LNCrawler

ตอนที่ 93

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 93

ตอนที่ 93 


 

ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าที่แต่เดิมยังพอรักษาความเรียบเฉยไว้ได้เริ่มแข็งขึ้น คำพูดของเจียงมู่ไป๋เหมือนยกภูเขาลูกใหญ่ขึ้นมาทับนางไว้ตรงหน้า

หากยังดึงดันจะเอาตัวเด็กหญิงเสียเวลาอบรมกับตนต่อ ก็เท่ากับขัดความหวังที่สามีของนางเฝ้ารอคอยมาทั้งชีวิต

ดังนั้นนางจึงได้แต่กดความไม่พอใจลงชั่วครู่

ทว่าในใจกลับเดือดพล่าน

เด็กหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง…

เหตุใดจึงมีอิทธิพลถึงเพียงนี้ ไม่คิดเลยว่าแม้แต่เจียงมู่ไป๋ยังออกหน้าให้

นางมองเหยาอวี้อยู่นาน ก่อนเสียงเย็นเฉียบจะดังขึ้นอีกครั้ง

“ในเมื่อพวกเจ้าพูดเช่นนั้น ข้าก็ไม่อาจกล่าวอะไรได้” จากนั้นสายตาของนางก็เลื่อนมองเด็กหญิงอย่างช้าๆ “นางย่อมต้องช่วยรักษาเจ้าอยู่แล้ว”

หญิงชรากล่าวราวกับเป็นเรื่องสมควร

“เพราะไม่ว่าอย่างไร นางก็กินใช้ของในจวนเจียง”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องนิ่งลงเล็กน้อย

แต่หญิงชรายังกล่าวต่อ

“ลองคิดดูเถิด กินใช้ก็ของจวนเรา แซ่ก็แซ่เดียวกัน”

นางหรี่ตาลงเล็กน้อย

“แต่ยามนี้กลับแบ่งแยกกันนัก”

สายตาของฮูหยินผู้เฒ่ามองตรงไปที่เหยาอวี้

“ถึงขั้นคิดเงินกับคนในจวน”

เจียงจื่อหรงถึงกับขมวดคิ้วทันที เพราะนางยังไม่ทราบเรื่องที่บิดาซื้อพิเสนกับเหยาอวี้ในราคาสี่ร้อยตำลึง

ส่วนเหยาอวี้กลับยังยืนนิ่ง ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เสมือนว่าไม่ได้พูดของตน

ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงกล่าวต่ออย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ

“เงินทุกอีแปะก็ล้วนมาจากเบี้ยรายเดือนของจวน จึงได้มีทุนไปคิดค้นกลิ่นหอมอย่างพิมเสนขึ้นมาได้”

น้ำเสียงของนางเริ่มหนักขึ้น “แต่สุดท้ายของสิ่งนั้นกลับถูกนำมาขายให้บุตรชายของข้า”

“เท่านั้นยังไม่พอ”

นางกดลูกประคำด้วยนิ้วโป้งอย่างไม่พอใจ

“ยังไม่คิดจะมอบวิธีการผลิตกลิ่นนั้นให้กับจวนอีก”

จากนั้นนางจึงสรุปด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ข้าอยู่ในจวนนี้มาทั้งชีวิต ยังไม่เคยเห็นผู้ใดเนรคุณได้ถึงเพียงนี้”

คำพูดนั้นตกลงกลางห้องโถงอย่างหนักแน่น

ราวกับต้องการตัดสินเด็กหญิงตรงหน้าให้ชัดเจน

“ท่านย่า เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้”

เสียงที่เอ่ยขึ้นไม่ใช่เหยาอวี้ หากแต่เป็นเจียงจื่อหรง

น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แม้จะพยายามรักษามารยาท แต่ก็ยังแฝงความตกใจอยู่ไม่น้อย

ฮูหยินผู้เฒ่าเหลือบตามองหลานสาวคนโตของตน เจียงจื่อหรงไม่เคยโต้แย้งผู้ใหญ่ตรงๆ มาก่อน จึงทำให้นางเองก็ชะงักเล็กน้อย

เด็กสาวกัดริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ

“ท่านย่าพูดเช่นนี้…หลานฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจนัก”

คำพูดนั้นไม่ได้รุนแรง แต่ความจริงใจในน้ำเสียงกลับชัดเจน

มารดาของนางเคยบอกเสมอว่าน้องสี่ลำบากมาตั้งแต่เด็ก

และตั้งแต่นางย้ายเข้ามาอยู่ในจวน เจียงจื่อหรงก็เห็นกับตา

เด็กหญิงผู้นี้ไม่เคยอยู่นิ่งเลย

ต้องต้มยา ดูแลพี่รอง ไหนจะต้องคอยปรับเทียบยาต่างๆ บางครั้งก็ไปดูสมุนไพรที่ร้านด้วยตนเอง

ก่อนหน้านี้ยังออกไปทำงานกับคุณชายเซี่ย

ออกนอกจวนก็ไปรักษาฮูหยินพาน

แม้เจียงจื่อหรงจะยังไม่เข้าใจนักว่าท่านย่าหมายถึงอะไรกับคำว่า คิดเงินกับคนในจวน

แต่นางกลับเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่าเรื่องคงไม่ใช่อย่างที่กล่าวหา

หรือถึงแม้เหยาอวี้จะคิดเงินจริงๆ

แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า

เพียงแค่ค่ารักษาพี่รอง ค่าตำรับยา ค่าสมุนไพรที่ต้องใช้ในแต่ละปี ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้หมดเงินไปมากเท่าไรแล้ว

แล้วเหตุใดน้องสี่จะคิดไม่ได้

หากพี่รองถูกน้องสี่รักษาจนหายจริง นั่นแทบจะเป็นหนี้ชีวิตด้วยซ้ำ เงินเท่าไร…จึงจะใช้คืนได้หมด

ความคิดเหล่านี้ทำให้เจียงจื่อหรงรู้สึกแน่นในอกอย่างบอกไม่ถูก

นางเงยหน้ามองหญิงชราที่นั่งอยู่เบื้องบน

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า

ท่านย่าผู้นี้…ช่างแปลกหน้าเหลือเกิน

และในใจของเด็กสาว

ก็เกิดความผิดหวังขึ้นอย่างเงียบงัน

ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นสายตาที่เจียงจื่อหรงมองมา ก็รู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาทันที

นางอยู่ในเรือนใหญ่มาทั้งชีวิต สตรีรุ่นหลังล้วนก้มหน้าก้มตาฟังคำสั่ง ไม่มีผู้ใดกล้าสบสายตานางเช่นนี้มาก่อน

ยิ่งเป็นหลานสาวของตนเองด้วยแล้ว ยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่พอใจนัก

“หรงเอ๋อร์” เสียงของฮูหยินผู้เฒ่าเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด “เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

เจียงจื่อหรงชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่หลบสายตา

ฮูหยินผู้เฒ่าหมุนนิ้วที่ลูกประคำ

“ดูท่าช่วงนี้เจ้าจะปล่อยตัวเกินไปแล้ว”

นางกล่าวช้าๆ

“กลับไปคัดคัมภีร์กตัญญูให้ข้าสิบรอบ”

คำสั่งนั้นทำให้เจียงจื่อหรงเบิกตาเล็กน้อย

“ท่านย่า!”

เด็กสาวเผลออุทานออกมา

“เหตุใดหลานต้องคัดคัมภีร์กตัญญูด้วย”

ฮูหยินผู้เฒ่าหรี่ตาลง “เจ้ากล้ายอกย้อนผู้ใหญ่เช่นนี้ ยังไม่สมควรคัดอีกหรือ”

น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตำหนิ ยิ่งรู้สึกว่าไม่ควรให้หลานสาวผู้นี้สนิทกับคนเรือนฝั่งตะวันตกขึ้นไปอีก ทั้งยังตำหนิไปถึงสะใภ้ของตนที่ละเลยใจอ่อน

เจียงจื่อหรงเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าเริ่มแดงขึ้นด้วยความคับข้องใจ

“หลานมิได้ยอกย้อนท่านย่า” นางพูดตรงๆ “หลานเพียงรู้สึกว่าท่านย่ากล่าวกับน้องสี่ไม่เป็นธรรม”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้ง

ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องหลานสาวอย่างไม่อยากเชื่อ

“เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้?”

เจียงจื่อหรงสูดลมหายใจเล็กน้อย แม้จะรู้ว่ากำลังล้ำเส้น แต่ก็ยังฝืนกล่าวต่อ “น้องสี่ไม่ได้ทำอะไรผิด นางดูแลพี่รองมาตลอด”

“แล้วเหตุใดท่านย่าจึง…”

“พอ!”

ฮูหยินผู้เฒ่าตวาดขึ้นทันที สีหน้าของนางเย็นจัด “ข้าพูดคำเดียว เจ้ายังกล้าเถียงถึงสองคำ นี่หรือมารยาทของคุณหนูสามสกุลเจียง”

เจียงจื่อหรงกัดฟันแน่น ดวงตาเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมก้มศีรษะ “ถ้าการพูดความจริงถือว่าเสียมารยาท” นางกล่าวช้าๆ “เช่นนั้นหลานก็ไม่รู้จริงๆ ว่ามารยาทที่ท่านย่าต้องการเป็นเช่นไร”

คำพูดนั้นเหมือนโยนหินลงในน้ำที่นิ่งสงบ

แม้แต่บ่าวรับใช้รอบห้องก็ยังไม่กล้าหายใจแรง

“เจ้า! เจ้า!...” ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับพูดอะไรไม่ออกอยู่ค่อนวัน

ส่วนเหยาอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อดถอนใจเบาๆ ในใจไม่ได้

นางไม่คิดเลยว่า

เรื่องจะลุกลามมาถึงขั้นนี้

ความรู้สึกในใจไม่ได้โกรธหรือเสียใจด้วยซ้ำ หากจะพูดให้ตรงกว่านั้น นางกลับรู้สึกเบื่อหน่าย เสียมากกว่า

หากผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงหญิงชราธรรมดา นางคงไม่คิดจะใส่ใจแม้แต่น้อย ต่อให้ถูกตำหนิหรือดูถูกเพียงใด นางก็เพียงปล่อยให้ลมพัดผ่านไปเท่านั้น

แต่ปัญหาก็คือ

หญิงชราผู้นี้ไม่ใช่คนอื่น

นางคือ ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งสกุลเจียง

และที่สำคัญกว่านั้น

ยังเป็นย่าแท้ๆ ของเจียงจื่อหรงอีกด้วย

เหยาอวี้จึงไม่อาจทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ทั้งหมด

สายตาของนางเหลือบไปมองเจียงจื่อหรงที่ยืนอยู่ข้างหน้า

เด็กสาวกำลังกัดริมฝีปากแน่น สีหน้าแดงเรื่อด้วยความคับข้องใจ แต่ก็ยังฝืนยืนตรงอยู่เช่นนั้น

เหยาอวี้รู้ดี เจียงจื่อหรงเป็นคนอารมณ์ตรงไปตรงมา ไม่ค่อยเก็บความรู้สึกนัก หากปล่อยให้ทั้งสองเผชิญหน้ากันเช่นนี้ต่อไป มีแต่จะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย

“ข้าไม่เคยใช้เงินของจวนแม้แต่อีแปะเดียวเลยเจ้าค่ะ ทั้งยังไม่เคยคิดค่ารักษาผู้ใดในจวนนี้ไม่ว่าจะนายท่านผู้เฒ่า หรือพี่รองก็ตาม” 

เหยาอวี้พูดอย่างเย็นชาและกล่าวเน้นทุกพยางค์