LNCrawler

ตอนที่ 99

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 99

ตอนที่ 99


 

เหยาอวี้คงไม่เข้าใจถึงความลังเลปวดใจของเซี่ยจวิ้นเหอ แต่เจียงมู่ไป๋ที่เติบโตมากับกลโกงทั้งชีวิตจะไม่เข้าใจความลำบากนี้ของเซี่ยจวิ้นเหอได้อย่างไร

แม้จะไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์จากกระเทียมจะมีความสำคัญขนาดไหน แต่ดูจากสีหน้าที่ยังเลือกไม่ถูกว่าควรจะหยิบสิ่งไหนดีของนายน้อยแห่งกลุ่มการค้าเซี่ยหย่งชุน ก็รู้ทันทีว่าเจอกับโจทย์ยากในชีวิตเข้าแล้ว

พอเห็นใบหน้าที่เหมือนจะร้องก็ไม่ออก บอกใครก็ไม่ได้ของเขาแล้ว…

ความหงุดหงิดใจที่เห็นหมอนี่พยายามวนเวียนอยู่ใกล้คนของเขาก็เบาบางลงเล็กน้อย

ชายหนุ่มถึงกับมีอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างประหลาด เขาหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมา ก่อนจะรินชาใส่ถ้วยเล็กของเหยาอวี้ กลิ่นหอมบางเบาของชาอ่อนๆ ลอยขึ้นมาทันที

“เจ้าดื่มสิ นี่คือชาหยกเขาเมิ่งอวิ๋น” เขากล่าวอย่างสบายๆ “ผลิตจากแถบภูเขาทางเหนือของมณฑลหนานอวิ๋น”

เจียงมู่ไป๋ยกถ้วยชาขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

“ต้นชาที่ใช้เก็บใบต้องปลูกอยู่เหนือระดับหมอกบนไหล่เขา ใบชาจะเก็บเพียงช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ทั้งภูเขาในหนึ่งปีผลิตได้ไม่เกินสามร้อยจิน ส่วนใหญ่ถูกส่งเข้าเมืองหลวงไปเป็นของกำนัลเสียเกือบหมด”

เขามองสีของน้ำชาในถ้วยแล้วกล่าวต่ออย่างเอื่อยเฉื่อย

“ไม่ง่ายนักที่เราจะได้ลิ้มลอง”

คำพูดของเขาเหมือนกล่าวลอยๆ และใช่คำว่า…ไม่ง่าย ไม่ใช่คำว่า…ไม่มีทาง

เหยาอวี้มองถ้วยชาที่ถูกวางไว้ตรงหน้า ก่อนจะยกขึ้นดมเบาๆ กลิ่นชาสะอาด สดชื่น และลึกซึ้งกว่าชาธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด

มีเพียงเจียงจื่อหรงเท่านั้นไปเบะปากให้กับท่าทีเอาใจของพี่รอง ก่อนจะยกชาขึ้นดื่มเช่นกัน

เชอะ ข้าก็น้องสาวท่านเหมือนกันนะ แต่ละวันจะพูดที่ก็เหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง

ดังนั้นไม่ต้องคิดว่าเขาจะกล่าวอธิบายอะไรลักษณะนี้ให้นางฟัง แต่เจียงจื่อหรงก็มิได้สงสัยความรู้ของพี่รองของนางเลย ทั้งยังคิดว่าเป็นทั่วสมควรด้วยซ้ำที่เจียงมู่ไป๋จะรอบรู้

เพราะเขาคืออั้นโฉ่วอย่างไรเล่า

เอาเถอะถึงอย่างไรนางก็ใช้ชื่อเสียงของเขาเที่ยวกร่างไปทั่วในงานเลี้ยงหลายงาน อีกทั้งน้องสี่ก็เพิ่งถูกท่านย่ารังแกมา นางย่อมยินดีที่มีคนเอ็นดูน้องสี่เพิ่มอยู่แล้ว

แต่ว่าคุณชายเซี่ยท่านนี้ดูเหมือนจะวิญญาณหลุดไปแล้ว มือหนึ่งหยิบจับหนังสือของพี่รองของนางประหนึ่งสมบัติล้ำค่า แต่สายตาก็จ้องกระปุกเล็กๆ ของน้องสี่อย่างเสียดาย

นี่คงมิใช่โลภมากจะเอาทั้งหมดหรอกหรือ

ชิชะ เจ้าคนแซ่เซี่ยนี่ดูเหมือนจะดูดีแค่ภายนอกสินะ ยามนั้นเห็นว่าซื้อขนมดีจากเจียงหนานมาฝาก ไม่คิดเลยว่าจะมีนิสัยรักพี่เสียดายน้องเช่นนี้!

เซี่ยจวิ้นเหอหากรับรู้เสียงในใจของคุณหนูสามเจียงคงได้แต่หลั่งน้ำตาออกมา คนเขาถูกพี่น้องเจ้ารังแกแท้ๆ ยังจะมาถูกเจ้ารังเกียจซ้ำอีก

แล้วรักพี่เสียดายน้องอันใดกัน หากเจ้าพูดจาไม่เป็นก็เรียนเพิ่มเสียสิ กล่าวหาข้าเช่นนี้ข้าจะไปฟ้องร้องกับผู้ใดได้กัน

สุดท้ายเซี่ยจวิ้นเหอก็เลือกที่จะคว้าเอากระปุกของเหยาอวี้ขึ้นมา ก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงแหบแห้งประหนึ่งผ่านลมหนาวอย่างหนักมา “อะแฮ่ม เช่นนั้นข้าคงรับน้ำใจนี้ของเจ้า ถ้าเป็นไปได้เรื่องกระเทียมนี้เราร่วมมือทางการค้าด้วยกันดีหรือไม่ ถึงอย่างไรกระเทียมนั้นก็ได้เจ้าแนะนำ อีกทั้งของแปรรูปนี้อีก ข้าว่าคงไม่มีใครรู้เรื่องกระเทียมได้ดีไปกว่าเจ้าแล้ว ข้าจะให้ค่าปรึกษาแก่เจ้าสามส่วน โดยที่เจ้ามิต้องลงทุนอันใดเลย” เขาพูดอย่างใจป้ำ ก่อนจะหันไปที่เจียงมู่ไปอย่างไม่ยอมแพ้

“สะ-ส่วนตำรานี้ ข้าว่าหิ้งหนังสือของข้ายังพอมีที่อยู่ ถึงอย่างไรเป็นคนก็ไม่ควรโลภมาก ตำรานี้ข้าขอซื้อต่อจากท่านได้หรือไม่”

ใช่ ต้องขึ้นหิ้งหนั่งสือเท่านั้น จะไปวางเบียดกับชั้นหนังสืออื่นๆ ได้อย่างไร

ฮื่อ คิดแล้วก็อยากตบปากตนเองนัก เหตุใดจึงได้ปากไวเช่นนี้

ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับไม่นำพาเลย เขาเอือมมือมาดึงหนังสือออกจากมือเซี่ยจวิ้นเหอในพริบตาโดยไม่สนมารยาท แม้ว่าอีกฝ่ายกับพยายามดึงกลับอย่างตกใจ แต่กลับไม่สามารถต้านแรงของเจียงมู่ไป๋ได้เลย ตำรานั้นจึงไปอยู่ในมือของเขา

นี่ใช่เรี่ยวแรงของคนเพิ่งหายป่วยหรือไม่!!

เซี่ยจวิ้นเหอตกใจ

“ข้าไม่ขาดแคลนเงิน” พูดจบก็สอดตำราไว้ที่อกเสื้อ สีหน้าราบเรียบเกินกว่าจะให้ใครคัดค้าน

เซี่ยจวิ้นเหอรู้สึกหน้ามืดไปช่วงขณะ ทั้งที่เขาคิดไว้ดีแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้ได้ทั้งสองอย่างเช่นไร แต่กลับลืมไปว่าสกุลเจียงก็ร่ำรวยเช่นกัน!!!

“เจ้าจะเอาตำราเคล็ดลับชาไปทำไม” เซี่ยจวิ้นเหอถึงกับท้อแท้ขึ้นมา “สกุลเจียงมิใช่มีเพียงกิจการผ้าไหมหรืออย่างไร คงมิใช่ว่าอยากจะมาเบียดเบียนการค้าชากับสกุลเซี่ยหรอกนะ” เขากล่าวหาทันที

“พอดีที่หอหนังสือสกุลเจียงมีเนื้อที่ไม่น้อย แค่ตำราบางๆ เล่มหนึ่ง ย่อมมีที่ให้มันอยู่ได้สบาย” ประโยคทำนองเดียวกันที่คนละความหมายนี้ ทำเซี่ยจวิ้นเหอถึงกับพูดไม่ออก

เจ้าเด็กเวรนี่กวนโอ้ยดีจริงๆ

ชานหนุ่มเข็ดเคี่ยวอยู่ในใจ

มาถึงตอนนี้เหยาอวี้ก็รู้ว่าแล้วแท้จริงเซี่ยจวิ้นเหอก็อยากได้ตำราของพี่รองอย่างมาก

เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาพูดอวดดีก่อนหน้า มายามนี้จึงถูกเจียงมู่ไป๋ดัดหลังกลับ

จุจุจุ แม้แต่ข้าที่มีอายุนับร้อยปียังต้องยอมลงให้เขาเลย เจ้าอาศัยสิ่งใดกันไปท้าทายเจ้าคนแซ่เจียงนี่กัน

คิดเสร็จก็ไว้อาลัยให้เซี่ยจวิ้นเหอทันที ทั้งยังกล่าวอย่างใจกว้างว่า “คุณชายเซี่ย เรื่องการค้ากระเทียม ข้ารับไว้เพียงส่วนเดียวก็พอเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องการผลิตข้าเขียนไว้แล้ว ท่านลองให้คนทำดู ส่วนวิธีการใช้ก็มีอยู่ในกระดาษเช่นกัน รับรองว่าท่านต้องสร้างเม็ดเงินได้มหาศาลแน่นอน”

เด็กหญิงอวยพรอย่างจริงใจ พร้อมยื่นกระดาษให้ เผื่อว่ามันจะชดเชยความเจ็บปวดในใจของเขาได้

“ข้าก็คาดหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

ใช่ ต้องมีแต่สร้างเม็ดเงินมหาศาลจากกระเทียมเท่านั้น จึงจะสามารถปลอบโยนหัวใจอันเจ็บปวดของเขาได้

เขารู้ว่าเด็กหญิงมีความรู้กว้างขวาง และเป็นคนที่จริงใจผู้หนึ่ง หากดีด้วย นางก็ดีกลับ แบ่งแยกดีชั่วชัดเจน มิได้เป็นคนซับซ้อนอันใด

แต่กับเจียงมู่ไป๋ เจ้านี่เต็มไปด้วยกลเล่ห์เพทุบาย ป่วยจะตายอยู่แล้วยังสามารถทำให้ตระกูลรองมีชีวิตดีอยู่ภายใต้การดูแลจวนของฮูหยินผู้เฒ่าที่จิตใจคับแคบ

สร้างข่าวลือมากมายเพื่อให้จวนนายอำเภอถอนหมั้นด้วยตนเอง เพียงแต่คงคาดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะนำพาไปสู่อีกเรื่อง

แต่ท้ายที่สุด คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดกลับเป็นเขา!!

มองเด็กหญิงที่กลายเป็นคุณหนูสี่สกุลเจียงเช่นนี้ ต่อให้เขาอยากดึงนางมาไว้ข้างกายเพียงใดก็ทำได้แค่อดทนรอ

หึ มิใช่ว่าสุดท้ายเด็กผู้หญิงถึงอย่างไรก็ต้องแต่งออกไปมิใช่หรือ

งั้นให้เจ้าเฝ้าเลี้ยงนางให้ดีเถิด ดูว่าสุดท้ายใครกันที่จะได้ผลประโยชน์นี้ไป

เซี่ยจวิ้นเหอคิดอย่างมุ่งมั่น รู้สึกเสียดายนักที่ไม่ได้รับปากจางซื่อในยามนั้น ยุคนี้บางคนยังไม่เกิด ก็เคยมีการหมั้นหมายระหว่างตระกูลตั้งแต่ในท้องแล้วด้วยซ้ำ

ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องแต่งงานผูกดวงเสริมมงคลอะไรนั่น บางครั้งยังกำหนดเลยว่าต้องเป็นเด็กสาวอายุไม่เกินหนึ่งขวบก็มี เรื่องมงายเหล่านี้ล้วนแต่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

เหยาอวี้ก็รอบรู้ไม่น้อย ให้แต่งไปกับผู้อื่นก็นับว่าเสียเปรียบจริงๆ เขาเจอนางก่อนใคร ใยต้องปล่อยนางไปด้วย

เจียงมู่ไป๋ที่ไม่รับรู้ความมุ่งมั่นนี้ของเซี่ยจวิ้นเหอย่อมไม่อยู่ที่เรือนน้ำชาต่อให้เสียเวลา ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นยืนอย่างเรียบง่าย สายตาเหลือบมองกาน้ำชาบนโต๊ะเพียงครู่ น้ำชาครึ่งกาที่ยังเหลืออยู่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยขึ้นมา

ชาที่เขาเพิ่งอธิบายไปเมื่อครู่ว่ามาจากภูเขาสูงแห่งหนานอวิ๋น เก็บเพียงฤดูใบไม้ผลิ และทั้งปีผลิตได้เพียงไม่กี่ร้อยจิน

สำหรับคนทั่วไปย่อมถือเป็นของล้ำค่า ทว่าเจียงมู่ไป๋กลับไม่ได้มีท่าทีเสียดายแม้แต่น้อย เขาเพียงจัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ

“กลับกันเถอะ”

น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยราวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็นการค้าหกหมื่นตำลึงเงิน หรือตำราหายสาบสูญอายุร้อยปี

ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในสายตาของเขา ทั้งหมดเพียงเพราะเหยาอวี้สนใจเท่านั้น เขาจึงยอมตามใจนาง 


 

ทั้งหมดก้าวลงจากชั้นสามของเรือนน้ำชาฝูชุนตามบันไดไม้ทีละขั้น เสียงพูดคุยเบาๆ จากชั้นล่างค่อยๆ ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อก้าวลงมาถึงด้านล่าง ทุกคนก็พบว่าบรรยากาศในเรือนน้ำชาคึกคักกว่าตอนก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด

โต๊ะหลายตัวถูกจับจองไปแล้ว ผู้คนมากมายกำลังนั่งดื่มชาและพูดคุยกัน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ จำนวนหญิงสาวที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

สายตาหลายคู่ลอบมองมายังบันไดไม้ตั้งแต่พวกเขายังเดินลงมาไม่ถึงครึ่งทาง

บางคนทำทีจิบชา บางคนแสร้งพูดคุยกับสหาย แต่สายตากลับลอบชำเลืองมองขึ้นมาเป็นระยะ แน่นอนว่าเหตุผลก็ไม่ยากจะคาดเดา

ข่าวที่ว่า คุณชายรองสกุลเจียงซึ่งเคยป่วยใกล้ตายหายดีแล้ว เพิ่งจะแพร่กระจายไปทั่วเมืองเหออัน

ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงอยากเห็นกับตาตนเอง ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่

และตอนนี้

เมื่อเจียงมู่ไป๋ก้าวลงจากบันได แม้ใบหน้ายังคงมีเค้าโครงของความซีดขาวจากอาการป่วย แต่กลับไม่ได้ทำให้เขาดูอ่อนแอแต่อย่างใด เริ่มมีความเอิ่บอิ่มด้วยซ้ำ ดวงตาคู่นั้นยังคงเฉียบคมและสงบนิ่ง ให้ความรู้สึกสูงศักดิ์เกินกว่าคนธรรมดา รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสง่างาม คิ้วเข้มดุจหมึก โครงหน้าคมมนเพราะยังไม่ถึงวัยสวมกว้าน แต่ยังคงหล่อเหลาราวกับหยกสลักอย่างประณีต

ยิ่งความซีดจางของคนป่วยติดอยู่เล็กน้อย กลับยิ่งขับให้บุคลิกของเขาดู เย็นสงบและสูงส่งมากขึ้น

หญิงสาวหลายคนก็ถึงกับ เบิกตากว้าง บางคนถึงกับกระซิบกับสหายข้างกายทันที

เห็นได้ชัดว่า…

ข่าวลือเรื่องคุณชายรองสกุลเจียง หายจากอาการป่วยหนักแล้ว

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว