LNCrawler

ตอนที่ 9

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 9

ตอนที่ 9


 

“สี่ตำลึง” เขาขยับตัวเลขขึ้นเล็กน้อย

หลัวเหยาอวี้เอ่ยต่อว่า “ซานฉีนี้อายุเกินเจ็ดปีเจ้าค่ะ เถ้าแก่หยางดูที่รอยวงปีตรงโคนได้”

เถ้าแก่หยางชะงัก เขาหยิบรากขึ้นมาตรวจใกล้ตาอีกครั้ง วงปีเล็กๆ ซ้อนกันจริง

เด็กคนนี้…ดูออกได้อย่างไร?

เขาวางของลงช้าๆ มองเด็กหญิงใหม่อีกที เด็กไม่กี่ขวบรู้เรื่องขนาดนี้เชียว?

“สี่ตำลึง ห้าร้อยอีแปะ”

จางซื่อสบตากับบุตรสาวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบ “ห้าตำลึงเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่หยางหัวเราะเบาๆ รู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย

“หญิงชาวบ้านเจรจาเก่งนัก”

เขานิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนตบโต๊ะเบาๆ “ตกลง ห้าตำลึง”

เสียงก้อนเงินวางลงบนโต๊ะดังชัดเจน 

จางซื่อรับเงินด้วยสองมือ ยิ้มอย่างพอใจ ในใจเกิดความหวังเล็กๆ ทั้งยังมองบุตรสาวดังเห็นสมบัติล้ำค่ายิ่งกว่าเดิม ไม่นึกเลยว่าหลัวเหยาอวี้จะมีความรู้ลึกซึ้งเพียงนี้

หลัวเหยาอวี้กลับมองเงินบนโต๊ะอย่างสงบ ความรู้สึกอึดอัดตลอดหลายวันที่ผ่านมาเหมือนจะได้รับการบรรเทาแล้ว

นี่สินะที่เขาเรียกว่า…เงินทองเยียวยาได้ทุกสิ่ง

จางซื่อยังมิได้เก็บถุงผ้ากลับทันที หลัวเหยาอวี้มองมารดาแวบหนึ่ง ก่อนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย

จางซื่อสูดลมหายใจช้าๆ แล้วค่อยๆ คลี่ผ้าอีกชั้นที่ซ่อนอยู่ใต้กองสมุนไพรเดิมออก

เถ้าแก่หยางกำลังจะหันไปสั่งเด็กฝึกงานเก็บของ แต่สายตาพลันสะดุด สิ่งแรกที่ปรากฏคือรากสีเหลืองอ่อนเรียวยาว ลำต้นมีข้อปล้องชัดเจน ใบแฉกสามเรียงเป็นระเบียบ ผลสีแดงเล็กๆ ยังติดอยู่หนึ่งผล

เถ้าแก่หยางชะงักทันที

“นี่…”

เขาก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิม หยิบขึ้นด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง

โสมป่า…ไม่ใช่โสมปลูกในสวน ไม่ใช่โสมอ่อนอายุสองสามปี รากแตกแขนงเป็นธรรมชาติ ผิวมีรอยย่นตามกาลเวลา เนื้อแน่น ไม่กลวง เขาใช้นิ้วลูบรอยตามลำต้น นับข้อปล้องในใจ

อย่างน้อยสิบปี…

ดวงตาพ่อค้าที่เคยสุขุมเริ่มสั่นเล็กน้อย

“พวกเจ้า…ได้สิ่งนี้จากที่ไหนกัน?”

จางซื่อเพียงตอบสั้นๆ “เพียงโชคดีเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่หยางหัวเราะเบาๆ อย่างไม่อยากเชื่อ แม้ว่าพวกนางจะไม่บอกชื่อสถานที่ก็ตาม แต่เรื่องพวกนี้ก็นับว่าเป็นความลับได้ เพราะคงไม่มีใครอยากบอกแหล่งทำกินของตน

ซึ่งสำหรับจางซื่อกับหลัวเหยาอวี้กลับไม่ใช่แค่นั้น พวกนางไม่อยากเปิดเผยตัวตนของตนเอง เพราะหากบ้านหลัวรู้ เงินเหล่านี้คงยากที่จะรักษาไว้

“โชคดีเช่นนี้ ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก”

แต่ก่อนที่เขาจะพูดต่อ หลัวเหยาอวี้กลับยกผ้าขึ้นอีกชั้นหนึ่ง คราวนี้ สิ่งที่วางอยู่ใต้ผ้านั้น ทำให้แม้แต่เสียงในร้านก็เหมือนหยุดลง

เห็ดดอกหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่นัก ผิวด้านบนมันวาวคล้ายเคลือบแล็กเกอร์ สีแดงอมดำลึก ขอบดอกสีอ่อนกว่าเล็กน้อย โคนดอกหนาแน่น รอบฐานมีคราบดินเย็นชื้นติดอยู่

หลิงจือดินเย็น…!!

เถ้าแก่หยางนิ่งไปชั่วครู่

ร้านหยางจี้ขายหลิงจือปลูกอยู่บ้าง แต่หลิงจือที่เติบโตในดินเย็นธรรมชาติ ใต้ร่มป่าลึกเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง เขาถึงกับคิดว่าสองแม่ลูกนี้จะต้องเดินไปในภูเขาใหญ่และป่าลึกเสี่ยงอันตรายอย่างแน่นอน

สายตาคมกริบกวาดสำรวจอย่างละเอียด ผิวดอกแน่น ไม่พรุน กลิ่นหอมอ่อนลึก มิใช่กลิ่นฉุนของการปลูกเอง ฐานดอกไม่ถูกตัดหยาบ แสดงว่าถูกเก็บอย่างระมัดระวัง

“ของเช่นนี้…” เขาพึมพำเบาๆ

หลัวเหยาอวี้ยืนสงบนิ่ง ราวกับมิได้ตระหนักถึงความตื่นตระหนกในร้าน

เถ้าแก่หยางเงยหน้าขึ้นช้าๆ

“พวกเจ้าต้องการเท่าไร”

คำถามนั้นมิใช่การกดราคาอีกต่อไป แต่คือการประเมินว่าตนจะจ่ายไหวเพียงใด

จางซื่อมิได้ตอบทันที นางหันมองบุตรสาวเพียงเสี้ยววินาที

หลัวเหยาอวี้เอ่ยเรียบๆ “ของสองชิ้นนี้ มิใช่เพียงบำรุงกำลัง หากใช้ถูกโรค อาจต่อชีวิตคนได้เจ้าค่ะ”

เถ้าแก่หยางยิ้มบางๆ “เด็กน้อย เจรจาเก่งนัก”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้าๆ “โสมป่านี้…ข้าให้ยี่สิบตำลึง หลิงจือดินเย็น…สามสิบตำลึง”

เด็กฝึกงานข้างๆ สูดลมหายใจแรง จำนวนเงินเช่นนี้ เทียบเท่ารายได้หลายปีของชาวบ้านทั่วไป

จางซื่อพยายามรักษาสีหน้าให้สงบ แม้หัวใจจะเต้นแรง นางไม่ได้จับเงินมากขนาดนี้มาหลายปีแล้ว ไม่นึกเลยว่าเพียงบุตรสาวร้องขออยากขึ้นเขาทีเดียว ความมั่งคั่งในมือก็เพิ่มขึ้นไม่หยุด

หลัวเหยาอวี้เพียงเอ่ยว่า “เถ้าแก่หยางเป็นผู้รู้คุณค่าของของดีเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่หยางหัวเราะเบาๆ “พวกเจ้าขึ้นเขาเสี่ยงชีวิต ข้าก็ต้องให้สมเหตุสมผล”

ก้อนเงินถูกนำออกมาวางบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบกันดังหนักแน่น

และทันทีที่เงินถูกเก็บเข้าถุงผ้า เสียงโครมครามก็ดังขึ้นด้านหลัง เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดกำลังจะเกิดขึ้นต่อหน้าพวกนาง…

เสียงเก้าอี้ล้มดังโครม! ชายวัยกลางคนรูปร่างใหญ่ในชุดผ้าดีล้มลงกลางร้าน ร่างกระแทกพื้นอย่างแรง

“เถ้าแก่จิน!”

คนในร้านร้องขึ้นพร้อมกัน

ชายผู้นั้นคือ จินต้าฉาง เจ้าของโรงเตี้ยมขนาดกลางจินฟู่ เขาเป็นคนมีพอฐานะและมักมาซื้อยาบำรุงเป็นประจำ ใบหน้าเขาแดงจัด เหงื่อแตกเต็มหน้าผาก มือกุมหน้าอกแน่น ลมหายใจหอบถี่

ลู่ต้าฟู่ หมอประจำร้านรีบเข้ามาคุกเข่าข้างตัวเขาทันที “ถอยออกไป อย่าเบียด!”

เขาวางนิ้วสามนิ้วจับชีพจรอย่างชำนาญ ชีพจรเต้นเร็ว แรง และตึง “ไฟตับกำเริบเพราะสุราแน่” เขาพึมพำ “พักผ่อนไม่พอด้วย”

จินต้าฉางกระอักเสียงแผ่ว “แน่น…หายใจไม่ออก…”

หลัวเหยาอวี้ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังชะงักเล็กน้อย ริมฝีปากของชายคนนั้นคล้ำ ปลายเล็บออกม่วงจางๆ เหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก มือซ้ายกดอกแน่นกว่ามือขวา

นี่ไม่ใช่เพียงตับร้อน

นางก้าวออกมาโดยไม่รู้ตัว “ท่านหมอ” นางเอ่ยเสียงเรียบ “ลองดูปลายเล็บเขาเจ้าค่ะ”

ลู่ต้าฟู่ขมวดคิ้ว “เด็กน้อย อย่าแทรกการรักษา”

แต่หลัวเหยาอวี้เลือกที่จะเข้าไปจับชีพจรเพื่อยืนยันความคิดตนเองอีกครั้ง ก่อนกล่าวต่อ “ชีพจรแม้เร็ว แต่ลึกและไร้ราก ลมชี่อุดในทรวงอกเจ้าค่ะ”

จางซื่อสะดุ้งเบาๆ พยายามดึงแขนลูกสาว เพราะนางไม่เคยเห็นบุตรสาวรักษาโรคให้ใครมาก่อน “เหยาเอ๋อร์…”

แต่สถานการณ์ตรงหน้าทำให้ทุกคนหยุดฟัง

หลัวเหยาอวี้ย่อตัวลงอีกด้านหนึ่ง “ท่านจิน แลบลิ้นให้ข้าดูสักหน่อย”

จินต้าฉางฝืนแลบลิ้น …ลิ้นแดงเข้ม ปลายลิ้นคล้ำ ฝ้าแห้งบางๆ

หลัวเหยาอวี้ใช้นิ้วสองนิ้วกดลงที่ทรวงอกด้านซ้ายต่ำลงจากไหปลาร้าเล็กน้อย

จินต้าฉางร้องทันที

“เจ็บ!”

หลัวเหยาอวี้ชักมือกลับ

“มิใช่เพียงธาตุไฟตับเจ้าค่ะ เป็นชี่ติดขัดในทรวงอก เลือดลมไม่เดิน หากให้ยาลดความร้อนอย่างเดียวจะยิ่งกดชี่ลงลึกกว่าเดิม”

ลู่ต้าฟู่ชะงัก เขาจับชีพจรใหม่ คราวนี้ตั้งใจยิ่งกว่าเดิม

จริงดังนางว่า…

ชีพจรแรงแต่เหมือนถูกกดทับ ไม่โปร่ง

เขามองเด็กหญิงตรงหน้าอย่างพิจารณา “แล้วเจ้าจะทำอย่างไร”

น้ำเสียงมิได้ดูแคลนอีกแล้ว

หลัวเหยาอวี้ตอบทันที “ใช้ไช่หูสามเฉียน เซียงฝู่สี่เฉียน เก๊กฮวยสองเฉียน เติมเฉินผีหนึ่งเฉียนช่วยเคลื่อนลมชี่ หากมีกวาโหล่วหนึ่งเฉียนยิ่งดีเจ้าค่ะ”

ลู่ต้าฟู่ตะลึงเล็กน้อยไม่คิดว่าเด็กเหมือนห้าขวบนี้จะระบุทั้งตัวยาและน้ำหนักได้

หลัวเหยาอวี้นึกว่าอีกฝ่ายยังไม่เชื่อใจจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็นว่า

“ไช่หูสามเฉียนพอระบายชี่ตับ ไม่ควรมากเกิน เดี๋ยวจะยิ่งกระตุ้นไฟ เซียงฝู่สี่เฉียนเพื่อกระจายการอุดกั้นในทรวงอก เก๊กฮวยสองเฉียนเพียงพอระบายความร้อนเบื้องบน เฉินผีหนึ่งเฉียนช่วยให้ชี่เดิน ไม่แน่นอืด”

นางเหลือบมองจินต้าฉางที่ยังหอบถี่ “ต้มน้ำสองถ้วยครึ่ง เคี่ยวไฟกลางให้เหลือหนึ่งถ้วยครึ่ง ให้จิบอุ่นๆ ห้ามดื่มรวดเดียว และให้นั่งพิงหมอน อย่าให้นอนราบเจ้าค่ะ”

ลู่ต้าฟู่จับชีพจรอีกครั้ง ชีพจรยังตึง แต่เริ่มแผ่วลงเล็กน้อย เขาหันไปสั่งเด็กฝึกงานทันที

“ไช่หูสามเฉียน เซียงฝู่สี่เฉียน เก๊กฮวยสองเฉียน เฉินผีหนึ่งเฉียน กวาโหล่วหนึ่งเฉียน ต้มเร็ว!”

เด็กฝึกงานรีบเปิดลิ้นชัก หยิบตาชั่งทองเหลืองมาชั่งตามสัดส่วน