LNCrawler

ตอนที่ 98

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 98

ตอนที่ 98


 

ลายมือของเหยาอวี้ยามนี้ยังไม่ควรเอาออกมาอวดโฉมนัก ผู้ที่ร่างสัญญาจึงเป็นอั้นโฉ่วผู้ลือนาม ก่อนจบท้ายลงนามด้วยเหยาอวี้ และฮาซัน

เด็กหญิงมองชื่อตนที่เริ่มเผยความคมชัดและอ่อนช้อยอย่างพึงพอใจ เพื่อการลงนามสัญญาครั้งนี้นางถึงกับคัดชื่อตนเองตลอดยามเช้า ถูกเจียงมู่ไป๋จับมือลากพู่กันก็ตั้งหลายหน แม้ตัวอักษรจะยังดูไม่มีกระดูกที่น่าเกรงขาม แต่ก็พอเอาออกงานได้ไม่ขายหน้านัก

“สกุลเจียงช่างดีกับเจ้าจริงๆ” เซี่ยจวิ้นเหอเปิดปากแซว เพราะคาดเดาว่าเงินหกหมื่นนี้ย่อมต้องมาจากสกุลเจียงเป็นผู้ลงทุน

แน่นอนว่าเรื่องที่มาของเงินนั้นไม่สมควรที่บอกเล่าออกไป เหยาอวี้จึงเผยยิ้มกว้างก่อนจะพูดว่า “เจ้าค่ะ จวนเจียง ดีมากจริงๆ”

เหมาะสมที่จะให้นางออกปล้นได้เรื่อยๆ

เด็กหญิงคิดอย่างซุกซน เพราะเมื่อฉีกหน้าเรื่องเงินกันแล้ว นางย่อมไม่คิดจะเกรงใจตระกูลหลักอีกต่อไป

ส่วนเจียงจื่อหรงที่ไม่รู้เรื่องว่าเหยาอวี้ได้รับเงินค่ารักษามากขนาดนี้ ก็มีเพียงความรู้สึกตกใจ แต่ไม่ได้อิจฉา

ไม่คิดเลยว่าพวกท่านพ่อจะให้เงินค่ารักษาแก่น้องสี่มากขนาดนี้

ซึ่งหากนายท่านผู้เฒ่าและนายท่านเจียงมาได้ยินคงได้แต่ทอดถอนใจ โดยเฉพาะนายท่านผู้เฒ่า เพราะหากจ่ายเงินค่ารักษาแต่แรกคงไม่มากถึงเพียงนี้ นี่เป็นการจ่ายออกไปเพื่อชดเชยความโง่เขลาและตื้นเขินของฮูหยินผู้เฒ่าของตนด้วย มันจึงสูงจนเขาแทบอักเลือดอีกครั้ง

ฮื่อ ยายแก่! ช่างน่าตายนัก…

ยุคนี้คนเป็นหมอมีฐานะต่ำต้อย ไม่เหมือนพวกหมอหลวงในวัง เจียงมู่ไป๋ย่อมไม่พูดออกไปว่าเงินนี้มาจากอะไร ทั้งยังมองว่าเงินพวกท่านปู่ให้มาน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ยังดีที่มารดาควักเงินออกมาเองอีกสามหมื่นตำลึง

คิดแล้วก็ลูบวนตราประทับเล็กๆ ที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อเบาๆ มองเด็กหญิงที่ดูจะชอบเงินไม่น้อย แววตาเกิดประกายลึกล้ำสายหนึ่งพาดผ่านก่อนจะจางหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


 

เจียงมู่ไป๋ให้อาไฉเป็นคนจัดการหารถม้าไปขนพิมเสนดิบเข้าทางประตูข้างของจวน และเก็บไว้ในคลังใต้ดินของตระกูลสาขา โดยให้เลี่ยงแดดและความร้อนตามที่เหยาอวี้กำชับไว้

ฮาซันจากไปแล้วพร้อมการค้าครั้งใหญ่ ตอนแรกเขายังพอเห็นแก่หน้าเซี่ยจวิ้นเหอ อีกทั้งแม่นางน้อยก็สั่งซื้อสินค้าหลักพันตำลึง แม้จะน้อยมากสำหรับเขา แต่ก็ไม่ถือว่าน่าเกลียด

ผ่านไปหนึ่งวันเขาจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเด็กหญิงที่เมื่อก่อนใส่เพียงผ้าฝ้ายธรรมดา คือแขกคนสำคัญของพานกวนตู้ผู้ดูแลควบคุมท่าเรือแห่งนี้

เมื่อนึกถึงชุดผ้าไหมอย่างดี กับคุณชายผู้หนึ่งที่ดูไม่สามัญจูงแขนนางกลับรถม้าเมื่อวาน เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางต่างหากที่ควรค่าแก่การค้าขายด้วย

มาวันนี้เด็กหญิงเปลี่ยนจากการค้าหลักพัน เป็นหลักหมื่นในพริบตา ฮาซันขนาดตื่นอยู่ยังรู้สึกว่าฝันไป

เขาช่างโชคดีเสียนี่กระไร ฮ่าฮ่าฮ่า


 

เจียงจื่อหรงยังคงมองน้องสาวคนใหม่ด้วยแววตาเป็นประกาย ความตื่นเต้นที่เพิ่งได้เห็นเมื่อครู่ยังไม่จางหายไป เด็กสาววัยสิบสามปีอดกลั้นความสงสัยไว้ไม่อยู่ ในที่สุดก็เอ่ยถามออกมา

“เจ้าพูดภาษาของคนต่างถิ่นของเขาได้ด้วย สุดยอดเลยจริงๆ ”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ

“ความจริงข้าพูดภาษาถิ่นของเขาไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ เป็นเพียงภาษากลางของพวกโพ้นทะเลเท่านั้น”

ภาษาถิ่นของพวกเขาย่อมเป็นภาษามลายู นางคิดคำนวนในใจ เพียงแต่นางพูดเป็นภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นภาษากลางของพ่อค้าชาวโพ้นทะเล

ในยุคแรกๆ ของการค้าทางทะเล ผู้คนจากหลายดินแดนจำต้องติดต่อค้าขายกัน ชาติที่เชี่ยวชาญการเดินเรือในช่วงแรกๆ อย่างชาวโปรตุเกสจึงกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อเส้นทางการค้าทะเล ภาษาของพวกเขาจึงถูกใช้เป็นภาษากลางระหว่างพ่อค้าเหล่านี้

พ่อค้าหลายคนที่ออกเรือค้าขายจึงจำต้องเรียนรู้ภาษานี้ไว้บ้าง

เหยาอวี้เองก็เพียงโชคดีที่เคยใช้มันมาก่อนในชาติแรก

แม้ความแตกต่างของหลักไวยากรณ์และคำศัพท์จะยังมีอยู่ไม่น้อย ด้วยนี่คือภาษาโปรตุเกสโบราณ แต่เมื่อภาษาของพ่อค้าทะเลหลายแห่งรับอิทธิพลมาจากรากเดียวกัน เมื่อพูดคุยกันไปไม่นานก็ยังพอจับทางได้

อีกฝ่ายก็คงมองว่านางยังเป็นเพียงเด็ก เด็กหญิงอายุแปดปีย่อมไม่อาจพูดภาษาเหล่านั้นได้คล่องนัก เรื่องนี้จึงพอถูไถไปได้ เวลาที่นางขอให้เขาพูดใหม่ ให้ช้าลงบ้าง ชัดขึ้นบ้าง

พ่อค้าทะเลใต้ผู้นั้นก็เพียงหัวเราะแล้วพูดซ้ำให้นางฟังอีกครั้งเท่านั้น

“นั่นไม่ใช่ภาษาถิ่นของเขาหรือ” เรื่องนี้แม้แต่เซี่ยจวิ้นเหอก็ไม่ทราบ เอาเข้าจริงเขาไม่รู้อะไรเลย เพราะไม่ว่าพ่อพวกค้าโพ้นทะเลจะพูดอะไรกัน เขาก็มองเป็นภาษาต่างแดนทั้งหมด

เหยาอวี้เพียงยิ้มและไม่พูดอะไรอีก

เซี่ยจวิ้นเหอสำหรับนางถูกวางไว้ในตำแหน่งการแลกเปลี่ยนบนผลประโยชน์ที่เท่าเทียม นางย่อมไม่ลงรายละเอียดหรือพูดว่าบนโลกนี้มีอะไรบ้าง เพราะเอาเข้าจริงนางก็ไม่รู้ว่าโลกในยุคนี้แท้จริงเป็นอย่างไร

และไม่กล่าวออกไปให้เขาสงสัยว่าเด็กแปดขวบอย่างนางเหตุใดจึงรู้เรื่องนี้ด้วย เพราะแค่นางสามารถเข้าใจและสื่อสารในภาษาอื่นได้ ก็นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว

ดังนั้นปฏิกิริยาของเจียงจื่อหรงจึงนับว่าเป็นปกติ การอยากใช้ประโยชน์จากนางเช่น เซี่ยจวิ้นเหอก็ปกติ

มีเพียง..

พี่รองของนางเท่านั้นที่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงนิ่งเฉย และไม่ถามอะไรด้วยซ้ำ

นี่ต่างหากที่ผิดปกติ…


 

ทุกอย่างดูเหมือนจะสิ้นสุดลงแล้ว เจียงมู่ไป๋จึงเอ่ยสั่งคนรับใช้เบาๆ ไม่นานนัก คนผู้นั้นก็ถือห่อผ้าผืนหนึ่งเข้ามา

เขารับมันมาแล้ววางลงตรงหน้าเซี่ยจวิ้นเหอ จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นทางการ

“การค้าแรกของอวี้เอ๋อร์ครั้งนี้ ได้รบกวนคุณชายเซี่ยแล้ว นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากสกุลเจียงของเรา ขอให้ท่านรับไว้เพื่อความสบายใจ ”

คำพูดของเขาฟังดูอ่อนโยนและเป็นมิตร แต่ประโยคที่ไม่ได้เอ่ยออกมา กลับชัดเจนยิ่งกว่า

‘จงรับของนี้ไว้เสีย แล้วเรื่องนี้ก็จะไม่ติดค้างกันอีก’

เซี่ยจวิ้นเหอมองห่อผ้าบนโต๊ะอย่างเฉยเมย จากลักษณะภายนอกมันดูเหมือน ตำราโบราณเล่มหนึ่ง

ในใจเขาอดแค่นหัวเราะไม่ได้

ดูท่าคุณชายรองสกุลเจียงผู้นี้จะเป็นบัณฑิตจนถึงแก่นจริงๆ ถึงได้คิดว่าการมอบตำราสักเล่มจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกเป็นบุญคุณ

‘เหอะ…การได้เป็นเจ้าหนี้ของเหยาอวี้ ย่อมมีค่ามากกว่าเห็นๆ เหตุใดเขาจะต้องรับของสิ่งนี้ไว้ให้เสียเปรียบด้วย’

เซี่ยจวิ้นเหอจึงยื่นมือไปรับห่อผ้ามา เปิดดูพอเป็นพิธี ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่ปิดบัง

“แม้ตระกูลเซี่ยของข้าจะเป็นครอบครัวค้าขาย แต่ก็สะสมตำราโบราณไว้ไม่น้อย หากต้องนำมาเพิ่มอีก คงจะมีแต่ทำให้หอหนังสือของตระกูลเปลืองเนื้อที่เท่านั้น”

น้ำเสียงของเขาฟังดูสุภาพ แต่ความหมายกลับ เต็มไปด้วยการทับถม

ทว่า…

ทันทีที่สายตาของเขากวาดผ่านหน้าปกตำรา

เคล็ดลับชาหยกซ่อนกลิ่น!!!

เพียงเห็นชื่อหนังสือ เซี่ยจวิ้นเหอก็ถึงกับสูดลมหายใจลึก แววตาที่เคยดูเฉยเมยเหยียดหยามเมื่อครู่ เปลี่ยนไปในทันที

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจียงมู่ไป๋ มองชายแซ่เจียงผู้นี้อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง

นี่มัน…

ตำราการหมักชาอายุร้อยปีที่หายสาบสูญไปแล้ว!!

แม้แต่ตระกูลเซี่ยซึ่งทำการค้าชามาหลายชั่วคน ยังไม่เคยมีตำรานี้อยู่ในครอบครอง

แต่เจ้าคนหน้าตายผู้นี้…

กลับหยิบมันออกมามอบให้ราวกับเป็นเพียง ของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น!

เหยาอวี้ที่ไม่ได้รับรู้ความตกใจของเซี่ยจวิ้นเหอเลย แม้ว่าพี่รองของนางจะบอกว่าจัดเตรียมของขวัญด้วยตนเอง แต่ก็คิดว่าตนควรมีความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วย เพราะถึงอย่างไรนางก็แซ่เจียง ยามนี้มิได้ตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวเช่นแต่ก่อน ย่อมมิอาจติดค้างใครโดยง่าย

ทั้งยังได้ยินเซี่ยจวิ้นเหอกล่าว ดูเหมือนจะไม่ชอบหนังสือตำราแล้วด้วย…

อีกทั้งนางก็คิดจะมอบผลิตภัณฑ์แปรรูปกระเทียมให้เซี่ยจวิ้นเหออยู่แล้ว เด็กหญิงจึงหยิบกระปุกหนึ่งออกมา แล้วดันไปข้างหน้าเช่นกัน

“คุณชายเซี่ย หากหนังสือเล่มนั้นท่านไม่ต้องการ ข้ามีของแปรรูปกระเทียม ที่จะช่วยให้ท่านสามารถครองตลาดกระเทียมแต่เพียงผู้เดียวโดยมิให้คนอื่นทราบที่มาด้วยเจ้าค่ะ”

คำพูดของเด็กหญิงเหมือนสร้างแรงกระเพือมอีกก้อนในผิวน้ำที่เพิ่งถูกสั่นไหวจากก้อนแรก กลายเป็นสองอย่างที่กำลังสั่นไหสวกระทบกันอย่างหนักในใจของเซี่ยจวิ้นเหอ

ใช่…ก้อนแรกนั้นย่อมเป็นของเจียงมู่ไป๋

ก้อนต่อมาก็ย่อมเป็นเหยาอวี้

เซี่ยจวิ้นเหอย่อมอยากผูกขาดตลาดกระเทียมอยู่แล้ว เรื่องนี้แม้แต่ต้นหญ้าในจวนเซี่ยยังรับรู้ได้ แต่เพราะเด็กหญิงกล่าวถึงวิธีการปลูกกระเทียมมิใช่เรื่องยาก ทั้งยังใช้เวลาไม่นานก็เติบโต เขาจึงลังเลอยู่ กระสอบกระเทียมที่เพิ่งขนลงมาก็ยังถูกเก็บไว้ เพราะยังหาวิธีการเปิดเผยสู่สาธารณะโดยไม่ให้คนรับรู้ถึงที่มาของกลีบขาวๆ นั่นอย่างไรดี

ครั้งนี้เด็กหญิงถึงกับมอบผลิตภัณฑ์แปรรูปกระเทียมออกมา เขาย่อมต้องหวั่นไหว

แต่เคล็ดลับชานั่น

ฮื่อ นั่นคือตำราเคล็ดลับชาเชียวนะ!!!

เคล็ดลับที่สาบสูญไปนับร้อยปี!!

เขาที่เติบโตมากับกิจการค้าชามาจะไม่รับรู้ถึงความสำคัญของมันได้อย่างไร ต่อให้อยากเปิดเส้นทางการค้าใหม่ ก็ใช่ว่าจะละทิ้งรากฐานของกิจการตนได้

ถ้าเพียงแค่มีตำราเล่มนี้ เขาย่อมตัดสินใจไม่ยาก เหตุใดจึงมีของแปรรูปกระเทียมมาด้วยเล่า

เขาเลือกมันได้เพียงหนึ่ง เพราะรู้ดีว่าเรื่องนี้เขาฉวยโอกาสมาเป็นคนกลางเท่านั้น ช้าเร็วอย่างไรเหยาอวี้ที่รู้จักกับจวนพานย่อมไม่ต้องมีเขาเลยก็ได้

เซี่ยจวิ้นเหอคิดอย่างปวดใจ

พวกเจ้าตั้งใจจะรังแกข้าใช่หรือไม่!!!