงยกให้พ่อค้าแบ่งๆ ก็ไปเหมือนให้เปล่า เพราะถือว่ามีเยอะ และไม่ค่อยมีคนต้องการ
แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะมีคนมาขอซื้อ ทั้งยังเป็นเด็กหญิงที่พูดภาษาเขาได้อย่างคล่องแคล่ว และเป็นคนของนายน้อยเซี่ย
“เด็กตัวเล็กเช่นเจ้า จะซื้อของจำนวนมากไปทำอะไร~”
เหยาอวี้ยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ตอบ
ฮาซันหัวเราะเบาๆ แล้วเข้าใจ
เอาเถอะถึงอย่างไรก็เป็นของที่หาได้ง่ายจากบ้านเกิด หากมีคนสนใจเขาย่อมยินดี เขากอดอกพลางคิดครู่หนึ่ง ก่อนถามต่อ
“แล้วเจ้าจะซื้อเท่าไร~”
เหยาอวี้ตอบกลับไปทันที พร้อมต่อรองราคาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับคุ้นเคยกับการค้าขายเช่นนี้มานาน
บทสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอย่างคล่องแคล่ว
ไม่มีการสะดุด
ไม่มีการคิดคำ
ภาษาต่างชาติไหลออกจากปากเด็กหญิงราวกับเป็นภาษาที่นางใช้มาตลอดชีวิต
ไม่ไกลจากนั้น
เจียงมู่ไป๋ยืนมองอยู่เงียบๆ
ข้างกายเขา อาไฉก็ยืนอ้าปากค้างเล็กน้อย
“คุณชาย…”
บ่าวหนุ่มกระซิบเบาๆ
“คุณหนูสี่…พูดกับชาวต่างชาติด้วยตนเอง”
เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบ
สายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังเด็กหญิงที่กำลังสนทนาอยู่
น้ำเสียงของนางมั่นใจ
ท่าทางร่าเริงคุ้นเคย
การเจรจาเป็นธรรมชาติราวกับเคยทำมาหลายครั้ง
ภาพนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ยิ่งมอง…
เขายิ่งรู้สึกเหมือนอ่านเด็กหญิงผู้นี้ไม่ออก สิ่งที่เขาคิดว่าเข้าใจนางพอสมควร ดูเหมือนจะเป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น
เจียงมู่ไป๋รู้สึกเหมือนรู้สึกว่าระยะห่างระหว่างเขากับนางเหมือนถูกเปิดออกกว้างขึ้นอีกครั้ง
ระหว่างที่เหยาอวี้กำลังคุยกับฮาซันอยู่ จู่ๆ ก็มีเงาคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดข้างนางอย่างคุ้นเคย
“คุณหนูสี่สกุลเจียง ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าที่นี่วันนี้”
น้ำเสียงนั้นค่อนข้างรื่นเริง
เหยาอวี้หันไปมอง ก่อนจะเห็นเขาสวมชุดผ้าแพรหรูหรา สีอ่อนสะอาดตา เนื้อผ้าลื่นเงา ปักลายละเอียดที่ชายแขนและสาบเสื้อ เข็มขัดหยกประดับเอวดูมีราคา เครื่องแต่งกายทั้งชุดบ่งบอกฐานะของเจ้าของอย่างชัดเจน กำลังยืนยิ้มกว้างอยู่ข้างนาง
ใช่แล้ว
ผู้ที่มาใหม่คือ เซี่ยจวิ้นเหอ นายน้อยสกุลเซี่ย
คนที่สามารถใส่ชุดเช่นนี้มาเดินลอยไปลอยมาในท่าเรือได้ก็มีแต่เขานี่แหละ
เหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบ
“คุณชายเซี่ย วันนี้ท่านก็มาท่าเรือหรือเจ้าคะ”
เซี่ยจวิ้นเหอยิ้มอย่างสบายๆ
“ข้าย่อมต้องมาอยู่แล้ว ว่าแต่เจ้าเถอะ มิใช่ว่าเจอของดีแล้วไม่บอกข้าหรอกนะ”
จมูกดีจริงๆ
เหยาอวี้ไม่ได้ตอบ เพียงแขวะเขาในใจ
ขณะเดียวกัน เซี่ยจวิ้นเหอก็หันไปมองฮาซัน
เขายกมือขึ้นทักทาย พร้อมกล่าวคำทักที่เขาพอจำได้
“ไฮ ฮาซัน~”
ฮาซันกลับยิ้มกว้างทันที
“อา! คุณชายเซี่ย!~”
พ่อค้าทางทะเลใต้ดูยินดีอย่างชัดเจน
สำหรับเขาแล้ว เซี่ยจวิ้นเหอถือเป็นลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่ง
ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อย แม้เซี่ยจวิ้นเหอจะพูดภาษาของพวกเขาได้เพียงไม่กี่คำ แต่ก็ยังทักทายกันอย่างเป็นมิตร หลักๆ ยังคงเป็นเหยาอวี้ช่วยแปลให้แบบไม่คิดเงินเพิ่ม เพราะถือว่าตัวเองก็ใช้โอกาสจากความสัมพันของพวกเขา
เหยาอวี้ยืนอยู่ระหว่างพ่อค้าชาวต่างชาติและนายน้อยสกุลเซี่ย สนทนาไปมาอย่างเป็นธรรมชาติ
เจียงมู่ไป๋ยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่แววตากลับเย็นลงเล็กน้อย
อาไฉที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบเหลือบมองเจ้านายของตนอย่างระมัดระวัง
บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะคึกคัก เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
แต่สำหรับเจียงมู่ไป๋แล้ว
กลับรู้สึก…ไม่สบอารมณ์นัก