ตอนที่ 94
ตอนที่ 94
ตอนที่ 94
นี่เป็นสิ่งที่นางตั้งใจไว้แต่แรกอยู่แล้ว ตอนรับมานางก็ไม่ได้ปฏิเสธให้วุ่นวาย เพียงเก็บทิ้งไว้ในหีบทั่วไปเท่านั้น รวมถึงของขวัญมากมายที่ได้รับ
ยกเว้นพวกของใช้ที่ต้องหมดไปอย่างหมึกกระดาษ ของพวกนี้นางมิได้จำกัดตนเองถึงเพียงนั้น อีกทั้งคนที่มอบให้ก็คือเจียงมู่ไป๋ นางจึงกล้าใช้อย่างไม่คิดมาก
เรื่องเงินและสิ่งของเป็นสิ่งที่นางคิดแบ่งแยกอย่างที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวจริงๆ เพียงแค่คนละความหมายกับที่นางเข้าใจ เพราะเหยาอวี้สบายใจที่จะใช้เงินส่วนตัวของตนมากกว่า และก็ใช่ว่านางจะไม่มีเงิน
แต่เรื่องกินข้าวในจวนนั่นก็เป็นยากจะแบ่งแยกจริงๆ
เฮ้อ อาศัยจวนเขาอยู่มันก็มีเรื่องจุกจิกเช่นนี้แล
ดังนั้นนางจึงไม่เคยคิดจะอยู่ถาวรอยู่แล้ว
ทว่าคำพูดนี้ประโยคเดียว ทำทั้งสามคนแตกตื่นทันที
เจียงจื่อหรงยิ่งสงสารน้องสี่ของนางขึ้นไปอีก เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูล เลยไม่กล้าใช้เงิน
ฮูหยินผู้เฒ่านั้นใบหน้าแทบจะเก็บกลับไม่ได้เลย รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงไป เพราะกลายเป็นว่าคำพูดนั้นทั้งหมดย้อนเข้าหาตัว เพราะหากเหยาอวี้ใช้จริง ยังพอเอามากล่าวอ้างยกยอตนได้ แต่ในเมื่อเหยาอวี้ไม่ได้ใช้เลย นี่หมายถึงอะไร…
มันหมายถึงความใจแคบ และละโมบอยากได้ของผู้อื่นของนางอย่างไรเล่า
ส่วนเจียงมู่ไป๋นั้นถึงกับรู้สึกขมขื่นขึ้นมา …เพราะลึกๆ เขารู้แต่แรกแล้วว่าเด็กหญิงไม่แยแสสกุลเจียงจริงๆ กระทั่งเบี้ยไม่กี่ตำลึงยังไม่ใช้
และเพราะแบบนั้น เขาจึงมีความรู้สึกที่อยากทำลายคนขึ้นมา…
“จะ-เจ้า…จะเป็นไปได้อย่างไร” ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับคิดคำไม่ออก รู้สึกอับอายจนกล่าวไม่ถูกจริงๆ
“ไว้ข้าจะให้บ่าวส่งเบี้ยทั้งหมดมาคืนนะเจ้าคะ” เหยาอวี้บอกอย่างสงบ สีหน้าราบเรียบ ไม่ยิ่งดียิ่งร้ายกับอะไรทั้งสิ้น เสมือนว่าคุยกับคนทั่วไปเท่านั้น ก่อนจะพูดต่อว่า “พี่สามท่านขออภัยท่านย่าของท่านเถิด แต่เดิมนี่ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะท่านย่าของท่านคิดว่าข้าใช้เงินของจวน มิควรเป็นประเด็นให้เอามาเป็นอารมณ์เลยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงยื่นมือไปจับเด็กสาวที่จริงใจกับนางเสมอมาด้วยความอ่อนโยน กระทั่งคำที่เรียกใช้ก็ชัดเจน และแต่ละคำล้วนคิดไว้ดีแล้ว
ท่านย่าของท่าน…
เอามาเป็นอารมณ์…
ใช่…แต่เดิมเหยาอวี้ก็เป็นคิดคนเล็กคิดน้อยและชอบแบ่งแยกเช่นนี้แหละ
ความโดดเดี่ยวของอัจฉริยะเป็นเรื่องที่อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นไม่ว่าจะชาติภพไหน
มีผู้ใดบ้างที่ไม่อยากอาศัยความสามารถของนางเพื่อความปราถนาของตน ตอนอยู่ที่บ้านสกุลหลัว นางเลยไม่เคยคิดจะเปิดเผยความสามารถของตน
ดังนั้น นี่เป็นสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวถูกแล้ว และในเมื่อรู้แล้วว่านางอยากแบ่งแยก เช่นนั้นนางก็จะทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“ฮูหยินผู้เฒ่า!” บ่าวหญิงคนหนึ่งร้องลั่น พลางรีบเข้าประคองร่างที่เริ่มเอนของหญิงชราไว้
อีกคนก็หันไปตะโกนลนลาน
“เร็ว! เอา ตลับหอมพิมเสน มาเร็ว!”
เสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้วิ่งวุ่นไปทั่วห้องทันที
เหยาอวี้ที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นอย่างนิ่งเฉย นางไม่ได้พูดอะไร เพียงก้าวเข้าไปใกล้แล้ววางปลายนิ้วลงบนข้อมือของฮูหยินผู้เฒ่า
จับชีพจรอยู่เพียงครู่เดียว
ก่อนจะปล่อยมือออกอย่างเงียบๆ
ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม
ส่วนเจียงมู่ไป๋ที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้านข้าง
กลับรู้สึกสมเพชหญิงชราผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก แม้กระทั่งในยามฉุกเฉิน ของที่ช่วยบรรเทาอาการนางได้ ยังเป็นสิ่งที่เด็กหญิงผู้นี้ทำขึ้นมาเอง
หากไม่ใช่เพราะราชสำนักยึดหลักกตัญญูเป็นใหญ่
เขาคงริบเก็บตลับหอมนั่นไปแล้ว
หญิงชราผู้นี้…
มีสิทธิ์อันใดมาใช้ของของเด็กหญิงกัน
ดวงตาของชายหนุ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างสุภาพ
“ดูท่าฮูหยินผู้เฒ่าเจียงจะไม่ใคร่สะดวกนัก” น้ำเสียงเรียบสงบจนแทบไร้อารมณ์ “เช่นนั้น ผู้เยาว์ทั้งหลายขอตัวขอลา”
พูดจบ เขาก็ยื่นมือไปจับมือเหยาอวี้ไว้ ก่อนจะจูงเด็กหญิงเดินออกจากห้องทันที
เหยาอวี้เงยหน้ามองพี่รองไม่ได้ขัดขืน เพียงเดินตามไปเงียบๆ รีบรู้ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขา
ด้านหลังยังคงมีเสียงบ่าวรับใช้เรียกกันวุ่นวายไม่หยุด
เจียงจื่อหรงเห็นดังนั้นก็รีบย่อตัวคารวะลวกๆ “หลานขอลาก่อนเจ้าค่ะ”
แล้วรีบวิ่งตามทั้งสองออกไป
เพิ่งจะเดินมาได้ไม่ไกล
ก็มีเสียงบ่าวเรียกตามหลัง
“คุณหนูสาม! ฮูหยินเรียกเจ้าค่ะ!”
เจียงจื่อหรงชะงักทันที สีหน้าของนางลังเลอย่างเห็นได้ชัด
เหยาอวี้จึงหันมายิ้มบางๆ ให้ ดึงมืออกจากชายหนุ่มแล้วมากุมมือเจียงจื่อหรง
“ท่านไปหาฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ อย่างน้อยข้ามีท่านช่วยแก้ต่างให้ ฮูหยินจะได้ไม่ต้องไปฟังจากผู้อื่น”
เจียงจื่อหรงได้ยินดังนั้นก็ตาโตขึ้นทันที
“จริงด้วย!”
นางพยักหน้ารัวๆ
“เดี๋ยวข้าจะรีบไปเล่าความจริงให้ท่านแม่ฟัง”
เด็กสาวที่เดิมยังเป็นห่วงน้องสี่อยู่ พอคิดได้ว่าหากปล่อยไว้ อาจมีคนใส่ความเรื่องเมื่อครู่ให้มารดาของตนฟัง ก็รีบหันหลังวิ่งกลับไปทันที
“ข้าไปก่อนนะ!”
เหยาอวี้พยักหน้าให้
มองแผ่นหลังของพี่สามที่รีบวิ่งจากไป
ลานทางเดินจึงเหลือเพียงนางกับเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง
“ทำให้เจ้าต้องเสียเปรียบแล้ว” เจียงมู่ไป๋กล่าวขึ้นเบาๆ ขณะทั้งสองเดินไปตามทางเดินที่เงียบลง
เหยาอวี้ส่ายหน้าเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” นางตอบเรียบๆ “ถึงอย่างไรตอนนี้พวกข้าก็อาศัยอยู่ในจวนของท่าน”
เด็กหญิงหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่ออย่างสงบ
“ไว้รอให้ท่านหายดีแล้ว พวกข้าค่อยจากไปเจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ฝีเท้าของเจียงมู่ไป๋ชะงักลงเล็กน้อย แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้ย่อมเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินมันออกจากปากของนางจริงๆ ก็รู้สึกไม่ยินยอมอยู่ดี
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเดินต่อ
ความจริงแล้วเขารู้อยู่แก่ใจ เด็กหญิงผู้นี้ไม่เคยคิดจะยึดติดกับสกุลเจียงเลย หากไม่ใช่เพราะสถานการณ์พาไป วันนี้จึงได้มีนางอยู่ที่นี่
แต่หญิงชราผู้นั้นกับโง่เขลาเบาปัญญาสร้างเรื่องมาถึงขั้นนี้
แล้วต่อไปเขาจะมีสิ่งใดไปผูกมัดนางได้กัน
เซี่ยจวิ้นเหอกล้าเอาสถานะในท่าเรือ สร้างโอกาสให้นางติดค้างบุญคุณได้หนึ่งครั้ง
แต่เขา…
กลับทำไม่ได้
และที่สำคัญ
เขา… ไม่กล้าทำ
เจียงมู่ไป๋เงยหน้ามองทางเดินข้างหน้า สีหน้ากลับมาเรียบสงบเหมือนเดิม ราวกับความคิดทั้งหมดนั้นไม่เคยผ่านเข้ามาเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างนั้นมีพ่อบ้านสกุลเจียงก็เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน “คุณชายรอง คุณหนูสี่ นายท่านผู้เฒ่าเชิญให้ไปพบขอรับ”
เหยาอวี้ที่เพิ่งหงุดหงิดจากโถงเรือนหลักของฮูหยินผู้เฒ่ามาย่อมไม่อยากมารับมือกับใครหรืออะไรอีกแล้ว ขณะที่กำลังจะหาข้ออ้างปฏิเสธ เจียงมู่ไป๋กลับพูดขึ้นว่า “ได้ นำทาง”
ก่อนจะยกมือขึ้นลูบศีรษะน้อยๆ ของนางอย่างอ่อนโยน “ไปเถอะ ให้ท่านปู่แก้แค้นให้เจ้า” หาได้ยากนักที่ชายหนุ่มจะพูดจาทีเล่นทีจริงเช่นนี้
เหยาอวี้มองดวงตาเจ้าเล่ห์ของเขาอย่างไม่ได้สติ ก่อนจะได้ยินเสียงของตนกล่าวไปว่า “เจ้าค่ะ”