LNCrawler

ตอนที่ 91

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 91

ตอนที่ 91


 

เจียงมู่ไป๋เดินเข้าไปหาเหยาอวี้สีหน้าเรียบเฉย

“พี่รอง” เหยาอวี้หันไปยิ้มให้ชายหนุ่ม

กลับเป็นเซี่ยจวิ้นเหอที่ขมวดคิ้ว เพราะไม่คิดว่าคนอย่างเจียงมู่ไป๋จะแข็งแรงขนาดออกมาเดินรับลมทะเลที่ท่าเรือเหออันได้ แม้ว่าก่อนหน้าเขาจะมีเดินทางไปดูร้านค้าที่ต่างเมือง แต่ก็มักจะเป็นตำบลใกล้ๆ เช่น ชิงเฟิงมากกว่า แต่การมาที่ท่าเรือแห่งนี้นับว่าไม่เคยพบ

แล้วไม่ใช่ว่าข่าวล่าสุดหมอนี่กำลังป่วยปางตายรึ?

“คุณชายรองเจียง” เซี่ยจวิ้นเหอทักทายตามมารยาท เพราะถ้านับตามฐานะเขาคือผู้สืบทอดตระกูล แต่เจียงมู่ไป๋เป็นเพียงคุณชายของสกุลสาขาที่เป็นบุตรชายของลูกอนุเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ที่มีตำแหน่งเป็นอั้นโฉ่ว และถ้าหากสามารถหายป่วยไข้ขนาดออกมาเที่ยวเดินที่ท่าเรือได้ ก็ไม่แน่ว่าอนาคตของสกุลเจียงจะอยู่ในมือของคุณชายใหญ่เจียงเจ๋อหมินอย่างที่ทุกคนคาดคิด

ขณะที่เจียงมู่ไป๋มิได้สนใจใครเลย เพียงถามเด็กหญิงว่า “เจ้าจัดการธุระเรียบร้อยหรือยัง”

เหยาอวี้ฉีกยิ้มทันที “ตกลงเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ รอแค่เรื่องทำสัญญา”

เพราะนางใช้เงินทั้งเจ็ดร้อยตำลึงเงิน และหนึ่งร้อยตำลึงทอง คิดเป็นหนึ่งพันเจ็ดร้อยตำลึงเงินเพื่อสั่งซื้อพิมเสนดิบ

ต้องบอกว่าเหยาอวี้ได้ราคาที่ถูกกว่าที่คาดไว้มาก ฮาซันเองไม่ได้เสียดายผลึกไม้นี้นัก เดิมทีเขาก็ตั้งใจขนมันมาขายอยู่แล้ว แต่ตลอดการค้าขายที่ผ่านมาแทบไม่มีผู้ใดสนใจ ผลึกชนิดนี้วางทิ้งไว้นานก็ยิ่งแห้งหายไปเรื่อยๆ หลายครั้งเขาจึงเอาไปแจกเสียมากกว่า

เมื่อได้ยินว่าเด็กหญิงเคยซื้อของสิ่งนี้มาในราคาถูก ฮาซันก็ไม่แปลกใจนัก แต่หากนางจะซื้อในปริมาณมาก เขาย่อมต้องคิดเรื่องพื้นที่บนเรือด้วย สุดท้ายจึงตั้งราคาให้เพียงกระสอบ[1]ละสามพันอีแปะเท่านั้น

เหยาอวี้ตกลงแทบจะในทันที เพราะเมื่อคำนวณจากเงินทุนที่เตรียมมา หนึ่งพันเจ็ดร้อยตำลึงเงิน นางจะได้พิมเสนดิบถึงห้าร้อยหกสิบหกกระสอบ

เมื่อเทียบกับที่เคยซื้อจากพ่อค้าแผงก่อนหน้าแล้ว ราคานี้ถูกกว่าถึงสี่ส่วน

ทว่าเรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

เมื่อฮาซันได้ยินว่านางลงทุนก้อนแรกเพียงหนึ่งพันเจ็ดร้อยตำลึงเงิน เขาก็ยังใจดีเสนอว่าจะให้ผลึกไม้มากถึงหกร้อยกระสอบ เผื่อระหว่างขนส่งจะมีส่วนหนึ่งสูญหาย เพราะเขารู้ดีว่าผลึกประหลาดนี้มักจะค่อยๆ จางหายไปเอง

เหยาอวี้จึงบอกวิธีเก็บรักษาให้เขา ว่าควรเก็บอย่างไรเพื่อลดการหายไปของมัน ฮาซันพยักหน้ารับฟัง แต่ก็ยังยืนยันว่าจะให้หกร้อยกระสอบตามเดิม

เด็กหญิงย่อมยินดี

เพราะนางจำได้ดีว่าในตอนที่เคยเป็นล่ามให้เซี่ยจวิ้นเหอ นางช่วยฮาซันปิดการค้าครั้งหนึ่งที่มีมูลค่าเกือบแสนตำลึงเงิน

ดังนั้นของเพิ่มอีกไม่กี่กระสอบนี้ ฮาซันจึงให้มาเพราะเห็นแก่หน้าของนายน้อยเซี่ยนั่นเอง

ส้มหล่นครั้งนี้ของนาง ทำให้รู้สึกว่าเซี่ยจวิ้นเหอน่ามองขึ้นกว่าเดิมด้วย 


 

“เช่นนั้นผลึกที่เจ้าสั่งไว้ คงต้องรออีกระยะหนึ่ง เพราะเขายังต้องเดินเรือกลับไปที่บ้านเกิดข้าเพื่อเก็บเกี่ยว รวมทั้งใช้เวลาเดินทางกลับมาที่เหออันอีกครั้ง รวมแล้วราวสองเดือนจึงจะส่งของได้~”

เด็กหญิงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนที่ทั้งสองจะร่ำลากันชั่วคราว เพราะฮาซันยังต้องจัดการสินค้าบนท่าเรือให้เรียบร้อย และเมื่อทุกอย่างเสร็จแล้วจึงค่อยกลับมาทำสัญญากันอีกครั้ง

เมื่อฮาซันเดินจากไป เซี่ยจวิ้นเหอก็แทรกทันที

“สรุปแล้วเจ้าทำการค้ากับเขาหรือ”

คำถามนั้นทำให้เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย นางรู้ดีว่าชายหนุ่มคงอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ แต่ก็จำต้องตอบเพียงสั้นๆ

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าสั่งซื้อของจากเขา”

เซี่ยจวิ้นเหอพยักหน้าเหมือนเข้าใจดีว่าคงถามต่อไม่ได้ ทั้งเขายังถือว่าเคยแย่งนำเข้ากระเทียมของนางมาด้วย ต่อให้อยากรู้ว่าสินค้าใหม่ที่นางสนใจคืออะไร ก็ไม่คิดจะถามตรงๆ จึงเปลี่ยนไปถามอีกเรื่องแทน

“แล้วเจ้ามีคนช่วยจัดการเรื่องเอกสารสัญญาหรือยัง”

เขาอธิบายต่อว่า การค้ากับเรือสินค้าจำเป็นต้องมีใบจองสินค้าและเอกสารยืนยันต่างๆ ไว้ก่อน

เหยาอวี้ส่ายหน้า

“ยังเลยเจ้าค่ะ ฮาซันบอกว่ารอเขาจัดการสินค้าพวกนี้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาเขียนสัญญาอีกที”

เซี่ยจวิ้นเหอได้ยินก็เหมือนจะคึกคักขึ้นทันที

“เช่นนั้นมาทำที่เรือนน้ำชาของข้าดีหรือไม่” เขาพูดพลางยิ้ม “แม้ว่าเจ้าจะไว้ใจฮาซัน แต่หากมีข้าเป็นคนกลางและเป็นพยานให้ ก็ย่อมดีกว่า”

คำพูดนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋ที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นทันที

“ไม่กล้ารบกวนเวลาของคุณชายเซี่ยหรอกขอรับ”

เซี่ยจวิ้นเหอหันมามอง ก่อนจะเหยียดยิ้มเล็กน้อย

“จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร” เขาพูดเน้นถ้อยคำอย่างจงใจ “ข้ากับน้องสี่ของท่านสนิทสนมกันดี นี่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”

คำว่า น้องสี่ และ สนิทกัน ถูกเน้นเสียงอย่างชัดเจน

ในใจของเซี่ยจวิ้นเหออดแค่นเสียงไม่ได้

อย่าคิดนะว่าเขาไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มนี่กำลังหวงก้างน้องสาวที่ไม่มีความสัมพันทางสายเลือดสักหยด แต่ก็เพราะรู้ว่าแท้จริงแล้วเหยาอวี้เกือบจะเป็นภรรยาผูกดวงของเจียงมู่ไป๋ เขายิ่งหงุดหงิด

หึ…ถ้าไม่ใช่เพราะปัญหาวุ่นวายเรื่องสุขภาพของเจ้า เหยาอวี้น้อยของข้าจะต้องมาตกอยู่ในสภาวะลำบากเช่นนี้หรือ

ดีที่ยังรู้ตัวไม่ให้นางอยู่ในฐานะภรรยาผูกดวงเสริมชะตา แต่เป็นคุณหนูสี่แทน

เหยาอวี้ที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดระหว่างทั้งสอง กลัวพี่ชายจะทำลายเรื่องดีๆ ของนางเพราะนิสัยสันโดษของเขา รีบเข้ามาไกล่เกลี่ยทันที

“ได้ๆ เจ้าค่ะ หากมีท่านช่วยรับรองก็ดีเหมือนกัน”

นางพูดพลางแอบเข้าไปกระตุกชายเสื้อของเจียงมู่ไป๋เบาๆ เพื่อขอร้อง เพราะนางต้องการพิมเสนดิบจริงๆ

เซี่ยจวิ้นเหอเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้นทันที เลิกคิ้วอย่างถือดี

“แน่นอนสิ ข้าย่อมช่วยเจ้าอยู่แล้ว…เช่นนั้นเมื่อฮาซันจัดการของเสร็จ พรุ่งนี้ให้เขามาพบที่เรือนน้ำชาของข้าดีหรือไม่ เขาคงอยู่ที่เหออันอีกระยะหนึ่ง”

เหยาอวี้พยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านมาก”

เจียงมู่ไป๋แม้จะยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็รู้ดีว่านางให้ความสำคัญกับพิมเสนดิบนี้มาก สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนมากนัก แต่ในแววตากลับนิ่งลงเล็กน้อย เขาไม่ได้กล่าวอะไร เพียงยกชายเสื้อที่เด็กหญิงกำลังดึงไว้เบาๆ แล้วค่อยๆ คลายนิ้วมือเล็กนั้นออก

ทว่าแทนที่จะปล่อย เขากลับพลิกฝ่ามือมาจับมือนางไว้แทนอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะจูงเด็กหญิงเดินผ่านหน้าเซี่ยจวิ้นเหอไป

เหยาอวี้จึงทำได้เพียงหันกลับไปผงกศีรษะเล็กน้อย ถือเป็นการกล่าวลา แล้วรีบก้าวขาเล็กๆ ตามแรงจูงของชายหนุ่ม

เหยาอวี้ที่รับรู้ถึงความไม่พอใจของเขา จึงมิได้ดึงมือออก กลับกระชับมือเขาไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย คล้ายเอาใจโดยไม่รู้ตัว

คงเพราะอยู่ด้วยกันมาสักพัก จนนางเกือบลืมไปแล้วว่า

คุณชายรองสกุลเจียงผู้นี้…

แท้จริงแล้วเอาใจยากไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อถูกนางขัดใจตรงๆ เช่นนี้ ยังดีที่เขาไม่ทิ้งนางไว้เพียงเพราะนางไม่เชื่อฟัง

“พี่รอง…” เหยาอวี้เงยหน้ามองพลางเอ่ยเสียงอ่อน “ไว้ข้าจะทุบไหล่เอาใจท่านเจ้าค่ะ”

ดวงตาดอกท้อที่มองขึ้นมานั้นช่างเว้าวอนเต็มที

เจียงมู่ไป๋ได้ยินก็อดถอนหายใจไม่ได้

เฮ้อ…แล้วแบบนี้เขาจะพูดสิ่งใดได้

ชายหนุ่มเพียงวนนิ้วโป้งเบาๆ ที่หลังมือนาง ราวกับปลอบใจ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบทว่าอ่อนโยน

“ความจริงเจ้าไม่จำเป็นต้องอาศัยเขา”

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย เงยหน้ามองเขา

“สกุลเจียงของเราแม้จะไม่ได้ติดต่อกับท่าเรือบ่อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอิทธิพล อีกทั้งเจ้ายังรู้จักพานกวนตู้”

เขาพูดอย่างสงบนุ่มนวล ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของอารมณ์ตำหนิ

“ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงสกุลเจียง กระทั่งสกุลเซี่ยก็ไม่นับเป็นตัวอันใด เมื่อเทียบกับอิทธิพลของพานกวนตู้ในท่าเรือเหออัน ดังนั้นจะไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดในท่าเรือที่จะกล้าไม่ให้ความสำคัญกับเอกสารสัญญาของเจ้า”

เหยาอวี้ฟังแล้วจึงเพิ่งรู้สึกตัว เป็นจริงอย่างที่เขาว่า ยามนี้นางมิใช่หลัวเหยาอวี้อีกต่อไป

แต่นางคือ เจียงเหยาอวี้

และไม่เพียงเท่านั้น นางยังเป็นเจียงเหยาอวี้ที่สนิทสนมกับจวนพานอีกด้วย

เด็กหญิงจึงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“พี่รองชี้แนะได้ถูกต้องเจ้าค่ะ”

นางเพิ่งตระหนักจริงๆ ว่า หากต้องติดค้างบุญคุณคุณชายเซี่ยเพราะเรื่องนี้ ผลกระทบคงไม่ได้ตกอยู่แค่ตัวนางเท่านั้น

เจียงมู่ไป๋เห็นนางเข้าใจได้รวดเร็ว ก็ย่อมไม่ถือสาอะไร

เขากล่าวต่ออย่างใจเย็น

“พ่อค้าผู้นั้นเพิ่งลงเรือเที่ยวนี้ อาจยังไม่รู้เรื่องเจ้ามากนัก แต่ไม่นานเขาก็จะรู้ว่าเจ้ารู้จักกับพานกวนตู้ …คนทำค้าขาย หากหูตาไม่ว่องไว ย่อมเติบโตลำบาก เขาอาจไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของเจ้า แต่เขาย่อมสนใจว่าเจ้าสนิทกับพานกวนตู้แน่นอน”

เขาพูดเพื่อให้นางสบายใจ

ข่าวลือหลายอย่างในเหออันแม้จะจางหายไปตามกาลเวลา แต่หากคิดสืบค้นก็ไม่ยาก เรื่องราวของนางในจวนเจียงย่อมมีจุดให้ผู้คนสงสัยมากมาย

ทว่าพวกพ่อค้าโพ้นทะเลไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นนัก

สิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาคือ พานกวนตู้

อย่าลืมว่าเอกสารการเดินเรือทุกฉบับที่เรือจะขอเข้าเทียบท่าเหออันได้ ล้วนต้องผ่านความยินยอมของพานเหยียนซูก่อนทั้งสิ้น

สิ่งที่เหยาอวี้ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยชื่อของเซี่ยจวิ้นเหอเลย

ดังนั้น ที่เขาไม่พอใจ

ไม่ใช่นาง

แต่เป็นเซี่ยจวิ้นเหอ

ชายผู้นั้นสมกับที่เกิดในตระกูลพ่อค้า ทั้งที่รู้ทุกอย่าง แต่ก็อาศัยจังหวะที่นางยังคิดไม่ทัน สร้างบุญคุณขึ้นมาเสียก่อน

เหยาอวี้ฟังแล้วหน้ามุ่ยเล็กน้อย

“แต่ข้าก็รับปากคุณชายเซี่ยไปแล้ว…”

นางลังเลก่อนจะพูดต่อ

“พรุ่งนี้อาจจะเตรียมของขวัญตอบแทนให้เขาสักหน่อย จะได้ไม่ติดค้างกัน พี่รองว่าดีหรือไม่เจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋ได้ยินก็รู้สึกทำหน้าไม่ถูกเล็กน้อย เมื่อนางต้องกังวลใจเพราะคนอื่น

“เดี๋ยวข้าเตรียมเอง” เขาพูดสั้นๆ

“แต่ว่า…”

“อวี้เอ๋อร์”

เสียงเรียกนั้นไม่ได้ดัง แต่ก็มีน้ำหนักพอให้เด็กหญิงหยุดคำพูดทันที

“เด็กดี”

เหยาอวี้ชะงัก

หาได้ยากยิ่งที่พี่รองผู้นี้จะดุนาง

ที่จริงนางแทบไม่เคยเห็นเขาดุใครเลยด้วยซ้ำ ส่วนมากจะเป็นอาการไม่สนใจและเฉยชาเป็นส่วนใหญ่

เหตุใดนางจึงกลายเป็นผู้โชคดีคนนั้นเสียได้

เด็กหญิงจึงย่นคอเล็กน้อย

เจียงมู่ไป๋เห็นท่าทีนั้น ดวงตาที่คมกริบก็อ่อนลงทันที

“เรื่องอื่นข้าล้วนฟังเจ้า” เขากล่าวเสียงนุ่ม “แต่เรื่องนี้ เจ้าต้องฟังข้า เข้าใจหรือไม่”

คราวนี้เหยาอวี้พยักหน้ารัวเหมือนไก่จิกข้าว

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

แล้วก็แอบแลบลิ้นเล็กน้อยอย่างพยศ

ฮื่อ…เจ้าหนุ่มนี่ดุเอาเรื่องอยู่เหมือนกันแหะ เอาเป็นว่าครั้งนี้นางยอมให้ก่อนก็แล้วกัน เชอะ

ความจริงแล้วเหยาอวี้เองก็ไม่ได้คิดจะรบกวนผู้ใดมากนัก แม้กระทั่งพานกวนตู้ก็ตาม

เพราะนางต้องการการค้าที่ยั่งยืน การต้องลดเลี้ยวหักศอกไปพึ่งพาอำนาจผู้ใดมากเกินไปนั้น สำหรับนางแล้วมันเหนื่อยเกินไป

เพียงแค่อาศัยชื่อของพานกวนตู้เพื่อไม่ให้ผู้คนเอาเปรียบก็พอ

ส่วนเรื่องเซี่ยจวิ้นเหอ ก็เพราะเขาเป็นฝ่ายเสนอเอง และในมุมมองของนางก็ไม่ได้เห็นว่ามีอะไรเสียหาย

เพียงแต่นางไม่ได้คิดลึกซึ้งเท่าเจียงมู่ไป๋เท่านั้น

เพราะถึงอย่างไร เหยาอวี้ก็ยังไม่อาจคิดเหมือนคนในยุคนี้ได้ทั้งหมด แม้จะมีความทรงจำและความรู้มากมาย

ความเข้าใจในโลกใบนี้ของนาง ก็ยังไม่เท่ากับชายหนุ่มผู้เติบโตมาในตระกูลใหญ่เช่นเจียงมู่ไป๋

ส่วนเจียงมู่ไป๋ แม้ดูเหมือนจะไม่มองนางแล้ว

แต่ทุกกิริยาของเด็กหญิง เขากลับเห็นหมด

สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ อย่างปลงตก

ชักจะคล้ายน้องสามเข้าไปทุกที…





 

[1] 1 กระสอบ = 100 จิน