ตอนที่ 97
ตอนที่ 97
ตอนที่ 97
ตั้งแต่เช้าเจียงจื่อหรงก็มาที่เรือนของเหยาอวี้ กระทั่งได้ยินจากบ่าวรับใช้ว่าเด็กหญิงกำลังคัดตำราอยู่ที่ห้องตำราของเจียงมู่ไป๋ก็ไม่หวั่นเกรง เดินตรงเข้าไปเพื่อหาน้องสี่ของนางทันที
เมื่อมาถึงจึงได้รู้ว่าเป็นความตั้งใจของเด็กหญิงเองที่อยากฝึกคักตัวอักษร ซึ่งก็สมควรแล้วที่จะให้พี่รองชี้แนะ เจียงจื่อหรงจึงถามว่าต้องอีกคัดนานหรือไม่ เพราะอยากออกไปเล่นด้วยกันข้างนอก จึงได้รู้ว่าวันนี้ยามบ่าย ทั้งคู่จะออกไปข้างนอกอีกแล้ว
และคนอย่างเจียงจื่อหรงจะยอมหรือ รีบบอกว่าให้รอนางก่อน เพราะต้องไปขออนุญาตมารดา ไม่คิดว่าจะเจอกับบิดาที่อยู่ด้วยกัน แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องกล่าวความต้องการของตนออกไป
ไม่คิดเลยว่าบิดาจะอนุญาตด้วยตัวเอง ทั้งยังกล่าวในเชิงที่ว่า ให้สนิทกับน้องสี่ไว้ด้วย เด็กหญิงจึงดีใจมาก รีบกลับมาที่เรือนฝั่งตะวันตกเพื่อแจ้งข่าวดี
แน่นอนว่านี่เป็นข่าวดีของเด็กสองคน เพราะดูจากสีหน้าเจียงมู่ไป๋เหมือนจะไม่ยินดีด้วยเท่าไรนัก
เจียงจื่อหรง ‘…เชอะ ใครสนท่านกัน’
เรือนน้ำชาฝูชุนในยามสายค่อนข้างคึกคัก ผู้คนเข้าออกไม่ขาดสาย กลิ่นชาใหม่และขนมอบลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้องโถง
ทว่าความจอแจที่เป็นปกตินั้น กลับสะดุดลงเล็กน้อยในชั่วขณะ
เมื่อร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามา พร้อมกับสตรีสองคน เสียงพูดคุยหลายโต๊ะค่อยๆ เบาลงโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกลายเป็นเสียงกระซิบซุบซิบเบาๆ
“นั่นใช่หรือไม่…เจียงมู่ไป๋?”
“ไหนว่าเขาใกล้ตายแล้วมิใช่หรือ”
อีกคนเหลือบมองแล้วทำหน้าแปลกใจ
“ดูสีหน้าเขาสิ แบบนั้นดูอย่างไรก็อายุยืนแน่นอน”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น
“อัยหย้า…อย่าบอกนะว่าการสอบเซียงซื่อครั้งนี้ เขาอาจจะลงด้วย”
“ตายๆๆ แบบนี้จำนวนรับจวี่เหรินก็ลดไปหนึ่งคนแน่ๆ”
“อย่ากลัวไป เขาป่วยตั้งนาน แม้แต่สำนักศึกษาก็ไม่ไป ย่อมยากที่จะเรียนตามพวกเราทัน”
อีกเสียงหนึ่งกระซิบตอบทันที
“หึ่ย…หรือว่าข่าวเรื่องแต่งงานผูกดวงเสริมชะตาจะเป็นเรื่องจริง”
“บางทีเขาอาจจะสลับตัวเจ้าสาวเพื่อผูกดวงเสริมชะตาจริงๆ ก็ได้” พูดจบก็มองไปที่โต๊ะด้านในก่อนจะกดเสียงลงเงียบๆ “คุณชายรองเจียงดูแข็งแรงขึ้นแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะมีใครบางคนรู้สึกเสียดายบ้างหรือไม่”
“ชู่ๆ” หลายคนทำท่าจุปาก แต่ภายในกลับรู้สึกเย้ยหยันอยู่ไม่น้อย เพราะก็มีหลายคนเชื่อข่าวลือว่าคนที่อยากสลับตัวเจ้าสาว อาจจะเป็นฝั่งนายอำเภอมากกว่า เพียงแต่ไม่กล้าพูดออกมา
จากนั้นสายตาหลายคู่เลื่อนไปมองสตรีที่เดินมาด้วย
“นั่นคุณหนูสามสกุลเจียงไม่ใช่หรือ”
“เด็กหญิงข้างๆ คงเป็นบุตรสาวบุญธรรมที่เพิ่งรับมาแน่นอน”
อีกคนเสริมทันที
“คราวก่อนข้าเห็นพวกนางมากับนายน้อยเซี่ยด้วย”
“สกุลเจียงกับสกุลเซี่ยสนิทกันตั้งแต่เมื่อไร”
เสียงซุบซิบเหล่านั้นแม้จะไม่ดังนัก แต่เพราะทุกคนล้วนแต่คิดเรื่องเดียวกัน จึงเขา้ใจได้ไม่ยาก
ที่โต๊ะด้านในสุด หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่มชะงักไปเล็กน้อย มือที่ถือถ้วยชาแข็งค้างอยู่กลางอากาศ เสียงซุบซิบเหล่านั้นทำให้หัวใจของนางสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ สายตาของนางจึงค่อยๆ เงยขึ้น
มองไปยังบุรุษที่กำลังเดินเข้ามา ชายหนุ่มผู้นั้นเดินตามหลังสตรีสองนางอย่างไม่เร่งรีบ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวสะอาดราวกับบัณฑิตผู้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตำรา เสื้อคลุมสีอ่อนพลิ้วเบาไปตามจังหวะก้าว ใบหน้าคมมน งดงามราวภาพวาด
ดวงตาที่โดยปกติมักเย็นชาและห่างเหิน จนให้ความรู้สึกลึกลับและอันตราย
แต่ในยามนี้
กลับมีประกายอ่อนโยนบางเบา เมื่อเขาก้มศีรษะเล็กน้อย เพื่อพูดคุยกับเด็กหญิงที่เดินอยู่ข้างหน้า
ตู้เถียนเถียน
นางถึงกับละสายตาไปจากภาพตรงหน้าไม่ได้ ความรู้สึกฝาดขมอมเปรี้ยวก็ปรากฎขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ภาพนั้นทำให้หลายคนในห้องโถงเผลอมองตามรู้สึกหวั่นไหวในสั่นไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เพียงนางเท่านั้น
หลายคนรอบตัวก็เช่นกัน
แต่ไหนแต่ไร …คุณชายรองสกุลเจียงก็มีหน้าตาที่ล่อลวงผู้คนมานานแล้ว
แม้เขาจะไม่ค่อยออกจากจวน แต่หากผู้ใดได้พบเขาสักครั้ง
ก็ยากจะลืมเลือน…
ยังไม่ทันที่สายตาของผู้คนในเรือนน้ำชาจะได้ชมเชยภาพตรงหน้านานนัก เสี่ยวเอ้อร์ของร้านที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ก็รีบวิ่งเข้ามาทันที เขาก้มตัวเล็กน้อยอย่างสุภาพ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายรอง คุณหนูสาม คุณหนูสี่ เชิญด้านบนขอรับ นายน้อยของข้ารออยู่ด้านบน”
เจียงมู่ไป๋จึงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวตามเสี่ยวเอ้อร์ไป เจียงจื่อหรงกับเหยาอวี้ก็เดินตามขึ้นบันไดไปด้านบนเช่นกัน เสื้อคลุมของชายหนุ่มไหวเบาๆ ตามจังหวะก้าว
ไม่นานนัก ร่างของทั้งสามก็หายลับขึ้นไปยังชั้นบน
ทิ้งไว้เพียงเสียงซุบซิบในห้องโถงที่ยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
หลายคนยังคงชะเง้อมองบันได ราวกับหวังจะได้เห็นเงาของชายหนุ่มอีกครั้ง
แม้แต่ตู้เถียนเถียนเอง สายตาก็ยังคงมองตามขึ้นไปอย่างควบคุมไม่ได้
ชั่วครู่หนึ่ง
ก่อนที่นางจะค่อยๆ ลดสายตาลงช้าๆ หัวใจของนางยังคงสั่นไหวอยู่ไม่จาง เป็นครั้งแรกที่นางรู้จักกับคำว่า …เสียใจภายหลัง
เขาหายป่วยแล้ว?
คิดได้เท่านี้ หญิงสาวถึงกับรู้สึกหน้ามืดขึ้นมา มือที่จับขอบถ้วยชาอยู่กดลึกไม่รู้ตัว
ทั้งหมดพากันขึ้นไปยังชั้นสามของเรือนน้ำชาฝูชุนอีกครั้ง ห้องรับรองเดิมยังคงถูกจัดไว้เรียบร้อย ประตูไม้แกะสลักถูกเปิดออก กลิ่นชาอ่อนๆ ลอยคลุ้งอยู่ภายใน
ภายในห้องมีฮาซันนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ข้างกายมีนายน้อยเซี่ยนั่งอยู่ตรงกลาง
เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามา ฮาซันก็ลุกขึ้นเล็กน้อย ทุกฝ่ายต่างทักทายกันพอเป็นพิธี ก่อนจะนั่งลงตามตำแหน่ง
ไม่นานบรรยากาศในห้องก็เงียบลง เซี่ยจวิ้นเหอและคนอื่นๆ ต่างรู้หน้าที่ จึงปล่อยให้การเจรจาเป็นของเหยาอวี้กับพ่อค้าชาวทะเลใต้โดยตรง
เหยาอวี้เป็นฝ่ายเปิดปากก่อน
“ครั้งนี้ข้าอาจจะต้องขอปรับเปลี่ยนเรื่องจำนวนแล้ว หากข้าเหมาลำเรือสักลำจะต้องใช้เงินเท่าใดกันหรือ~”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่ด้านข้างถึงกับชะงักไปเล็กน้อย นางอดมองไปยังน้องสาวคนที่สี่ไม่ได้ ในใจเกิดความตกใจอย่างแท้จริง นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เหยาอวี้ยังรู้ภาษาต่างแคว้นด้วย
ฮาซันเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าเด็กหญิงจะใจเด็กสั่งของทั้งเรือ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
“หากเป็นพ่อค้าทั่วไปคงลำบาก แต่โชคดีที่กองเรือของข้าเป็นเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ หลายลำ~”
เขาวางถ้วยชาลงแล้วอธิบายต่อ
“เรือหนึ่งลำสามารถบรรทุกผลึกไม้ได้ประมาณสองหมื่นกระสอบ ราคาที่ข้าให้เจ้าไว้ก่อนหน้านี้ยังเหมือนเดิม กระสอบละสามพันอีแปะ หรือสามตำลึง~”
ฮาซันแตะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ คล้ายกำลังคำนวณให้ฟังชัดเจน
“หนึ่งลำมีสองหมื่นกระสอบ คิดเป็นเงินหกหมื่นตำลึงเงินพอดี~”
น้ำเสียงของเขานิ่งและตรงไปตรงมา ราวกับไม่คิดจะปิดบังอะไร
เหยาอวี้พยักหน้าช้าๆ ตัวเลขนี้อยู่ในขอบเขตที่นางคำนวณไว้แล้ว
ฮาซันเป็นพ่อค้าจากทะเลใต้ และมีกองเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่หลายลำ เรื่องการขนส่งสินค้าเช่นนี้สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องยาก นางจึงรู้ดีว่าชายผู้นี้สามารถทำตามข้อตกลงได้จริง
“ตกลงตามนั้น~” เหยาอวี้กล่าวเรียบๆ
“พอดีเลย เที่ยวนี้ข้าขนติดเรือมาสิบกระสอบ ถ้างั้นก็ยกให้ฟรีเลยแล้วกัน~” ฮาซันบอกอย่างใจป้ำ เพราะนี่เป็นของที่มีแทบจะล้นเกาะบ้านเกิด แต่ไม่เคยหาประโยชน์จากมันได้สักที มีคนยอมซื้อถึงสิบลำเรือ ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะกลายเป็นของมีราคาก็เป็นได้
เหยาอวี้ได้ยินก็ดวงตาเป็นประกาย ตอนแรกคิดว่าอาจจะต้องกลับชิงเฟิงโดยไม่มีพิมเสนดิบเสียแล้ว เพราะถึงอย่างไรการรักษาเจียงมู่ไป๋ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่อาจรอได้
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้ว เซี่ยจวิ้นเหอก็วางถ้วยชาลง ก่อนหยิบม้วนเอกสารที่เตรียมไว้ขึ้นมา
“ถ้าเช่นนั้น เราจะเริ่มเขียนสัญญาการค้า”
เขาคลี่กระดาษแบบร่างออกบนโต๊ะ พลางอธิบายอย่างเป็นขั้นตอน
“เอกสารนี้ต้องระบุชื่อผู้ซื้อผู้ขาย จำนวนสินค้า ราคา และกำหนดเวลาส่งมอบ”
เขาชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนกระดาษร่างตัวอย่าง
“ตามธรรมเนียมการค้าจะต้องวางเงินมัดจำสามส่วนก่อน เพื่อให้ฝ่ายผู้ขายเริ่มเตรียมสินค้า เมื่อเรือเดินทางมาถึงและตรวจสอบสินค้าถูกต้องแล้ว จึงจ่ายเงินส่วนที่เหลือ”
เซี่ยจวิ้นเหอหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ
“หลังจากลงนามแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะได้รับสำเนาสัญญา และหนังสือรับรองการค้า เพื่อใช้ยืนยันกับท่าเรือและด่านตรวจ”
เหยาอวี้พยักหน้าไม่มีถามแทรก
กระทั่งเซี่ยจวิ้นเหอได้เห็นข้อมูลในกระดาษก็ตกใจ ผลึกจากไม้พั่วหลัว คือสิ่งใด? เด็กหญิงผู้นี้ถึงกับสั่งเหมาซื้อทั้งเรือ!?