ตอนที่ 100
ตอนที่ 100
ตอนที่ 100
“คุณชายรองเจียง…แบบนี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถกลับมาเรียนที่สำนักเรียนเหอเหลยได้แล้วสินะ” ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาทักทายราวกับรู้จักกับเจียงมู่ไป๋ดี
แต่ผู้ที่อยู่ในเรือนน้ำชาล้วนฟังออกว่า คำพูดนี้ไม่ได้มีเจตนาดีเท่าใดนัก ผู้ใดก็รู้กันทั้งเมืองว่า สุขภาพของเจียงมู่ไป๋นั้นไม่ดีมาตั้งแต่เด็ก
ตอนที่เขาศึกษาอยู่ในสำนักเรียนเหอเหลย ก็ลาป่วยบ่อยครั้ง แม้อาจารย์หลายท่านจะชื่นชมความสามารถของเขาไม่น้อย แต่ก็อดรู้สึกเหนื่อยใจกับการขาดเรียนของเขาไม่ได้ อีกทั้งเขาก็เป็นคนที่สันโดษยิ่ง ไม่ยินดีจะคบค้าสมาคมกับผู้ใด
ยิ่งไปกว่านั้น
หลายครั้งชายหนุ่มถึงกับ ไอเป็นเลือด เพียงเพราะฝืนมาเรียนในช่วงฤดูหนาว สุดท้ายจึงจำต้องลาออกจากสำนักเรียนในที่สุด
ดังนั้นคำทักทายเช่นนี้
แทบไม่ต่างอะไรกับการหยิบเอาเรื่องป่วยของเขามาประจานต่อหน้าผู้คนเลยทีเดียว
“ไม่ทราบว่าท่านคือผู้ใดหรือ” ทว่าฉากเปิดตัวของเขาเหมือนจะผิดคิวไปหน่อย คำถามเดียวของเจียงมู่ไป๋ถึงกลับทำให้ทุกคนเริ่มขำขันแล้ว
“จะ-เจ้า” เหลยต้าชุนถึงกับพูดไม่ออก เขาที่เล่าเรียนในชั้นเดียวกับชายหนุ่มมานานปี ทั้งยังเป็นถึงบุตรชายของเจ้าของสำนักเรียน กลับกลายเป็นผู้ที่ไม่มีค่าให้จดจำ
“เขาคือเหลยต้าชุน เป็นบุตรชายคนรองของเหลยกวงซุ่น เจ้าของสำนักเรียนเหอเหลย” ตู้ซือหลิงเข้ามาไกล่เกลี่ย
ข่าวที่เจียงมู่ไป๋ปรากฎตัวที่เรือนน้ำแห่งนี้ทำให้เขาสนใจอยู่แล้ว เพราะเขาก็คือหนึ่งในผู้ที่เจ้าเข้าสอบเซียงซื่อเช่นกัน ย่อมต้องมาประเมินสถานการณ์คู่แข่ง ไม่คิดเลยว่าน้องสาวของตนก็จะอยู่ที่นี่เช่นกัน ทั้งคู่จึงทำเหมือนการมาที่นี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ และนั่งจิบชากันจนกระทั่งพวกเขาลงมา
แน่นอนว่าเจียงมู่ไป๋คงไม่อาจถามคำถามเดียวกันกับคนที่เกือบจะได้เป็นญาติดองกันได้ ชายหนุ่มจึงกล่าวทักทายตามมารยาทว่า “คุณชายรองเหลย”
จากนั้นก็เดินผ่านไปเหมือนไม่สนใจเช่นเดิม แต่เหลยต้าชุนที่ถูกหยามหน้าเช่นนี้จะยอมได้อย่างไร
“เจียงมู่ไป๋! ที่เจ้าไม่กล้าตอบเพราะว่าไม่กล้ากลับไปเรียนใช่หรือไม่ หึ ดูเหมือนว่าสุขภาพของเจ้าคงไม่ใช่ว่าเป็นอาการสุดท้ายก่อนจากโลกกระมัง” เขารีบเอาตัวมาขวางแล้วพูดอย่างถือดี
เจียงจื่อหรงที่เห็นบัณฑิตปากโสมมนี่พูดทับถมพี่รองของตนไม่เลิกย่อมไม่ยอมอยู่แล้ว “เรื่องส่วนตัวของพี่ชายข้าเกี่ยวอะไรกับท่านกัน เหตุใดบัณฑิตในเหออันจึงได้ยุ่งเรื่องคนอื่นดั่งแม่ค้ากลางตลาดเช่นนี้ สำนักเรียนเหอเหลยตกต่ำขนาดมีบุตรชายเช่นนี้ได้อย่างไร”
ทำพูดนี้ตบหน้าทุกคนทันที กระทั่งผู้ที่เรียนในสำนักเรียนเหอเหลยเองก็ออกมาแก้ต่างมิได้ แม้ว่าทุกคนจะอยากรู้เรื่องสุขภาพของเจียงมู่ไป๋ แต่การกระทำของเหลยต้าชุนก็ดูจะเกินควรไปบ้าง
เหลยต้าชุนหน้าแดงก่ำทันที เขาไม่คิดเลยว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ จะกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาเพียงแค่รู้สึกว่าเจียงมู่ไป๋นั้นเสแสร้งไม่เห็นสำนักเรียนของบ้านเขาอยู่ในสายตา อีกทั้งอยากออกมาทวงความยุติธรรมให้ตู้เถียนเถียนที่ถูกคนขี้โรคกล้าถอนหมั้นในงานแต่ง
“เจ้า… เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาว่าข้าเช่นนี้!”
เจียงจื่อหรงยกคางขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
“ข้าพูดผิดตรงไหนหรือ หากท่านเป็นบัณฑิตจริง เหตุใดจึงไม่รู้จักคำว่าเกรงใจผู้อื่น นี่น่ะหรือนิสัยผู้รู้หนังสือ ข้านับว่าได้เห็นแจ้งแล้ว”
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นในเรือนน้ำชา
หลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยอย่างลับๆ
เหลยต้าชุนยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าต่อหน้าผู้คน จึงหันกลับไปจ้องเจียงมู่ไป๋
“ดี! ในเมื่อเจ้าป่วยจนต้องลาออกจากสำนักเรียนไปแล้ว เหตุใดวันนี้จึงยังกล้ามาอวดตัวอยู่ที่นี่ คงมิใช่อยากสร้างจุดสนใจเพื่อหาภรรยาผูกดวงเสริมชะตาให้ตนแข็งแรงขึ้นใช่หรือไม่”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบด้านเงียบลงเล็กน้อย สายตาหลายคู่หันมามองเจียงมู่ไป๋
แต่ชายหนุ่มกลับมีสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่ได้ยินคำเยาะเย้ยเหล่านั้น
เขาเพียงมองเหลยต้าชุนครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างสงบ
“คุณชายรองเหลย” น้ำเสียงเรียบง่าย ไม่ได้แฝงอารมณ์ใด “เรือนน้ำชานี่มิใช่ของท่าน อีกทั้งท่านและข้าล้วนไม่รู้จักกัน ข้าจึงไม่เข้าใจว่าการลาออกจากสำนักเรียน จะกลายเป็นเหตุสำคัญให้ท่านต้องตามมาถามไถ่ถึงเรือนน้ำชา”
คำพูดนั้นสร้างความจุกอกต่อเหลยต้าชุนเข้าไปอีก เพราะเขาโต้แย้งกลับไม่ได้สักจุด
ใช่ เรือนน้ำชาฝูชุนมิใช่ของเขา เจียงมู่ไป๋หรือใครจะมาก็ย่อมได้
ส่วนเรื่องที่ว่าไม่รู้จักกัน แน่นอนว่าย่อมเป็นเจียงมู่ไป๋ฝ่ายเดียวที่ไม่รู้จักเขา แต่เขาจะกล้าแย้งได้อย่างไรว่าตนเองรู้จักเจียงมู่ไป๋
หากพูดออกมาเช่นนั้น
มิใช่ว่ายิ่งเป็นการยกยออีกฝ่ายขึ้นไปหรือ ว่าชายผู้นั้นมีชื่อเสียงเสียจนทำให้เขาต้องคอยจับตาดู และถึงกับตามมาถามไถ่เรื่องการเรียนในเรือนน้ำชาแห่งนี้
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากผู้คนรอบข้าง
เหลยต้าชุนหน้าแข็งทันที
“เอาน่าๆ คนกันเอง ถึงอย่างไรก็เคยเล่าเรียนสำนักเดียวกัน ต้าชุนเพียงเป็นห่วงสุขภาพเจ้าเท่านั้น” ตู้ซือหลิงออกหน้าไกล่เกลี่ยให้อีกครั้ง
รู้สึกรำคาญคนแซ่เหลยนี่พอสมควร ตัวเองริษยาเขาแล้วยังกล้าออกมาเป่าประกาศเช่นนี้อีก สมแล้วที่เกิดเป็นลูกอนุต่ำต้อย หากไม่ใช่ว่าเขาสามารถสอบซิ่วไฉผ่านในปีนี้เช่นกัน และบิดาเขาก็เป็นถึงเจ้าของสำนักเรียนประจำอำเภอ เขาย่อมไม่ใยดีชายผู้นี้แน่นอน
ระหว่างนั้นเขาก็เห็นคนคุ้นตาผู้หนึ่ง
นั่นมิใช่เด็กหญิงที่เคยมาพักที่จวนเขาหรืออย่างไร
“นั่นมิใช่ญาติของซ่งตงหยางหรือ เหมือนพี่ชายเจ้าจะสอบเสร็จตั้งนานแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังอยู่ที่นี่เล่า”
ตู้ซือหลิงไม่รู้แผนการของสลับตัวเจ้าสาวของบิดาเลย ตอนเกิดเรื่องจึงรู้แค่ว่าน้องสาวไม่ได้เข้าห้องหอ ทั้งสองตระกูลจึงได้ถอนหมั้นกันไป ต่อมาแม้จะมีข่าวลือเรื่องสลับตัวเจ้าสาว เขาก็ไม่ได้เชื่อนักเพราะคิดว่าคนอย่างสกุลเจียงจะไปหาเจ้าสาวที่ไหนได้ดีกว่าน้องสาวของตนมาสลับ ส่วนจะให้คิดว่าเป็นฝีมือของฝั่งตนเอง เขาย่อมไม่คิดเช่นนั้นอยู่แล้ว
ดังนั้นในสายตาของตู้ซือหลิง จึงมองเพียงเป็นเรื่องดี เพราะเขาก็ไม่อยากให้น้องสาวเป็นม่ายในอนาคต
ทว่าเมื่อพบกันเหยาอวี้ในยามนี้ เขาย่อมไม่เข้าใจ
“คุณชายตู้ โปรดระวังคำพูดด้วย” เจียงจื่อหรงก้าวออกมาขวางหน้าเหยาอวี้ทันที สีหน้าของเด็กสาวเย็นชาอย่างชัดเจน “นี่คือน้องสี่ของข้า มิใช่สตรีทั่วไปให้ท่านเอ่ยเรียกตามอำเภอใจ”
เจียงจื่อหรงรังเกียจคนจากจวนตู้เป็นอย่างยิ่ง สร้างเรื่องวุ่นวายไว้มากมาย แต่กลับทำตัวเสมือนไม่รู้เรื่องรู้ราว
ช่างเสแสร้งเสียจริง!
ประโยคนี้ย่อมทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างตู้ซือหลิงตกใจ เพราะเขาก็เห็นชัดๆ ว่านี่คือหลานสาวห่างๆ ของอดีตพ่อบ้านของจวนเขา
และแน่นอนว่าประโยคนี้ทำให้คนที่รู้เรื่องรู้ราวที่สุดอย่างตู้เถียนเถียนร้อนใจยิ่ง
“ตะ-ต้องขออภัยคุณหนูสี่เจียงเจ้าค่ะ พี่ชายข้าเพียงสับสนไปชั่วขณะเพราะท่านหน้าคล้ายคนที่พวกเรารู้จัก …จื่อหรงต้องทำให้เจ้าไม่พอใจ ข้าต้องขอโทษจริงๆ” สาวงามออกมาบีบน้ำตาต่อหน้าคนหมู่มาก ย่อมทำให้หลายคนรู้สึกว่าการกระทำของคุณหนูสามสกุลเจียงออกจากมากเกินไปสักหน่อย
คนเขาแค่ทักผิดเอง ก็ปฏิเสธไปสิ ไม่เห็นจะต้องเล่นใหญ่ปานนั้น
แน่นอนว่าตู้ซือหลิงย่อมอยากจะแย้งคำพูดของน้องสาวของตนเพราะว่าเขาไม่ได้จำผิด แต่เมื่อถูกน้องสาวกระตุกมือ จึงไม่ได้พูดอะไรอีก ก็จำแต่ต้องนิ่งเฉยท่ามกลางความไม่เข้าใจของตน
“สับสนก็ควรจะพึงระวังให้มากขึ้น อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าพิธีสวมกว้านแล้ว หากยังทักทายสตรีมั่วซั่วเช่นนี้ เกรงว่าผู้อื่นจะเข้าใจว่าการอบรมในจวนตู้ไม่รอบคอบพอ”
เจียงมู่ไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ คำพูดฟังดูสุภาพ แต่กลับทำให้ผู้ที่ได้ยินสะดุ้งในใจ
เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่ได้เพียงตำหนิตู้ซือหลิง แต่กำลังพาดพิงไปถึงการอบรมของทั้งจวนตู้
ตู้ซือหลิงยิ่งหน้าแข็งขึ้นทันที
ตู้เถียนเถียนถึงกับน้ำตานองหน้าของจริง เพราะนางรับรู้ถึงความหมายแฝงในคำพูดนี้ดี ว่าเขาไม่พอใจจวนตู้ในเรื่องที่ผ่านมา และการที่เจียงมู่ไป๋กล้ากล่าวเช่นนี้ในที่สาธารณะ นับเป็นการยืนยันถึงการแตกหักของทั้งสองจวนอย่างแท้จริง
เจียงจื่อหรงเบะปากเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีอ่อนแอของตู้เถียนเถียน ไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อก่อนตนเองคิดอะไรอยู่ ครั้งหนึ่งนางเคยรู้สึกชื่นชมตู้เถียนเถียนไม่น้อย
กิริยาเรียบร้อย วาจานุ่มนวล ทุกอย่างดูเหมาะสมกับภาพของบุตรสาวขุนนางในห้องหอ ที่ถูกอบรมมาอย่างดี
นางถึงกับเคยคิดด้วยซ้ำว่า หากสตรีเช่นนี้ได้มาเป็นพี่สะใภ้ของตนก็คงไม่เลว
แต่ยามนี้เมื่อมองให้ดี ท่าทีที่เอาแต่ก้มหน้าน้ำตาคลอ บีบผ้าเช็ดหน้าอยู่ตรงนั้น กลับทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะในสายตาของคนภายนอก ภาพเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการทำให้ดูเหมือนว่าพวกตนกำลังรังแกนางอยู่
เจียงจื่อหรงแค่นเสียงในใจ
เหอะ…เสแสร้งกันทั้งพี่ทั้งน้อง!
ทว่าลูกค้าในร้านกลับมิได้รู้ว่านี่เป็นการเสแสร้ง แต่ละคนเริ่มเชื่อมโยงถึงงานแต่งของทั้งสองที่พังไม่เป็นท่า จึงคิดว่าเจียงมู่ไป๋คงกำลังจะเอาคืนจวนตู้ที่ยกเลิกสัญญาเรื่องการแต่งงานเป็นแน่ จึงได้พูดจากล่าวหนักเช่นนี้
แน่นอนว่าแม้ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ ก็นับว่าอยู่ในการคำนวนของตู้เถียนเถียน
ที่นางก้าวออกมาพูดคำขอโทษนั้น ก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่แม้ว่าตนจะถูกถอนหมั้น แต่ก็มิได้โกรธเคืองพวกเขาเลย ยิ่งได้มาพบกับเจียงมู่ไป๋ที่เหมือนจะอาการดีขึ้น
ตู้เถียนเถียนที่นั่งครุ่นคิดระหว่างรอพวกเขาลงมาจากชั้นบน ก็รู้แล้วว่าบิดาตนคิดผิด คุณชายเมืองหลวงแล้วอย่างไร อั้นโฉ่วของแคว้นก็อยู่ที่นี่มิใช่หรือ
ชั่วชีวิตคิดว่าอำเภอริมทะเลอย่างเหออันนี้จะให้กำเนิดอั้นโฉ่วคนที่สองได้หรือ ย่อมไม่มีทาง
ต่อไปใครจะรู้ว่าเจียงมู่ไป๋จะไขว้คว้าเกียรติยศใดมาเพิ่มอีก
ทว่ายังไม่ทันทีผู้ใดทำสิ่งใดเพิ่มเติม
เซี่ยจวิ้นเหอที่ชมงิ้วจนพอใจแล้วจึงได้แทรกตัวขึ้นมา “คุณหนูสี่เจียงเป็นแขกสำคัญของเรือนน้ำชาฝูชุน หวังว่าต่อไปคุณชายตู้จะไม่ทักคนผิดอีกนะขอรับ”
แน่นอนว่าอีกคนที่รู้เรื่องราวดี และไม่อยากให้ที่มาของเด็กหญิงถูกเปิดเผยเช่นกัน ย่อมต้องออกมาปกป้องอยู่แล้ว
ยามนี้แม้แต่นายน้อยเซี่ยยังออกโรงปกป้อง คนทั้งเรือนน้ำชาแม้จะอยากออกมากล่าวอันใดสักหน่อย ยังต้องเงียบปากลงไป