LNCrawler

ตอนที่ 95

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 95

ตอนที่ 95


 

บ่าวผู้นั้นนำทางทั้งสองผ่านลานหลายชั้นไปยังเรือนใหญ่หลังหนึ่ง บริเวณนี้เงียบสงบกว่าฝั่งอื่นของจวนอย่างเห็นได้ชัด ต้นสนและต้นไผ่ปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทาง ลมพัดผ่านทำให้เกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ บรรยากาศสงบขรึมสมกับเป็นที่พำนักของผู้เฒ่าประจำตระกูล

นี่คือเรือนของ ผู้เฒ่าเจียง

บ่าวเปิดม่านประตูให้ ทั้งสองก้าวเข้าไปด้านใน

นายท่านผู้เฒ่านั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้กว้างกลางห้อง โครงหน้าของชายชราคมเข้มแม้อายุจะมากแล้ว สายตายังคงเฉียบคมเหมือนคนที่ผ่านโลกการค้าทั้งชีวิต

เจียงมู่ไป๋ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะยกหมัดชนฝ่ามือคารวะ

“คารวะท่านปู่ขอรับ”

เหยาอวี้ก็ย่อตัวตาม

“คารวะนายท่านผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”

ชายชรามองหลานชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะสว่างขึ้นเล็กน้อย

สีหน้าของเจียงมู่ไป๋วันนี้ดูดีขึ้นกว่าที่เคยเห็นมาหลายปี  ทั้งยังแข็งแรงจนสามารถออกไปข้างนอกได้ กลับมาก็ไม่มีอาการเหนื่อยล้า ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่แค่ข่าวลือ

เขาถามทันที

“ร่างกายเจ้าดูดีขึ้นมาก”

จากนั้นก็ถามต่อโดยไม่อ้อมค้อม เพราะนึกถึงคำพูดที่คนมาเล่าล่าสุด จึงอดไม่ได้ที่จะต้องออกหน้าเชิญพวกนางมา

“เจ้าคิดว่า…จะเข้าสอบเซียงชื่อที่กำลังจะถึงนี้ได้หรือไม่”

เจียงมู่ไป๋ตอบอย่างสงบ

“เข้าสอบได้ขอรับ”

เพียงประโยคเดียว

ชายชราที่ผ่านโลกมานานก็แทบหลั่งน้ำตาออกมา เขาหันไปมองเหยาอวี้ สีหน้าอ่อนโยนลงทันที ก่อนที่ความคิดอีกเรื่องจะผุดขึ้นมาในหัว

เรื่องที่เพิ่งได้ยินจากคนของเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าของตน สีหน้าของชายชรากลับมาเย็นลงเล็กน้อย

“ยังคงเป็นสตรีผมยาวความรู้ตื้นเขินจริงๆ”

เขาพูดออกมาเบาๆ อย่างไม่ปิดบัง จากนั้นก็สั่งบ่าวทันที “ไปบอกที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่าสุขภาพไม่ดี ข้าได้ยินมาว่าหากจิตใจเข้มแข็ง ร่างกายก็จะดีตาม”

“เช่นนั้นให้นางอยู่สวดมนต์ไหว้พระในเรือนหนึ่งเดือน เพื่อขัดเกลาจิตใจเสีย”

บ่าวรับคำแล้วรีบถอยออกไป โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน เพราะเขารู้แต่แรกแล้วว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ แต่เดิมนายท่านผู้เฒ่าก็อดทนต่อหญิงชราผู้นั้นมานาน มีเพียงเรื่องสุภาพของเจียงมู่ไป๋เท่านั้นที่ไม่อาจยอมปล่อยผ่านไปได้

ชายชรากล่าวเสร็จก็หันกลับมามองเหยาอวี้อีกครั้ง สีหน้าดูอึดอัดเล็กน้อย

ยิ่งนึกถึงคำพูดที่เด็กหญิงกล่าวในโถงเรือนนั้นแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ

ยายแก่น่าตายนัก…

เขาอุตส่าห์พยายามลืมเรื่องที่กระอักเลือดจนหมดสตินั่นไปแล้ว

แถมยังโชคดีที่เด็กหญิงผู้นี้มาช่วยรักษาหลานชายของเขา

แต่กับเบี้ยเลี้ยงไม่กี่ตำลึง

นางยังกล้าเอามาเป็นบุญคุณ

คิดมาถึงตรงนี้ ชายชราก็โบกมือเรียกบ่าว

“เอาตั๋วเงินมา”

ไม่นานบ่าวก็ยกห่อเอกสารหนามาปึกหนึ่งข้างในเป็นตั๋วเงินมีสัญลักษณ์ของหอเงินทงหยวน ชายชราหยิบขึ้นมาแล้ววางลงตรงหน้าเหยาอวี้

“รับไว้เถิด”

เหยาอวี้รีบถอยครึ่งก้าว

“ข้าไม่กล้ารับหรอกเจ้าค่ะ”

ชายชราจึงพูดขึ้นทันที

“นี่มิใช่เบี้ยเลี้ยง ไม่เกี่ยวกับจวน”

“คิดเสียว่าเป็น ค่ารักษา ก็แล้วกัน”

เขาแสร้งหัวเราะเบาๆ เสมือนไม่คิดมาก แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บใจ คราวนี้ต่อไปหากคนในจวนจะเชิญนางมารักษา คงต้องจ่ายเงินอย่างแน่นอน แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ จากสิ่งที่นางกล่าวเรื่องคืนเบี้ยเลี้ยง เพียงเท่านั้นเขาก็รู้แล้วว่าเด็กหญิงเป็นคนเช่นไร แล้วแบบนี้จะนิ่งเฉยได้อย่างไร จึงต้องรีบไล่คนให้ไปรีบเชิญนางมา

“เป็นข้าที่เลอะเลือนเอง ลืมคิดเรื่องนี้ไป”

ชีวิตของเขามีค่าเท่าใดกัน

ไหนจะชีวิตของ ว่าที่จวี่เหริน อีกหนึ่งคน

พอคิดเช่นนี้แล้ว เงินปึกนี้ก็จำต้องเสียไป

ยิ่งคิดก็ยิ่งรังเกียจเมียเอกผู้นั้นขึ้นมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่านางเป็นคนขี้อิจฉา เพียงแต่เพราะนางมาจากตระกูลขุนนาง เขาจึงไม่อยากให้เรื่องบานปลาย

เงินที่ให้มาก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว แต่เจียงมู่ไป๋กลับเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย “ถ้าต้องจ่ายค่ารักษาจริงๆ …ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของพวกเราปู่หลานจะมีค่าเท่าไหร่นะขอรับ”

ชายชรามือสั่นเล็กน้อย เขามองหลานชายอย่างลังเล

“เจ้าคิดว่า…การสอบครั้งนี้จะยากหรือไม่”

เจียงมู่ไป๋ตอบอย่างสงบ “หากร่างกายพร้อมเข้าสอบ…หลานก็จะทำให้เต็มที่ขอรับ”

หลานชายผู้นี้ของเขามิใช่คนโอ้อวด แต่ขนาดตำแหน่งอั้นโฉ่วยังคว้ามาได้ จวี่เหริน จะไปยากอันใด

เพียงเท่านั้น

นายท่านผู้เฒ่าก็ตบโต๊ะทันที

“เอาตั๋วเงินมาเพิ่ม!”

บ่าวรีบวิ่งไปหยิบเพิ่มอีกถึงสองชุด

จากเดิม หนึ่งหมื่นตำลึง

กลายเป็น สามหมื่นตำลึง

ไม่สิ…ตั้งเริ่มแต่แรก ก็คือ จากเบี้ยเลี้ยงไม่กี่สิบตำลึง กลายเป็นสามหมื่นตำลึง!!

เหยาอวี้มองตั๋วเงินกองนั้นแล้วคิดในใจ

เหอเหอ…

บางครั้ง

การได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจสักหน่อย

ก็ไม่ได้ถือว่าเสียหายอะไรเลย

ส่วนเจียงมู่ไป๋ที่เพิ่งช่วยเด็กหญิง ไถเงินจากจวนเจียงสำเร็จ ก็ได้แต่รู้สึกพึงพอใจอยู่ในใจ

ยิ่งเมื่อเห็นสีหน้าที่ดีขึ้นของเด็กหญิง

เขาก็คิดขึ้นมาเงียบๆ

ต่อไปคงต้องขยันหาเงินให้มากกว่านี้


 

นายท่านเจียงกลับมาถึงจวนด้วยอารมณ์ที่ดีผิดปกติ

ผ้าผืนที่นำพิมเสนไปทดลองอบไว้ในโรงทอ เมื่อเปิดออก กลิ่นหอมเย็นสดชื่นก็ลอยขึ้นทันที กลิ่นนั้นไม่ฉุน ไม่เหม็นเลย หากแต่สะอาดและโปร่งสบาย ราวกับสายลมผ่านป่าสนหลังฝนตก

นายท่านเจียงถึงกับยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

พิมเสนที่เด็กหญิงผู้นั้นนำมา…ช่างใช้ได้จริงๆ

ทว่าเมื่อเขากลับเข้าจวน และได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโถงเรือนของมารดา รอยยิ้มก็หายไปทันที

ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาว

“มารดาข้า…เลอะเลือนแล้วจริงๆ”

เขาไม่ได้กล่าวโทษเสียงดัง เพียงพูดออกมาช้าๆ เหมือนคนที่รู้สึกเหนื่อยใจมากกว่าโกรธเคือง หลังนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง นายท่านเจียงก็เรียกบ่าวเข้ามา

“เอาตั๋วเงินไปเพิ่มอีก”

บ่าวรับคำอย่างรวดเร็ว

เขากล่าวต่ออย่างเด็ดขาด

“บอกไปว่าเป็นการแสดงความกตัญญูของข้า ที่บิดาได้รับการรักษาจากนาง”

คำสั่งนั้นถูกส่งออกไปทันที

อีกด้านหนึ่ง

เจียงเจ๋อหมินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ฟังทุกอย่างก็รู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ เงินจำนวนมากถูกส่งไปให้เด็กหญิงเพียงคนเดียว ทว่าถึงจะไม่พอใจ เขาก็ทำอะไรไม่ได้ บิดาของเขาเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดเสมอ สิ่งใดที่เขาตัดสินใจแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนได้

นายท่านเจียงหันมามองบุตรชาย

“อีกเรื่องหนึ่ง” เสียงของเขานิ่งลง “หากเจียงมู่ไป๋สามารถเข้าสอบได้จริงๆ เจ้าก็ต้องสอบเช่นกัน”

เจียงเจ๋อหมินชะงักไปเล็กน้อย

นายท่านเจียงกล่าวต่อ “ต่อไปไม่ต้องมาติดตามข้าแล้ว เวลานี้เจ้าควรกลับไปทบทวนตำราให้ดี ..ส่วนสำนักเรียนที่อำเภอ ข้าจะให้เจ้ากลับไปเรียนพร้อมกับเจียงมู่ไป๋”

คำพูดนั้นทำให้เจียงเจ๋อหมินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่แน่ใจนักว่าบิดาพูดเช่นนี้ด้วยความรู้สึกใด

เป็นเพียงคำสั่งตามปกติของบิดา

หรือ…

เป็นความคาดหวังจริงๆ

บิดา…อยากให้เขาเป็นจวี่เหรินเหมือนกันหรือ

ความคิดนั้นทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย

ตั้งแต่สอบเป็นซิ่วไฉได้ เขาก็ตั้งใจสอบเซียงซื่อทุกครั้ง ยิ่งมีคนในจวนที่สามารถสอบได้อั้นโฉ่ว ได้เห็นท่านปู่ที่เคยรักใคร่เขาแต่เด็ก กลับชื่นชมและตั้งความหวังไว้ที่คนอื่น ในฐานะพี่ใหญ่ของสกุลเจียงเขาย่อมมีความไม่ยินยอมอยู่ภายในลึกๆ

แต่โชคดีที่เจียงมู่ไป๋คล้ายจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ จากคู่แข่งจึงกลายเป็นความเห็นใจ เพราะถึงอย่างไรก็สายเลือดเดียวกัน

ความมุ่งมั่นเรื่องเส้นทางขุนนางก็ดูจะเลือนลางขนาดไม่อยากไปเรียนที่สำนักศึกษา แล้วมาติดตามศึกษาการค้าเพื่อสืบทอดตระกูลด้วยซ้ำ

กระทั่งรับได้ยินว่าน้องชายผู้นั้นจะสามารถกลับมาสอบขุนนางได้อีก ความรู้สึกหวั่นใจก็เกิดขึ้นได้ไม่ยาก

เมื่อเห็นเงาของเจียงมู่ไป๋อยู่ข้างหน้า และบิดาที่ตั้งความหวัง

เจียงเจ๋อหมินกลับรู้สึกบางอย่างลุกขึ้นในอก

ความมุ่งมั่น

ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน