LNCrawler

ตอนที่ 96

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 96

ตอนที่ 96


 

เฉียนซื่อย่อมรับรู้เรื่องราวทั้งหมดเช่นกัน ทันทีที่ทราบว่าทั้งสองกลับมาถึงเรือนฝั่งตะวันตก นางก็รีบออกมารับด้วยตนเอง ยังไม่ทันที่เหยาอวี้จะได้กล่าวอะไร มือของสตรีวัยกลางคนก็ยื่นมาจับแขนเด็กหญิงไว้แน่น แล้วจูงนางเข้ามาในเรือนของตนอย่างรีบร้อน

พอเข้ามาถึงด้านใน เฉียนซื่อก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“อวี้เอ๋อร์…” เสียงของนางสั่นเล็กน้อย ก่อนจะดึงเด็กหญิงเข้ามากอด แล้วลูบศีรษะเบาๆ อย่างเอ็นดู

“เด็กดีของข้า”

ในใจของเฉียนซื่อเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

หญิงชราผู้นั้น…จิตใจคับแคบเสียจริง รังแกเด็กเช่นนี้ได้อย่างไร

นางจึงรีบพูดขึ้นทันที “เบี้ยเลี้ยงที่ให้ไปนั้น มีส่วนของข้าที่เพิ่มเข้าไปด้วย เจ้าห้ามเอาคืนทั้งหมด”

พูดจบ นางก็โบกมือเรียกบ่าว ไม่นานก็มีบ่าวนำห่อตั๋วเงินเข้ามาอีก เฉียนซื่อคว้ามันมาแล้ว ยัดใส่มือเหยาอวี้ทันที

…สามปึก

เหยาอวี้ถึงกับตกใจ

“ข้ารับไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ…ท่านแม่”

เฉียนซื่อมองนางด้วยสายตาเอ็นดู

“เด็กดี…เจ้าเรียกข้าว่าท่านแม่ …ข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียเปรียบได้อย่างไร”

นางพูดช้าๆ “เดิมทีเรือนหลักตั้งใจรับเจ้าเป็นคนในจวน และมอบเบี้ยเลี้ยงเช่นนี้ ข้าจึงมิอาจแบ่งแยก ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างที่ข้าตั้งใจได้”

“เพราะหากทำเช่นนั้นก็จะเสียมารยาทข้ามหน้าเรือนหลัก”

เฉียนซื่อถอนหายใจเล็กน้อย “ข้าจึงทำได้เพียงเพิ่มไปในเบี้ยเลี้ยงของเจ้า…ไม่กี่ตำลึง” นางจับมือเด็กหญิงไว้แน่น “ฟังข้า”

“สิ่งที่จวนเจียงมีมากที่สุดก็คือเงินทอง แต่หากไร้ซึ่งชีวิต เงินมากมายจะมีไปเพื่ออะไร”

น้ำเสียงของเฉียนซื่อเริ่มสั่น

“ชีวิตนี้ข้ามีเจียงมู่ไป๋เพียงคนเดียว”

“ต่อมาก็ได้มีเจ้า”

นางมองเด็กหญิงอย่างเอ็นดู “เงินนี้ถือเสียว่า ข้าตอบแทนสวรรค์ที่ให้เจ้าเข้ามาในจวนของเรา เพื่อชดเชยความเหนื่อยยากและความอยุติธรรมที่เจ้าได้รับ”

จากนั้นเฉียนซื่อก็กล่าวต่อด้วยเสียงเย็นลงเล็กน้อย

“แต่ก่อนสตรีผู้นั้นก็จ้องจะเล่นงานตระกูลสาขาอยู่แล้ว เพราะมีพี่รองของเจ้าคอยออกหน้าให้ ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องเกรงใจเขา เพราะนายท่านผู้เฒ่าให้ความสำคัญกับบัณฑิตขุนนาง”

พูดจบ นางก็หันไปมองลูกชายทันที

“แล้วเจ้าเล่า …ก็อยู่กับน้องสาว เหตุใดจึงปล่อยให้หญิงชรานั้นรังแกคนของเราได้”

คำตำหนินั้นมาโดยไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย

เจียงมู่ไป๋จึงเพียงก้มศีรษะเล็กน้อย

“เป็นความผิดข้าเองขอรับ …ต่อไปข้าจะดูแลนางให้ดี”

เฉียนซื่อกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่เหยาอวี้รีบแทรกขึ้นทันที

“พี่รองดีต่อข้ายิ่งนักเจ้าค่ะ …ตอนอยู่ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่า พี่รองก็พูดแทนข้าตั้งหลายคำ”

เด็กหญิงรีบกล่าว “ท่านแม่อย่าตำหนิพี่รองเลยเจ้าค่ะ”

เฉียนซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ

“เอาเถิด ข้าเห็นแก่หน้าเหยาอวี้ ครั้งนี้จะปล่อยเจ้าไปก่อน”

เจียงมู่ไป๋ที่ไม่เคยถูกมารดาตำหนิเลยแม้แต่ครั้งเดียว ได้แต่ยิ้มบางๆ

“ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตา”

คำพูดนั้นเหมือนจะมีแววล้อเลียนอยู่เล็กน้อย

เฉียนซื่อได้ยินก็อยากจะสั่งสอนเพิ่มอีกสักหน่อย

แต่เหยาอวี้กลับดึงความสนใจของนางไปเสียก่อน

“ท่านแม่” เด็กหญิงเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ “พรุ่งนี้ข้ากับพี่รองจะออกไปข้างนอกอีกนะเจ้าคะ”

นางต้องแจ้งไว้ก่อน เพราะเพิ่งถูกหญิงชราตำหนิเรื่องออกจากจวนบ่อยๆ จึงไม่แน่ใจว่าเฉียนซื่อจะคิดเช่นไร

แต่เฉียนซื่อกลับตอบทันที “ได้สิ”

“เจ้าอยากไปไหนก็ไปได้” นางผลักตั๋วเงินกลับไปที่มือเด็กหญิง “เงินนี่เจ้าก็ต้องเอาไป หากไม่พอ ก็มาบอกข้า”

จากนั้นนางกล่าวเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย “ต่อไปไม่ต้องไปฟังผู้ใด บอกไปว่าเป็นข้าที่อนุญาตเจ้าเอง หากผู้ใดไม่พอใจ ก็ให้มาคุยกับข้า”

เฉียนซื่อไม่ค่อยไปมาหาสู่กับผู้ใดนัก เพราะมักเกิดเรื่องให้ผิดใจกันได้ง่าย อย่างไรนางก็เป็นเพียงบุตรหลานพ่อค้า นิสัยตรงไปตรงมา จึงไม่ชอบสตรีในห้องหอเหล่านั้นนัก

เหยาอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างทันที

“มีท่านแม่หนุนหลัง ข้าย่อมไม่กลัวผู้ใดแล้วเจ้าค่ะ”

พูดจบ เด็กหญิงก็โผเข้าไปกอดเอวเฉียนซื่ออย่างออดอ้อน

ท่าทางนั้นทำให้เฉียนซื่อหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างพอใจ นางอย่างมีบุตรสาวมาตลอด ครั้งนี้นับว่าเติมเต็มแล้ว

แม้แต่เจียงมู่ไป๋ที่นั่งจิบชาอยู่ด้านข้าง ก็ยังรู้สึก อิจฉา ท่าทีนั้นขึ้นมาอย่างประหลาด

ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอธิบายไม่ถูก ว่าแท้จริงแล้วกำลังอิจฉา…ผู้ใดกันแน่

เฉียนซื่อหัวเราะก่อนจะลูบศีรษะเด็กหญิง

“เอาล่ะๆ เจ้าไปหามารดาเจ้าก่อนเถิด ข้ามิได้ให้คนในเรือนพูดเรื่องนี้กับนาง จะได้ไม่ต้องกังวลเกินไป”

เหยาอวี้พยักหน้า ก่อนจะแลบลิ้นเล็กน้อยอย่างทะเล้น

“ดีแล้วเจ้าค่ะ อย่างไรข้าก็ได้ ค่าปลอบใจ มาไม่น้อย”

คำพูดนั้นทำให้เฉียนซื่ออดหัวเราะไม่ได้

ส่วนเหยาอวี้เอง ก็รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ

พริบตาเดียวนางก็มีเงินเพิ่มมาเจ็ดหมื่นตำลึง… เรื่องนี้ทำให้นางถึงกับสับสนว่าควรจะขอบคุณพวกนายอำเภอที่คิดแผนสลับเจ้าสาวมาเป็นนางด้วยหรือไม่

ฮี่ฮี่…

“ต่อไปข้าคงกลายเป็นหมาหัวเน่าแล้วสินะ” ขณะที่ทั้งสองกำลังจะแยกกันตรงทางแยกหน้าเรือนของเจียงมู่ไป๋ ชายหนุ่มก็เอ่ยขึ้นอย่างคล้ายตัดพ้อ

เหยาอวี้ที่กำลังถือห่อตั๋วเงินอยู่เต็มอ้อมแขนหันมามองทันที ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างได้ที

“งั้นท่านต้องเอาใจข้าให้ดีแล้วเจ้าค่ะ” เด็กหญิงพูดด้วยสีหน้าลำพอง “เพราะต่อไปข้าจะกลายเป็นคนสำคัญของฝั่งตระกูลสาขาเราแล้ว”

ท่าทางอวดดีนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋อดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกดีที่นางยินดีจะเป็นคนสำคัญของตระกูลสาขา สุดท้ายก็ยกมือขึ้น ยีศีรษะนางเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว

“รีบไปเถอะ” เขากล่าว “มารดาเจ้าคงรอนานแล้ว”

เหยาอวี้ทำหน้ามุ่ยทันที รีบยกมือขึ้นจัดผมที่ยุ่งเล็กน้อย “ข้าจะฟ้องมารดาท่านว่าท่านรังแกข้า”

พูดจบก็ไม่รอฟังคำตอบ เด็กหญิงรีบวิ่งออกไปทันที

เจียงมู่ไป๋มองแผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งหายไปตรงมุมทางเดิน ก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างช่วยไม่ได้

ไม่นานนัก เหยาอวี้ก็วิ่งมาถึงเรือนป่าไผ่ของจางซื่อ ทันทีที่เข้าไปด้านในนางก็วางห่อตั๋วเงินทั้งเจ็ดปึกลงบนโต๊ะ

จางซื่อที่นั่งอยู่ถึงกับตกใจ “เหตุใดเงินถึงได้มากมายเพียงนี้?”

เหยาอวี้จึงนั่งลง แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

จางซื่อนั่งนับตั๋วเงินไป ฟังไป พลางส่ายหน้าเบาๆ “พวกจวนใหญ่แบบนี้ก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น” นางบ่นอย่างไม่แปลกใจนัก “ความจริงเรื่องพวกนี้ก็ไม่นับว่าแปลกอะไร” พูดจบก็ถอนหายใจ

“เจ้าลองคิดดูสิ …ตระกูลสาขาของสกุลเจียงมีเพียง นายท่านรอง คนเดียว ทั้งๆ ที่อนุของนายท่านผู้เฒ่าก็มีไม่น้อย”

จางซื่อหัวเราะหึเบาๆ “เท่านี้ก็บอกได้แล้วว่า หญิงชราผู้นั้นเป็นคนจิตใจคับแคบเพียงใด อนาคตหากเจ้าจะเป็นอนุบ้านใดก็ต้องดูฮูหยินของบ้านนั้นให้ดี แต่ยามนี้เจ้ามีคุณชายรองเป็นพี่บุญธรรม ชีวิตแต่งงานของเจ้าไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน”

จากนั้นนางก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองบุตรสาวอย่างจริงจัง

“ลูกข้า…ข้าว่าเราอย่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่จวนนี้เลย ไว้ข้าถูกใจผู้ใดเมื่อไร จะให้เจ้ารีบแต่งออกเรือนไปเสียดีหรือไม่”

เหยาอวี้ที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับ สำลักทันที

“แค่ก…!”

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ ไม่ต้องพูดถึงคำว่าอนุที่มารดากล่าวได้หน้าตาเฉย แม้แต่เรื่องที่นางไม่อาจเข้าใจได้จากตัวมารดาก็ยังมีอีกมาก

“มิใช่ว่าต้องให้ข้าถูกใจก่อนหรือ เหตุใดจึงต้องเป็นท่านถูกใจเล่า”

จางซื่อได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที

“มันจะมีเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร แต่งงานออกเรือนก็ต้องฟังคำพูดของแม่สื่อ และบิดามารดา” นางส่ายหน้าเบาๆ “นี่เพราะข้าตามใจเจ้าดอก จึงได้นิ่งเฉยไว้ ไม่พูดเรื่องออกเรือนของเจ้ามานานแล้ว”

เหยาอวี้ได้ยินก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาอย่างจนใจ ความแตกต่างของยุคสมัยนี้ ไม่มีวันทำให้นางกลายเป็นหนึ่งเดียวกับยุคนี้ได้จริงๆ

ดูเหมือนมารดาของนางจะไม่ยอมแพ้เรื่องนี้จริงๆ

เด็กหญิงจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“จริงสิ ผงนัวที่ข้าให้ท่านลองทำ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

พอได้ยินเรื่องนี้ สีหน้าของจางซื่อก็ สว่างขึ้นทันที นางรีบตบมือเรียกบ่าว

“เร็ว ไปตั้งสำรับมา!”

ดูเหมือนว่าวันนี้ จะมีของดีให้ลองกันอีกแล้ว

ไม่นานนัก บ่าวในเรือนก็เริ่มยกสำรับอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะไม้กลมกลางห้อง

กลิ่นหอมของอาหารลอยคลุ้งขึ้นทันที ทำให้เหยาอวี้ที่ยังนั่งอยู่ถึงกับตาเป็นประกาย หลายอย่าง

สุดท้ายคือชามเล็กๆ ที่จางซื่อยกมาวางด้วยตนเอง

“นี่แหละ”

นางพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ

ในชามนั้นคือ น้ำซุปใสโรยผงนัวที่เหยาอวี้ให้ลองทำ

เพียงแค่คนเบาๆ กลิ่นหอมของเนื้อ เห็ด และเครื่องปรุงก็ลอยขึ้นทันที ราวกับน้ำซุปเคี่ยวมาหลายชั่วโมง ทั้งที่แท้จริงเพิ่งทำไม่นาน

เหยาอวี้สูดกลิ่นเข้าไปลึกๆ ดวงตาแทบเป็นประกายทันที

“หอมจริงๆ เจ้าค่ะ!”

จางซื่อหัวเราะเบาๆ อย่างภูมิใจ “สมกับเป็นคำแนะนำจากท่านเซียน ผงนัวที่มีกระเทียมเข้ามาเพิ่ม แค่ข้านำมาต้มกับน้ำเปล่า ยังให้รสสัมผัสที่ลึกล้ำ” นางมักคิดว่าความรู้และสิ่งใหม่ๆที่เหยาอวี้รู้มาจากท่านเซียนในฝัน

ใช่แล้ว นี่คือผงนัวฉบับปรับปรุง ที่นอกจากจะมาจากเห็ดหอมแล้ว ยังมีผงกระเทียมบดรวมเข้าไปด้วยกัน ทำให้ชูรสของอาหารได้ยิ่งขึ้น และเมื่อนำมาเป็นผงเช่นนี้ ก็จะยิ่งทำให้เก็บรักษาได้นาน ไม่ต้องกลัวว่ากระเทียมจะขึ้นราอีกด้วย