LNCrawler

ตอนที่ 92

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 92

ตอนที่ 92


 

เหยาอวี้กับเจียงมู่ไป๋กำลังเดินกลับไปทางฝั่งเรือนตะวันตก เสียงฝีเท้าของทั้งสองค่อนข้างช้า เพราะเด็กหญิงยังคงพูดคุยกับชายหนุ่มเรื่องพิมเสนเป็นระยะ

ยังไม่ทันจะเลี้ยวเข้าลานเรือน ก็มีบ่าวหญิงชราผู้หนึ่งก้าวออกมาจากมุมทางเดิน ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว

นางโค้งคำนับอย่างสุภาพ ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างกดดันว่า

“คุณหนูสี่ ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกท่านให้ไปพบเจ้าค่ะ”

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย คิ้วเรียวเลิกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“เรียกข้าหรือเจ้าคะ”

บ่าวหญิงพยักหน้า “เจ้าค่ะ”

เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง สีหน้ามึนงงเล็กน้อย

ตามปกติแล้ว นางแทบไม่เคยไปมาหาสู่กับฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเจียงเลย และถึงแม้ยังไม่ได้แยกบ้านกันชัดเจน แต่สายสกุลรองของพวกเขาก็เป็นบุตรอนุที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ใคร่อยากพบหน้าอยู่แล้ว

ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงแทบเรียกได้ว่า น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง

ดังนั้นการที่อยู่ๆ ถูกเรียกตัวเช่นนี้ ย่อมทำให้นางงงไม่น้อย

เหยาอวี้ยังไม่ทันได้ตอบอะไร

เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของทางเดิน

“พี่รอง! น้องสี่!”

เจียงจื่อหรงวิ่งเข้ามาพร้อมสีหน้ากระเง้ากระงอด

“พวกท่านช่างดีนัก ออกไปข้างนอกกันสองคน ทิ้งข้าเฝ้าจวนอยู่คนเดียว”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ “พวกเราต้องออกจากเรือนตั้งแต่เช้ามืด จึงไม่ได้ชวนเจ้าค่ะ”

เด็กหญิงยิ้มเอาใจเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าการออกจากจวนของเจียงจื่อหรงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ฐานะของนางเป็นบุตรสาวคนโตของสายสกุลหลัก แม้ฮูหยินเจียงจะเป็นสตรีจิตใจดี แต่ก็มากด้วยมารยาทและแบบแผน นางจึงไม่ค่อยอยากให้บุตรสาวออกนอกจวนบ่อยนัก

ดังนั้นเหยาอวี้จึงยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนัดของวันพรุ่งนี้ออกไป

เด็กหญิงเหลือบมองเจียงมู่ไป๋ข้างตัว ดูเหมือนเขาก็ไม่มีความคิดจะพูดเรื่องนั้นเช่นกัน

หากเจียงจื่อหรงรู้ความคิดของเหยาอวี้เข้า คงพ่นไฟออกมาแน่

‘น้องสี่ เจ้าดูด้วยเถอะ เรื่องชวนข้าออกไปนั้นจะไปหวังพึ่งคนอย่างพี่รองได้หรือ…

หากเจ้าถามเขาจริงๆ พนันสิบหยิบหนึ่ง ข้าคงได้เฝ้าจวนไปจนตายแน่’

ระหว่างนั้น สายตาของเจียงจื่อหรงก็ไปสะดุดกับบ่าวหญิงชราที่กำลังยืนอยู่

“นั่นมิใช่บ่าวข้างตัวท่านย่าหรือ เจ้ามีเรื่องอันใด” นางถามอย่างสงสัย

บ่าวหญิงจึงกล่าวอีกครั้ง

“ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกคุณหนูสี่ไปพบเจ้าค่ะ”

เจียงจื่อหรงเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบทันที

“เช่นนั้นข้าไปด้วย”

ความจริงแล้ว เจียงจื่อหรงไม่ได้ชอบท่านย่าผู้นี้นัก

หญิงชราผู้นั้นทั้งเข้มงวด ทั้งเจ้าระเบียบ นิสัยของนางที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาย่อมไม่ค่อยลงรอยกับคนเช่นนั้นอยู่แล้ว

ทว่านางเป็นห่วงน้องสี่ ไม่รู้ท่านย่าจะเรียกน้องสี่ไปทำไม นางที่เป็นพี่สาวจึงไม่อาจใจเสาะได้

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เจียงจื่อหรงที่ปกติก็ไม่เคยจะอ่านสีหน้าใครออก ยังรู้สึกเป็นห่วงเหยาอวี้ได้

เจียงมู่ไป๋ที่ได้ยินคำว่า เรียก จากปากบ่าวชรา ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

น้ำเสียงของเขาเรียบสงบ

“ตั้งแต่ร่างกายข้าดีขึ้นก็ยังไม่ได้ไปคำนับฮูหยินผู้เฒ่า ในเมื่อท่านอยากเจอน้องสี่พอดี ก็ไปด้วยกันเลย”

เหยาอวี้หันมองเขาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ภายในใจมิได้กังวลอะไรด้วยซ้ำ เพียงไปตามมารยาท

ส่วนบ่าวหญิงชราผู้นั้น กลับรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง

เพราะนางรู้ดีว่าเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกเด็กหญิงไปนั้น…ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

เดิมทีตั้งใจจะเรียกเพียงคุณหนูสี่ไปคนเดียว

แต่ตอนนี้กลับมีทั้งคุณชายรองและคุณหนูสามตามไปด้วย

บ่าวหญิงชราจึงได้แต่ก้มหน้าอย่างลำบากใจ

ไม่รู้เหมือนกันว่า…

สถานการณ์ที่เจ้านายของตนต้องการนั้น จะยังเป็นไปตามที่หวังอยู่หรือไม่


 

“คารวะท่านย่าใหญ่ขอรับ” เจียงมู่ไป๋ยกหมัดชนฝ่ามือคารวะอย่างสำรวม เรียกชื่อตามลำดับอย่างให้เกียรติ

“หลานคารวะท่านย่าเจ้าค่ะ” เหยาอวี้กับเจียงจื่อหรงย่อตัวทำความเคารพพร้อมกัน

ฮูหยินผู้เฒ่านั่งบนเก้าอี้ในห้องโถงตำแหน่งประทาน มือถือลูกประคำอยู่หนึ่งข้าง กำลังมองหลานทั้งสามด้วยสายตาที่นิ่งลึกอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าของนางเรียบเฉยจนอ่านความคิดไม่ออก

ในอดีตนายท่านผู้เฒ่าของตระกูลต้องเดินทางค้าขายไปหลายเมือง กิจการผ้าไหมของสกุลเจียงมั่งคั่งมาหลายชั่วรุ่น เงินทองไม่เคยขาดมือ ดังนั้นในเรือนหลังจึงมีอนุอยู่ไม่น้อย

แต่ด้วยความเข้มงวดของฮูหยินผู้เฒ่า นางจึงสามารถควบคุมเรือนหลังไว้ได้อย่างอยู่หมัด

อนุส่วนใหญ่ล้วนเป็นบุตรสาวชาวบ้าน มิได้มีพื้นเพจากตระกูลใหญ่ จึงไม่ทันเล่ห์กลใดนัก

ส่วนใหญ่หากไม่แท้ง ก็ร่างกายอ่อนแอ ป่วยตายตั้งแต่ยังเด็ก

ผู้ที่รอดมาได้ก็มักเป็นบุตรสาว ซึ่งสุดท้ายนางก็หาคู่แต่งออกไปจากจวนเกือบหมด

มีเพียงเจียงอวี้เหิงเท่านั้น…

กว่านางจะรู้ว่าสามีมีบุตรกับสตรีนอกจวน ก็เป็นตอนที่เขาพาแม่ลูกคู่นั้นกลับมาอยู่ในจวนแล้ว

แต่เพราะบ้านรองรู้จักสงบเสงี่ยม ไม่เคยแสดงท่าทีแข็งข้อ นางจึงหาเรื่องอะไรไม่ได้

โชคดีที่มารดาของเด็กคนนั้นเสียชีวิตไปในช่วงโรคระบาดพอดี นางจึงไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรให้ยุ่งยาก

ทว่าเจียงมู่ไป๋…

ความสามารถของเด็กคนนี้ กลับกดข่มหลานชายคนโตของนางจนหมดสิ้น

เหตุใดจะตายแล้วก็ไม่ตายไปเสีย ยังต้องมีชีวิตอยู่เป็นมารหัวขนให้ขัดหูขัดตานางอยู่เช่นนี้

สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าเลื่อนผ่านเจียงมู่ไป๋และเจียงจื่อหรงไปโดยไม่ใส่ใจ ก่อนจะหยุดอยู่ที่เหยาอวี้

“เป็นสตรีออกจากจวนบ่อยๆ คนนอกจะเอาไปนินทาได้ว่าไม่งาม”

น้ำเสียงของนางไม่ดังนัก แต่แฝงความตำหนิชัดเจน อารมณ์ทั้งหมดถูกโถมใส่ตัวเด็กหญิง

เจียงจื่อหรงที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินก็ขมวดคิ้ว คิดจะเปิดปากพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดนั้นลงไป

เพราะกลัวว่าจะยิ่งสร้างปัญหาให้น้องสี่

ส่วนเจียงมู่ไป๋นั้น

แววตาของเขากลับลึกลงอย่างเห็นได้ชัด

เหยาอวี้เองก็ไม่เคยคิดอยู่แล้วว่าหญิงชราผู้นี้จะเรียกนางมาชมเชย

ดังนั้นเมื่อได้ยินคำตำหนิ นางจึงตอบเพียงสั้นๆ

“เจ้าค่ะ”

ไม่มีการโต้แย้ง

ไม่มีการอธิบาย

เพียงรับคำอย่างเรียบง่าย ประมาณว่าให้มันจบๆ ไป

ทว่าการตอบเช่นนี้กลับทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าทำหน้าไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง

เพราะนางเตรียมถ้อยคำตำหนิไว้มากมาย แต่กลับไม่มีช่องให้ใช้งาน

นางจึงเอ่ยต่อทันที

“ที่ข้าพูดก็เพื่อตัวเจ้าและเพื่อสกุลเจียง”

ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“การรับเด็กหญิงชาวบ้านเข้าสกุลนั้น เดิมทีก็ควรมีการอบรมให้มากกว่านี้”

“แต่เพราะข้าให้เกียรติบ้านรอง จึงมิได้เข้าไปยุ่งยาก”

จากนั้นสายตาของนางก็เย็นลงเล็กน้อย

“แต่หากที่นั่นเหนื่อยเกินไปจะอบรมเจ้า ก็ให้บ่าวข้างกายข้าไปช่วยสั่งสอนก็ได้”

เพียงประโยคเดียว

ทั้งกระทบบ้านรอง

และเหยียดชาติกำเนิดของเด็กหญิงอย่างไม่ปิดบัง

เจียงมู่ไป๋ไม่รอให้เหยาอวี้ต้องได้รับความเจ็บช้ำนาน เขาในฐานะรุ่นหลานที่เป็นพี่ใหญ่สุดของฝั่งตระกูลสาขา ย่อมมีสิทธิ์ที่จะกล่าวแทนทั้งเรือนฝั่งตะวันตกได้

“คงไม่ต้องให้ท่านย่าใหญ่เป็นกังวลขอรับ แท้จริงแล้วเหตุผลอันใดที่ให้นางรั้งอยู่ในจวนเรา ดูเหมือนว่าท่านปู่จะเข้าใจดี เพียงแค่เรื่องนี้นางก็มีเรื่องให้ทำไม่หยุด พูดไปหลานก็รู้สึกผิดนัก เพราะสุภาพของหลานทำให้ทั้งจวนต้องเป็นกังวล ความจริงต้องขอบคุณนางด้วยซ้ำ เพราะเพียงเดือนเดียวหลานก็รู้สึกว่าการสอบเซียงชื่อที่จะถึง อาจจะทำให้สกุลเจียงของเรามีจวี่เหรินเป็นคนแรกของตระกูลได้”

คำพูดนี้ไม่ต่างจากประกาศเกียรติคุณว่าการมีอยู่ของเหยาอวี้เพียงคนเดียวคือความสำเร็จของทั้งตระกูลแล้ว เพราะแม้ว่าสกุลเจียงจะมีเงินทองมากมายกระทั่งใช้ทั้งชาติไม่หมด แต่สิ่งที่เดียวไม่เคยได้รับเลย คือการยกระดับชนชั้นทางสังคม 


 

แม้ว่าจะถูกเรียกว่าตระกูลใหญ่ หรือจวนคหบดี แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงพ่อค้า ภาษีที่ถูกเรียกเก็บก็มากจนเหมือนการทำงานให้เปล่า หากไม่ใช่เพราะความสามารถทางการค้าที่ผู้นำตระกูลมีมาตลอด จึงยังประคองตระกูลมาถึงทุกวันนี้ได้

เจียงเจ๋อหมิ่นเป็นซิ่วไฉแล้วอย่างไร ตระกูลมีเงินขนาดนี้ การจะซื้อแนวข้อสอบในอำเภอย่อมไม่ยาก อีกทั้งนั้นก็เป็นเพียงขั้นแรกของการสอบขุนนาง แต่จวี่เหรินไม่เหมือนกัน นี่เป็นการสอบระดับมณฑล คณะกรรมการคุมสอบจะเป็นขุนนางส่วนกลาง ไม่ว่าอย่างไรอิทธิพลของสกุลเจียงย่อมไม่อาจยื่นมือยาวไปถึงได้

ดังนั้นการมีอั้นโฉ่ว ก็คือผู้ที่อยู่จุดสูงสุดในปิรามิดของซิ่วไฉด้วยกันแล้ว เพราะไม่ใช่แค่คะแนนอยู่ในระดับสูงของเชิงหยวนจนได้ระดับหลิ่นเชิง แต่เขาคืออันดับหนึ่งในกลุ่มหลิ่นเชิงด้วยกันเองอีกด้วย

นี่ย่อมสร้างทั้งความหวังและความปวดใจที่สุดให้กับนายท่านผู้เฒ่าอยู่แล้ว เมื่อรู้ว่าโอกาสต่อหน้า กลับต้องล้มลงเพราะอาการป่วยไข้ของเจียงมู่ไป๋

หญิงชราที่ได้ยินชายหนุ่มตอกย้ำเรื่องนี้ก็ถึงกลับรู้สึกรับไม่ได้ นี่เป็นเรื่องที่นางหวาดกลัวที่สุด แต่นางไม่อาจแสดงออกว่าไม่พอใจได้ เพราะรู้ดีว่านี่เป็นสิ่งที่สามีนางต้องการมาทั้งชีวิต ไม่ใช่แค่เขา ทุกคนในตระกูลก็ต้องการ หากแต่ว่าผู้ที่จะมีโอกาสคว้ามันได้ กลับไม่ใช่ผู้ที่มีเลือดเนื้อเดียวกับนาง!

อีกทั้งเจียงมู่ไป๋ยังใช้ชื่อสามีนางมาปิดปาก เพียงเท่านี้หากจะดึงตัวนังเด็กนี่มาใช้งาน ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้แล้ว เป็นนางที่ประมาทเกินไป ไม่คิดว่าคนที่ป่วยใกล้ตาย จะถูกเด็กหญิงแปดขวบรั้งชีวิตกลับมาได้จริงๆ

เจียงมู่ไป๋มองหญิงชราด้วยใบหน้าเรียบเฉย กระทั่งมารดาเขายังไม่อาจทำใจเห็นนางเหน็ดเหนื่อยด้วยซ้ำ ทั้งยังมอบของขวัญให้ไม่ขาด เรื่องต้มยาหากไม่ใช่ว่าเด็กหญิงยืนยันชัดเจนว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องปรับเทียบยาทุกวัน เฉียนซื่อย่อมไม่ให้เด็กหญิงต้องลำบากแน่นอน

แล้วตระกูลหลักจะอยากอบรมนาง? ไม่ทราบว่าผู้ใดให้ความกล้านี้แก่ท่านกัน