LNCrawler

ตอนที่ 102

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 102

ตอนที่ 102


 

เหยาอวี้ยุ่งอยู่กับการสรรหาของกินใหม่ๆ สำหรับยุคนี้ แต่ครั้งนี้เด็กหญิงยินดีที่จะแบ่งปันให้กับเรือนในฝั่งตะวันตกอีกด้วย แน่นอนว่าเพราะรสชาติแปลกใหม่ และอร่อยกว่าปกติทำให้เฉียนซื่อและเจียงมู่ไป๋นั้นถึงกับเพิ่มข้าวไปคนละถ้วยทีเดียว

ส่วนเจียงจื่อหรงยิ่งไม่ต้องพูดถึง เด็กสาวจะมากินข้าวที่เรือนป่าไผ่แทบทุกวัน ด้วยนิสัยแปลกๆ ของจางซื่อ จึงเข้ากันได้ดีกับคุณหนูสามแห่งจวนเจียง

พริบตาเดียวก็ถึงวันชุมนุมกวีวสันต์

สมกับเป็นคุณหนูในตระกูลที่ประกอบกิจการผ้าไหมชื่อดัง เด็กหญิงแทบไม่ต้องทำอะไร ตั้งแต่ที่กลับจากเรือนน้ำชาฝูชุนครานั้น ก็มีเสี่ยวเอ้อร์จากร้านหอผ้าเจียงซิ่วมาวัดตัวถึงเรือนนอน เมื่อถึงวันงานเด็กหญิงจึงมีชุดใหม่รออยู่เรียบร้อย

เหยาอวี้สวมเสื้อสั้นสีดอกท้ออ่อน ปักลายดอกเหมยเล็กๆ ด้วยด้ายเงิน เนื้อผ้าไหมบางเบา เมื่อขยับตัวแสงก็สะท้อนระยิบระยับ

ด้านล่างเป็นกระโปรงยาวสี่เขียวอ่อน ราวยอดหลิวแรกผลิบาน ชายกระโปรงปักลายเถาไม้เลื้อยอย่างประณีต เอวเล็กของเด็กหญิงผูกด้วยสายคาดสีหยกอ่อน ทำให้รูปร่างดูเล็กกระทัดรัดยิ่งขึ้น

ผมถูกรวบเป็นมวยเล็กตามแบบเด็กหญิงวัยเยาว์ ประดับเพียงปิ่นเงินรูปดอกท้อดอกจิ๋ว กับริบบิ้นไหมสีชมพูอ่อน

เมื่อเด็กหญิงเดินออกมา ชุดสีอ่อนกับใบหน้าขาวนวลทำให้นางดูราวกับดอกท้อเล็กๆ ที่เพิ่งผลิบานในต้นฤดูวสันต์

ทั้งน่ารัก และชวนให้คนพบเห็นอยากทะนุถนอมไว้ในอุ้งมือ


 

หอจิ่นอวิ๋นที่ใช้จัดงานชุมนุมกวีวสันต์ในครั้งนี้ นับว่าเป็นสถานที่งดงามขึ้นชื่อของเมืองเหออัน ตัวหอตั้งอยู่กลางสวนกว้าง ภายในถูกจัดแต่งอย่างประณีต ราวกับย่อส่วนทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำมาไว้ในพื้นที่เดียว

ด้านหนึ่งมีภูเขาจำลองจากหินสลักซ้อนลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ตามซอกหินปลูกต้นสนและต้นเหมยไว้ประปราย ทำให้ดูคล้ายภูเขาในธรรมชาติ

เบื้องล่างมีลำธารสายเล็ก ไหลคดเคี้ยวผ่านสวน น้ำใสไหลเอื่อยเหนือก้อนกรวดสีขาว เกิดเสียงน้ำกระทบหินเบาๆ ให้ความรู้สึกสงบเย็น

ส่วนศาลาหลักที่ใช้จัดงานเปิดโล่งรับลม

ภายในวางโต๊ะเตี้ยสำหรับนั่งพื้นเรียงยาวสองฝั่ง ขนานไปตามลำธารจำลองที่ไหลผ่านกลางศาลา

ตำแหน่งที่นั่งถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ แต่ละโต๊ะมีเบาะรองนั่ง หมึก พู่กัน และกระดาษวางเตรียมไว้เรียบร้อย

เมื่อมองจากด้านบน โต๊ะทั้งสองฝั่งจึงดูราวกับ โอบล้อมลำธารสายเล็กที่ไหลผ่านกลางศาลา

ทั้งงดงามและให้บรรยากาศสงบเย็น เหมาะกับการสนทนาและร่ายกวีเป็นอย่างยิ่ง



 

ช่วงเวลาจัดงานเป็นยามเว่ย (13.00 – 14.59 น.) สี่พี่น้องสกุลเจียงนับว่ามาถึงไม่สาย แต่เพราะชื่อเสียงของอั้นโฉ่ว โด่งดังไปทั่วอำเภอเหออัน

ใช่แล้ว…สี่พี่น้อง

ฮูหยินผู้เฒ่าที่แม้จะถูกกักบริเวณอยู่ในเรือนก็ให้คนหาเทียบเชิญไปส่งให้เจียงเจ๋อหมินด้วย ซึ่งชายหนุ่มก็มักจะได้รับเทียบเชิญมางานนี้ทุกปีอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อสองปีก่อนเขาสามารถสอบซิ่วไฉได้ แม้จะสอบจวี่เหรินไม่ผ่าน แต่ก็นับว่าเป็นวัยหนุ่มที่ถึงคราวหาคู่ครอง

เมื่อทั้งหมดลงจากรถม้าแล้วก้าวเข้าสู่หอจิ่นอวิ๋น ก็ได้พบกับหนุ่มสาวจำนวนมากที่มารวมตัวกันอยู่ก่อนแล้ว

ตลอดสองวันที่ผ่านมา

เทียบเชิญงานชุมนุมกวีวสันต์ปีนี้ นับว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนตามหามากที่สุด เหล่าแม่สื่อ จวนใหญ่ และตระกูลมีชื่อเสียงต่างก็ส่งคนออกตามหากันให้ควัก เพราะหากได้เข้าร่วมงานนี้ นอกจากจะได้พบเหล่าบัณฑิตหนุ่มมากฝีมือ ยังอาจได้เห็นอั้นโฉ่วแห่งเหออันแสดงฝีมืออีกด้วย

ดังนั้นเพียงเทียบเชิญไม่กี่ใบ ก็ถูกแย่งกันจนราคาสูงขึ้นหลายเท่า

ครั้งนี้หอจิ่นอวิ๋นจึงนับว่ากำไรงามตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน สมกับเป็นสถานที่เริงรมย์ชั้นสูงของเมืองเหออันจริงๆ

เมื่อก้าวเข้าสู่หอจิ่นอวิ๋น เสียงพิณกู่เจิงแผ่วเบาก็ลอยมาตามลม บรรยากาศภายในศาลาโปร่งกว้างดูสง่างามกว่าที่เหยาอวี้คาดไว้ไม่น้อย

เจียงเจ๋อหมินแยกตัวไปหาสหายของเขา

เด็กหญิงกวาดตามองไปรอบๆ อย่างเงียบๆ ทั้งภูเขาจำลอง ลำธารใสที่ไหลผ่านกลางศาลา โต๊ะเตี้ยที่จัดอย่างเป็นระเบียบ ไปจนถึงหญิงสาวในอาภรณ์งดงามที่กำลังดีดพิณและสนทนากับแขกผู้มาเยือน

ทุกอย่างดูมีระเบียบและเปี่ยมด้วยศิลป์

เจียงจื่อหรงที่เห็นสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยของนางก็อดพูดขึ้นไม่ได้

“เจ้าไม่ต้องแปลกใจหรอก ที่นี่ไม่ได้เหมือนหอเริงรมย์ทั่วไป”

เหยาอวี้หันมามอง

เจียงจื่อหรงจึงรีบเล่าต่ออย่างกระตือรือร้น แม้ว่าตนจะไม่เคยมาแต่ก็ได้ยินชื่อเสียงมานาน “เขาเรียกหญิงสาวที่นี่ว่านางคณิกาศิลป์ พวกนางถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก ทั้งดีดพิณ ขับร้อง ร่ายบทกวี เล่นหมากล้อม หรือแม้แต่ศิลปะการชงชา”

เหยาอวี้มองหญิงสาวที่กำลังดีดพิณอยู่ไม่ไกล พลางพยักหน้าเล็กน้อย

“มิน่า บรรยากาศจึงต่างจากหอเริงรมย์ที่คนทั่วไปพูดถึง”

เจียงจื่อหรงยิ้มทันทีที่เห็นนางสนใจ

“ใช่แล้ว ที่นี่มีกฎชัดเจนว่า ขายศิลป์ ไม่ขายตัว แขกที่มาที่นี่ก็เพียงมาฟังเพลง สนทนากลอนกวี เล่นหมากล้อม หรือดื่มชากันเท่านั้น หากผู้ใดทำตัวไม่เหมาะสมก็จะถูกเชิญออกจากหอทันที”

เหยาอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้นอย่างสุขุม

“เช่นนั้นหอแห่งนี้คงมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อย”

คำถามนั้นทำให้เจียงจื่อหรงชะงักเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามที่เคยได้ยินมา

“ได้ยินว่า…เบื้องหลังของหอจิ่นอวิ๋นมีคนใหญ่คนโตจากเมืองหลวงอยู่ ดังนั้นบัณฑิต พ่อค้า หรือผู้มีชื่อเสียงจึงนิยมมาพบปะสนทนากันที่นี่ เพราะนอกจะไม่เสียชื่อเสียงแล้ว ยังได้รับยกย่อว่ามีรสนิยมที่ดีอีกด้วย”

พูดมาถึงตรงนี้เด็กสาวก็เริ่มกระซิบอย่างตื่นเต้น

“บางคนก็มาดูบัณฑิตหนุ่มมากฝีมือด้วยเหมือนกัน อย่างงานวันนี้…” นางชะโงกหน้าเข้าใกล้เหยาอวี้เล็กน้อย “ได้ยินว่าบัณฑิตหนุ่มหน้าตาดีมาหลายคนทีเดียว หากเจ้าเล็งๆ ไว้สักคน รอให้โต…”

“เจียงจื่อหรง”

เสียงเรียบของเจียงมู่ไป๋ดังขึ้นตัดประโยคทันที

เด็กสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหุบปาก

ชายหนุ่มเหลือบตามองนางเพียงแวบเดียว

“เจ้ามาที่นี่เพื่อร่วมงานเท่านั้น”

เจียงจื่อหรงย่นจมูกเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ

เหยาอวี้กลับหัวเราะพี่สามในใจ ดูท่าว่านางคงต้องหาทางแยกเจียงจื่อหรงกับมารดาของตนเสียแล้ว นี่ขนาดว่ารู้จักกันไม่นาน กินข้าวด้วยกันไม่กี่วัน ก็ยังติดนิสัยนี้มาแล้ว

เด็กหญิงมองไปรอบหออีกครั้งอย่างพิจารณา สถานที่ที่รวบรวมบัณฑิต พ่อค้า และผู้มีชื่อเสียงเช่นนี้

สำหรับคนอื่นอาจเป็นเพียงสถานที่สนทนาศิลป์

แต่สำหรับนาง

มันคือ สถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสทางการค้ามากกว่าสิ่งใด


 

เจียงมู่ไป๋พาเด็กทั้งสองนั่งชมวิว กินของว่าง จิบชากันบริเวณที่นั่งริมระเบียง สาเหตุการมาร่วมงานก็เป็นเด็กทั้งสองอยากมาเปิดหูเปิดตา สำหรับเขาแล้วแม้จะรับปากมาร่วมงานก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปร่วมสนุกแต่อย่างใด ช่วงเวลาที่เขาอยู่เหออัน ปกติก็ไม่เคยร่วมงานพวกนี้อยู่แล้ว

เพราะนิสัยรักสันโดษแบบนี้ของเจียงมู่ไป๋ จึงกลายเป็นตัวกระตุ้นให้หญิงสาวทั่วเหออันต้องการมางานนี้ให้ได้

ส่วนเหยาอวี้ก็แค่อยากมาดูการใช้ชีวิตของเหล่าบัณฑิตในอำเภอ โดยเฉพาะเครื่องเขียนตั้งแต่แท่งหมึก พู่กัน ไปจนถึงถุงหอมที่ผูกอยู่กับเอว แม้แต่กลิ่นกำยานที่ลอยอยู่ตามศาลา

เด็กหญิงก็จดจำเอาไว้ในใจ หากพิมเสนสามารถสร้างกลิ่นที่สดชื่นและแปลกใหม่ได้

คนเหล่านี้ก็คือ ลูกค้ากลุ่มแรกของนาง

ขณะที่เหยาอวี้กำลังครุ่นคิดอยู่ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นใกล้ๆ

“หึ งานชุมนุมกวีอะไรกัน”

เด็กชายผู้หนึ่งเดินเข้ามา สีหน้าบูดบึ้งไม่พอใจ ด้านหลังมีสาวใช้สองคนเดินตามมาอย่างระมัดระวัง ดูจากการแต่งกายและท่าทีแล้ว คงเป็นบุตรชายของตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง

เด็กชายยังคงบ่นฮึดฮัด “มีแต่พวกบัณฑิตหน้าขาว นั่งพูดจาอ้อมไปอ้อมมา หากไม่ใช่ว่าท่านพ่อบังคับข้ามา จ้างให้ข้าก็ไม่มาหรอก”

พูดไปพลางเดินมาถึงระเบียง แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว เขาก็ชะงักไปทันที

สายตาจับจ้องไปที่เจียงมู่ไป๋ ใบหน้าหล่อเหลา โครงหน้าคมชัด แววตาสงบนิ่ง เด็กชายถึงกับมองเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนสายตาไปทางอื่น แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับเหยาอวี้

เด็กหญิงตัวเล็กที่นั่งกินขนมอยู่ข้างๆ เขาหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างปากดี ดูถูก

“เจ้ายังเล็กนัก ยังคิดจะมาหาคู่ในงานชุมนุมกวีอีกหรือ”

เหยาอวี้ยังไม่ทันตอบอะไร

เจียงจื่อหรงก็วางถ้วยชาลงทันที

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า!”

เด็กสาวจ้องเขาอย่างไม่พอใจ

“ใครบอกว่าเรามาหาคู่”

เด็กชายแค่นหัวเราะ ยิ่งนึกถึงหญิงสาวมากมายในงานที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างกับนางงิ้ว ดูก็รู้ว่าสตรีผมยาวตื้นเขินความรู้พวกนั้นมาทำอะไรกัน

“ไม่มาหาคู่ แล้วเด็กหญิงอย่างพวกเจ้าจะมาทำอะไรในงานบัณฑิต หรือคิดว่ามองหาบัณฑิตหนุ่มหล่อๆ ไว้ก่อน พอโตขึ้นจะได้เลือกง่าย”

“เจ้า…!”

เจียงจื่อหรงลุกขึ้นทันที รู้สึกอับอายเล็กน้อย เพราะตอนแรกนางก็ตั้งใจมาดูหนุ่มหล่อไปเล่าให้จางซื่อฟังสักหน่อยจริงๆ

เด็กชายเองก็ไม่ยอมถอย

ทั้งสองจึงเริ่ม เถียงกันไปมาเสียงดัง

จนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง สาวใช้สองนางเริ่มอยากจะร้องไห้

มีเพียงเจียงมู่ไป๋เริ่มขมวดคิ้ว กับเหยาอวี้ที่งงไปหมดแล้วว่าเรื่องราวเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร

 


ตอนนี้อยู่ในเล่ม 7 ปัจจุบันมี 16 เล่ม