ตอนที่ 101
ตอนที่ 101
ตอนที่ 101
เรื่องนี้แม้แต่เหลยต้าชุนที่อยากจะหาโอกาสปกป้องหญิงงามอย่างตู้เถียนเถียนก็พูดไม่ออก
เพราะคำพูดก่อนหน้านี้ของตน ก็ฟังดูราวกับว่าการที่เจียงมู่ไป๋มาปรากฏตัวที่นี่ เป็นเรื่องไม่สมควร ประหนึ่งเจ้าของสถานที่
แต่เมื่อเซี่ยจวิ้นเหอแสดงท่าทีชัดเจนว่าอยู่ฝั่งเดียวกับสกุลเจียง เขาก็ได้แต่หุบปาก ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก
มีเพียงเจียงมู่ไป๋ที่แสดงสีหน้าชัดเจนว่า เริ่มรำคาญการหาจังหวะเข้ามาเกี่ยวข้องของเซี่ยจวิ้นเหอ
ชายหนุ่มจึงยื่นมือไปดึงเด็กหญิงเข้ามาใกล้ ก่อนพาเหยาอวี้มายืนข้างกาย ร่างสูงของเขาขยับเล็กน้อย บังสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนรอบด้านไว้เกือบทั้งหมด จากนั้นจึงพานางก้าวเดินออกไปอีกครั้ง
ทว่าวันนี้อุปสรรคกลับมีไม่น้อย ยังไม่ทันที่พวกเขาจะก้าวออกจากเรือนน้ำชา ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแทรกมาเสียก่อน
“ช้าก่อน ช้าก่อน”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มคน ใบหน้ายิ้มแย้ม ดูเป็นคนเจ้าสำราญไม่น้อย ท่าทางผ่อนคลายราวกับมองทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก
เขาชนหมัดคำนับไปทางเจียงมู่ไป๋อย่างสุภาพ
“ข้าน้อยหลินฉางเฟิง…อีกสองวันข้างหน้า ที่หอจิ่นอวิ๋นจะมีการจัดงานชุมนุมกวีชมวสันต์ ขึ้น” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ย่อมอยากเชิญบัณฑิตหนุ่ม และหญิงสาวในเหออันมาร่วมแต่งกวี ดื่มชา ฟังพิณกันสักหน่อย”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะชนหมัดไปทางเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง
“หากคุณชายรองเจียงให้เกียรติมาร่วม งานคงครึกครื้นขึ้นไม่น้อย”
จากนั้นเขาก็หันไปมองเด็กสาวทั้งสองข้างกาย “แน่นอนว่าย่อมขอเรียนเชิญคุณหนูเจียงทั้งสองท่านด้วยขอรับ”
ท่าทางของเขาดูเปิดเผย ตรงไปตรงมา เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร เพียงเป็นคนที่ชอบความครึกครื้นและงานสังสรรค์
และในสายตาของเขา หากเจียงมู่ไป๋มาปรากฏตัวในงานเช่นนี้ เกรงว่าหนุ่มสาวครึ่งเมืองเหออันคงต้องตามมาแน่นอน
เจียงจื่อหรงที่ได้ยินว่าเป็นงานชุมนุมกวีย่อมดวงตาเกิดประกาย นางยังไม่เคยไปสักครั้ง เพราะพี่ใหญ่ไม่เคยชวนนาง
ส่วนพี่รองนั้น…เหอะ ให้เขามีอารมณ์ออกจวนให้ได้ก่อนเถอะ และต่อให้มี คนอย่างพี่รองคงไม่มางานชุมนุมอย่างแน่นอน
ดังนั้นนางจึงเคยไปแต่งานเลี้ยงในบ้านขุนนางกับมารดา …ล้วนแต่น่าเบื่อ
เหยาอวี้เองในหัวก็มีแต่เรื่องการหาเงิน และของกิน การเข้าร่วมงานสังคมเช่นนี้ย่อมเหมาะสมในการสำรวจตลาด เรื่องพิมเสนก็ยังอยู่ในขั้นตอนหากลุ่มของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เช่นกัน อีกทั้งนางยังคิดจะนำพิมเสนมาใช้กับแท่งหมึกอีกด้วย
เช่นนั้นงานชุมนุมกวีอะไรนี่ มิใช่แหล่งรวมกลุ่มลูกค้าในอนาคตหรืออย่างไร
คำปฏิเสธอย่างเฉยชาตามฉบับยังไม่ทันได้ออกจากปาก กลับต้องชะงักไป เพราะรับรู้ถึงแรงบีบและกระตุกเรียกความสนใจที่นิ้วมือ เมื่อก้มมองก็เห็นดวงตาดอกท้อที่ชุ่มฉ่ำเป็นประกายกำลังมองขึ้นมาอย่างเว้าวอนเต็มที่ เด็กหญิงยังคงยืนเงียบ แต่แววตากลับฉายความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
เท่านั้นยังไม่พอ
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกเล็กน้อย ก็เห็นดวงตาผลซิงของเจียงจื่อหรงที่มองมาไม่ต่างกัน เด็กสาววัยสิบสามปีพยายามเก็บอาการ แต่แววตากลับทรยศเจ้าของเสียหมด
ต้องพบกับแววตาอ้อนวอนจากทั้งสองคู่สี่ตา ดวงตาที่มักเฉยชาก็พ่ายแพ้ให้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก
หากมีเพียงเจียงจื่อหรง เขาคงตัดสินใจได้ไม่ยาก จึงได้แต่ถอนใจเบาๆ บนใบหน้ามีแต่ความจนปัญญา
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนคุณชายหลินแล้ว”
สิ้นคำพูดของเจียงมู่ไป๋ เด็กสกุลเจียงสองคนก็รีบแตะมือกันอย่างมีความสุข เหยาอวี้ฉีกยิ้มกว้างแล้วกลับไปจับมือพี่รองเช่นเดิมเพื่อเอาใจ
ครั้งนี้นางตั้งใจแล้วว่าจะต้องรักษาชายหนุ่มให้หายขาดให้ได้
“เช่นนั้นไม่รบกวนคุณชาย และคุณหนูสกุลเจียงแล้ว เดินดีๆ นะขอรับ” หลินฉางเฟิงรู้สึกได้หน้าทันที หลังส่งมอบเทียบเชิญทั้งสามเล่มอย่างใจป้ำ ก็ยืนมองส่งคนทั้งหมดจนขึ้นรถม้าของจวนกลับไป
คนอื่นๆ เมื่อรู้ว่าอีกไม่กี่วันก็จะได้พบเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง อีกทั้งยังอาจมีโอกาสได้ประชันบทกวีกับอั้นโฉ่วด้วยตนเอง
ทุกคนย่อมรีบกลับไปเตรียมตัวให้พร้อม
ไม่รู้ว่าเจียงมู่ไป๋ที่ป่วยไข้ยาวนาน จะยังสามารถสร้างความน่าตื่นตะลึงในวงการบัณฑิต ได้เช่นเดิมหรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร เพียงชื่อของเขาปรากฏในงานชุมนุมครั้งนี้ ก็มากพอจะทำให้บัณฑิตหนุ่มในเมืองเหออัน ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
เหตุการณ์ทั้งหมดย่อมอยู่ในสายตาของตู้เถียนเถียน นางไม่คิดว่าเซี่ยจวิ้นเหอจะออกหน้าปกป้อง ไหนจะการปฏิบัติของเจียงมู่ไป๋ที่มีต่อเด็กแซ่หลัวนั่นก็ยิ่งรู้สึกขัดหูขัดตา
นางจำได้ว่า กระทั่งเจียงจื่อหรง น้องสาวแท้ๆ ของเขา เจียงมู่ไป๋ยังไม่เคยเอาใจเช่นนี้
ตอนที่ได้ข่าวว่าสกุลเจียงรับบุตรสาวบุญธรรม นางยังคิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าจะเป็นเด็กบ้านนอกคนนั้น นางนึกว่าสกุลเจียงจะสังหารนังเด็กนี่ไปแล้วด้วยซ้ำ
บิดาบอกว่าสกุลเจียงส่งคนไปทำลายบ้านหลัวที่หมู่บ้านหลัวซาน เขาจึงขับไล่พ่อบ้านซ่งออกเพราะไม่อยากมีเรื่องกับสกุลเจียง ทั้งครอบครัวซ่งและครอบครัวหลัวที่อยู่ในเหออันต่างหนีตายกันทั้งนั้น
เพื่อไม่ให้คนที่รู้เรื่องสลับตัวเจ้าสาวอยู่ในเหออัน ทุกคนล้วนอยู่อย่างหวาดระแวง
แต่นังเด็กนี่กลับอยู่ดีมีสุขในจวนเจียง!!!
ภาพตรงหน้านี้ทำให้ตู้เถียนเถียนรู้สึกไม่ยินยอม!
ในขณะที่ทั้งสามกำลังขึ้นรถม้าอยู่หน้าเรือนน้ำชา
มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เพิ่งเดินออกมาจากโรงหมอกู้จี้อี้กวนเหลือบมองเห็นเข้าโดยบังเอิญ
เขาชะงักไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังเด็กหญิงที่กำลังก้าวขึ้นรถม้า
ใบหน้าของนาง…ดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นที่ใดมาก่อน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วเดินกลับเข้าไปในโรงหมอ
ไม่นานนักเขาก็ไปหากู้เซิ่งอันผู้เป็นบิดา
“ท่านพ่อขอรับ เมื่อครู่ข้าเหมือนจะเห็นคนผู้หนึ่ง หน้าตาคล้ายคุณหนูห้าอยู่ไม่น้อยเลยขอรับ”
คำพูดนั้นทำให้กู้เซิ่งอัน สะดุ้งราวกับเห็นผี
ตอนนั้นสองพ่อลูกกำลังคุยกันอยู่ในห้องพักด้านในของโรงหมอพอดี
เขารีบเอื้อมมือไป ตะครุบปากบุตรชายทันที
“เจ้าพูดอะไรออกมา!”
พูดจบก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้อย่างร้อนรน รีบเดินไปที่ประตูห้องแล้วแง้มเปิดออกเล็กน้อย สายตากวาดมองซ้ายขวาตามระเบียงโรงหมอ อย่างระแวดระวัง
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ เขาจึงรีบปิดประตูกลับเข้ามา แล้วลงกลอนให้แน่นหนา จากนั้นค่อยหันกลับมามองบุตรชาย สีหน้าทั้งเคร่งเครียดทั้งร้อนตัว ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากเรื่องใหญ่โตบางอย่าง
หลายปีมานี้ เขาได้รับเงินค่าเลี้ยงดูจากเมืองหลวงจำนวนไม่น้อย
แต่แม่ลูกคู่นั้น…
กลับไม่เคยมาถึงโรงหมอกู้ที่เหออันเลยด้วยซ้ำ
เพื่อให้เงินค่าเลี้ยงดูยังคงถูกส่งมา เขาจึงจำต้องทำเหมือนว่าทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ดีที่นี่
เรื่องที่ตระกูลหลักส่งคนมานั้น นอกจากพวกเขาไม่กี่คน ก็ไม่มีผู้ใดรู้ และเงินก็ถูกส่งมาถึงมือเขาเพียงผู้เดียว ดังนั้น เพียงได้ยินชื่อคุณหนูห้า เขาจึงอดหวั่นไหวไม่ได้
“ที่เจ้าบอกว่าเห็น…เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
กู้เซิ่งอันถามเสียงต่ำ รู้สึกมีความหวังที่ปนกับความหวาดกลัว ผสมกันอยู่อย่างบอกไม่ถูกว่าสิ่งใดมากกว่ากัน
กู้เฉิงฮ่าวพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าเห็นกับตาขอรับ แต่เด็กหญิงผู้นั้นขึ้นรถม้าของสกุลเจียง บางทีข้าอาจจะตาฝาดก็ได้ พวกนางจะไปรู้จักกับตระกูลพ่อค้าในเหออันได้อย่างไร”
เขาหยุดคิดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“อีกทั้งตอนที่ข้าเคยเห็นคุณหนูห้าครั้งสุดท้าย นางยังเล็กมาก เป็นเพียงงานครบปีของนางเท่านั้น ตอนนี้ก็ผ่านไปตั้งหกเจ็ดปีแล้ว หน้าตาย่อมเปลี่ยนไปไม่น้อย”
เมื่อกู้เซิ่งอันได้ยินคำว่าสกุลเจียง
เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในใจคิดว่าบุตรชายคงจำคนผิดจริง หากแม่ลูกคู่นั้นมาถึงเหออันจริง อย่างไรก็ต้องมาหาพวกเขาที่โรงหมอที่นี่ก่อนอยู่แล้ว
ในใจจะย่อมรู้สึกผิดอยู่บ้าง แม้จะได้ยินข่าวลือไม่ดีมากมายเกี่ยวกับคุณหนูห้าผู้นี้ที่เมืองหลวง แต่เหออันห่างไกลที่นั่นนัก ผู้คนย่อมไม่รู้เรื่องราว เขาเองก็มิได้คิดจะผลักไส เพราะตระกุลหลักส่งเงินมาให้จำนวนไม่น้อย เพียงแต่หลังจากทั้งสองหายตัวไประหว่างทาง เขาเองก็ไม่กล้าส่งข่าวแจ้งกลับไปยังเมืองหลวง เพราะห่วงเงินช่วยเหลือก้อนนี้
ทว่าสองสามปีมานี้เขาก็ไม่ได้นิ่งดูดาย ยังให้คนออกตามหาเงียบๆ อยู่เสมอ
เพียงแต่…
ไม่เคยพบเบาะแสของพวกนางเลย