LNCrawler

ตอนที่ 103

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 103

ตอนที่ 103


 

“โอ๋โหย๋ว ข้าก็ว่าแล้วว่าอั้นโฉ่วคนสำคัญของงานนี้หายไปไหน ที่แท้ก็มาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง” เสียงของเหลยต้าชุนดังขึ้นขณะเดินเข้ามา

คำพูดนั้นทำให้ผู้คนจากศาลาหลักเริ่มหันมามอง ก่อนจะทยอยเดินตามเข้ามาด้วยความสนใจ

ไม่นานบริเวณระเบียงก็เริ่มมีคนยืนล้อมอยู่ไม่น้อย สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง โต๊ะหินอ่อนริมระเบียง

เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งสงบดังเดิม มือข้างหนึ่งถือถ้วยชาไว้หลวมๆ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะขอบถ้วยอย่างแผ่วเบา อาภรณ์สีเขียวอ่อนของเขาพลิ้วไหวไปตามสายลม คล้ายเฉดเดียวกับกระโปรงของเหยาอวี้ที่นั่งอยู่ใกล้กัน

เส้นผมสีหมึกบางส่วนปลิวไหวเหนือบ่า ยิ่งเมื่อมีฉากหลังเป็น ภูเขาจำลอง และลำธารใสของหอจิ่นอวิ๋น ชายหนุ่มจึงดูสงบนิ่งราวกับไม่ใช่ผู้ที่อยู่ท่ามกลางงานชุมนุมอันวุ่นวาย ใบหน้าคมคายสง่างาม แววตาลึกสงบ

ประหนึ่ง เซียนหนุ่มผู้ละวางกิเลสทางโลก

ทว่าเด็กชายที่มีปากเสียงกับเจียงจื่อหรงถึงกับหันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เด็กชายเชิดหน้า พร้อมสายตาดูถูกออกมาทันที “เจ้าลูกอนุต่ำต้อย ออกมานอกจวนแล้วทำตัวยิ่งใหญ่เสียจริง ต่อหน้าคุณชายจากฮูหยินเอกเช่นข้า ยังมีที่ให้เจ้ามาอวดดีด้วยหรือ”

เด็กชายผู้นี้คือ เหลยฮ่าวหราน เป็นบุตรคนที่สาม ที่กำเนิดจากฮูหยินเอกของเหลยกวงซุ่น เจ้าของสำนักเรียนเหอเหลยนั่นเอง

เจียงจื่อหรงที่แม้จะเพิ่งทะเลาะกับเหลยฮ่าวหราน แต่เมื่อเจอกับศัตรูเก่าที่น่ารังเกียจยิ่งกว่า ในใจนางจึงย้ายข้างสนับสนุนเด็กชายทันที

เอาล่ะ คนเขาบอกว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร ครั้งนี้ข้าจะยอมปล่อยเจ้าเด็กปากมอมนี่ไปหนึ่งครั้ง

เหลยต้าชุนที่ถูกตัดหน้าด้วยคำพูดของเหลยฮ่าวหรานถึงกับหน้าชาในพริบตา สีหน้าของเขาเขียวคล้ำราวกับ กลืนหมึกดำเข้าไปทั้งก้อน สายตามองเด็กชายตรงหน้าอย่างแข็งกร้าว ราวกับกำลังมอง ศัตรูคู่อาฆาต

แต่ต่อให้ไม่พอใจเพียงใด เขาก็ทำได้เพียง กัดฟันเงียบ เพราะฐานะของเหลยฮ่าวหรานต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง ในใจคิดแล้วว่าปีนี้จะต้องคว้าตำแหน่งจวี่เหรินให้ได้ เพื่อกดข่มเจ้าคนอวดดีผู้นี้

ด้านเจียงจื่อหรงกับเหยาอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นบัณฑิตผู้เคยสร้างเรื่องให้ตั้งแต่เรือนน้ำชาฝูชุน ถูกจัดการเสียจนพูดไม่ออก

ทั้งสองก็รู้สึกสะใจไม่น้อย

บรรยากาศกำลังเริ่มตึงเครียด แต่จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา

“เอาเถิด เอาเถิด ทุกคนล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น”

หลินฉางเฟิง ไม่รู้โผล่มาจากไหน เดินเข้ามากลางวงอย่างรวดเร็ว

“ผู้ใดเป็นคนกันเองกับเจ้ากัน” เหลยฮ่าวหรานแม้จะเป็นบุตรชายเจ้าสำนักเรียน แต่ก็รังเกียจพวกบัณฑิตมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่เกิดก็ถูกคาดหวังและเปรียบเทียบ โดยเฉพาะเหลยต้าชุนที่ตั้งใจเรียนจนกลายมาเป็นลูกรักของบิดา เขายิ่งไม่ชอบใจ

หลินฉางเฟิงถึงกับหน้าม้านไปเลย

ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไรต่อ สายตาหลายคู่ก็พลันหันไปอีกทิศหนึ่ง เพราะมีหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาจากทางศาลาหลัก นางคือคณิกาเลื่องชื่อแห่งหอจิ่นอวิ๋น…หลานเยวี่ย

อาภรณ์ไหมสีม่วงอ่อนของนางพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดิน เส้นผมดำขลับเกล้ามวยสูง ประดับปิ่นหยกและพู่ไข่มุกที่ไหวระยับตามการเคลื่อนไหว ใบหน้างดงามละมุน ดวงตาเรียวยาวราวกลีบดอกหลันฮวาอิง[1] ทุกย่างก้าวของนางสง่างามราวกับกำลังร่ายรำ

เมื่อมาถึงระเบียง นางย่อตัวคำนับอย่างอ่อนช้อย

“บัณฑิต และคุณหนูทุกท่าน”  เสียงของนางนุ่มนวลราวสายน้ำ “อีกไม่นานก็จะถึงเวลาประชันกวีแล้ว หากผู้ใดสนใจเข้าร่วม ขอเรียนเชิญไปยังศาลาหลักด้วยนะเจ้าค่ะ”

กล่าวจบ นางก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบไปยังเจียงมู่ไป๋เพียงครู่ก่อนเก็บสายตาสำรวม

“หากคุณชายรองเจียงให้เกียรติเข้าร่วม งานวันนี้คงสมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

เจียงมู่ไป๋เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนตอบอย่างเรียบเฉย

“ข้าพาน้องสาวมาร่วมชมงานเท่านั้น”

น้ำเสียงสงบ แต่แววตาคมกริบ

หลานเยวี่ยชะงักเล็กน้อย เมื่อพบกับสายตานั้น นางก็ไม่กล้ากล่าวอะไรต่อ เพียงย่อตัวคำนับแล้วถอยออกไปอย่างนุ่มนวล

ในขณะเดียวกัน เจียงจื่อหรงก็เอนตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเหยาอวี้

“อยู่ตรงนี้ก็ดีแล้ว มองเห็นศาลาหลักได้ชัดพอดี” นางหรี่ตาเล็กน้อย มองไปยังกลุ่มบัณฑิตที่กำลังทยอยเข้าไปในศาลา “ไว้ดูว่าบัณฑิตหนุ่มคนไหนชนะในงานวันนี้ ข้าจะจำไว้ไปเล่าให้มารดาเจ้าฟัง เผื่อเอาไว้พิจารณาให้เจ้าในอนาคต”

เหยาอวี้ได้ฟังก็ถึงกับหัวเราะไม่ออก มารดาของนางส่งพี่สามมาเป็นหน่วยสืบราชการลับนี่เอง

เสียงกระซิบเบาๆ ข้างกายนั้น มีหรือที่เจียงมู่ไป๋จะไม่ได้ยิน แววตาของชายหนุ่มพลันมี เงามืดวูบสายหนึ่งพาดผ่านไป

นิสัยของจางซื่อแม้เจียงมู่ไป๋จะไม่เข้าไปพบเป็นการส่วนตัว แต่ทุกการเคลื่อนไหวในจวนเจียงล้วนอยู่ในสายตาเขาทั้งสิ้น ดังนั้นเขาจะไม่รู้นิสัยของนางได้อย่างไร

ชายหนุ่มจึงกล่าวขึ้นใหม่อย่างเรียบเฉย

“ถึงอย่างไรก็มาแล้ว…” เจียงมู่ไป๋กล่าวช้าๆ พลางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะหินอ่อน สายตาคมกวาดมองไปยังศาลาหลักที่เริ่มมีบัณฑิตทยอยนั่งประจำที่

“ไปลองดูสักหน่อยก็ดี”

คำพูดนั้นทำให้เจียงจื่อหรงชะงักไปทันที ก่อนดวงตาจะสว่างขึ้น นางเคยอ่านกวีที่พี่รองแต่ง แต่มิเคยเห็นเขาร่วมงานใดมาก่อนย่อมตื่นเต้น

“พี่รองจะไปร่วมประชันกวีหรือเจ้าคะ!”

เจียงมู่ไป๋ไม่ได้ตอบ เพียงลุกขึ้นช้าๆ จัดชายอาภรณ์สีเขียวที่ปลิวตามลมให้เรียบร้อย ท่าทางสงบนิ่งนั้นทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่รอบระเบียงเผลอหลีกทางให้โดยไม่รู้ตัว

เจียงจื่อหรงรีบลุกตามอย่างตื่นเต้น ส่วนเหยาอวี้ก็วางขนมในมือแล้วกระโดดลงจากเบาะเก้าอี้อย่างคล่องแคล่ว

ทั้งสามจึงเดินไปทางศาลาหลักท่ามกลางสายตาของผู้คน

หลินฉางเฟิงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหัวเราะเบาๆ อย่างคาดไม่ถึงเช่นกัน

ส่วนเหลยฮ่าวหรานกลับนั่งลงแทนที่แสดงท่าทีว่าไม่สนใจ เหมือนมาร่วมงานให้มันจบๆ ไปเท่านั้น

ข่าวว่าเจียงมู่ไป๋กำลังจะเข้าไปที่ศาลาหลัก แพร่ไปอย่างรวดเร็ว


 

บัณฑิตที่ตั้งใจเข้าร่วมประชันกวีเริ่มทยอยเข้ามาหาที่นั่ง

ไม่นานนัก หลานเยวี่ยก็เดินเข้ามานั่งยังตำแหน่งด้านข้างของตำแหน่งประธาน 

ส่วนที่นั่งประธานของงานนั้นเป็นของตู้ฉางหมิง นายอำเภอเหออัน เยื้องด้านหลังของเขามีตู้เถียนเถียนที่ขอติดตามมาด้วย ด้วยที่นั่งนี้นางจึงเห็นเหล่าบัณฑิต และผู้คนทั้งศาลา

แม้แต่เหลยกวงซุ่นเจ้าของสำนักเรียนเหอเหลยก็ยังมาปรากฏตัวด้วย

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะบ่งบอกได้ว่า งานชุมนุมกวีของเหออันในแต่ละปี ล้วนได้รับความใส่ใจจากขุนนางสำคัญของเมือง

ในอีกฝั่งหนึ่งของศาลา เจียงเจ๋อหมินก็เป็นหนึ่งในบัณฑิตที่เข้าร่วมประชันกวีในครั้งนี้เช่นกัน เขานั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายของลำธารจำลอง ในแถวบัณฑิตที่ทยอยนั่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

ตำแหน่งของเขาอยู่ค่อนมาทางด้านหน้า ไม่ไกลจากโต๊ะประธานนัก แสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงของบุตรชายสายหลักสกุลเจียงผู้นี้ก็ไม่น้อยในหมู่บัณฑิตเหออันเช่นกัน

เขามองไปยังน้องชายของตนที่กำลังเดินผ่านฝูงชน ผู้คนสองฝั่งต่างหันมองเจียงมู่ไป๋อย่างชื่นชม บางคนถึงกับลุกขึ้นเล็กน้อยเพื่อหลีกทางให้ ภาพนั้นทำให้ในใจของเจียงเจ๋อหมินรู้สึกอึมครึมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ตั้งแต่เกิดเรื่องในงานแต่งของเจียงมู่ไป๋ นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเจ๋อหมินได้เจอเขา

ด้านเหยาอวี้กับเจียงจื่อหรง ด้วยความช่วยเหลือของหลินฉางเฟิง ทั้งจึงได้ที่นั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะหนึ่งข้างๆ ศาลา

เจียงจื่อหรงหันไปถามทันที

“ท่านมิไปประชันกับพวกเขาหรือ”

หลินฉางเฟิงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้า

“ข้าเป็นเพียงผู้ชมจะดีกว่า ความสามารถน้อยนิดของข้า หากเอาออกมา เกรงว่าจะมีแต่ทำให้ขายหน้า”

คำตอบนั้นทำให้เจียงจื่อหรง เบะปากเล็กน้อย

นางหันมากระซิบกับเหยาอวี้ทันที

“น้องสี่ หากเจ้าจะเล็งผู้ใด พวกหนุ่มเจ้าสำราญขี้ขลาดเช่นนี้ต้องตัดทิ้งไว้ก่อน”

เด็กสาวเหลือบมองหลินฉางเฟิงอย่างไม่เกรงใจ กดเสียงลงอีกก่อนจะพูดต่ออย่างจริงจัง “พวกเรามีพี่รองที่สร้างชื่อไว้มากมาย ย่อมสามารถเลือกหาชายหนุ่มที่ ดีกว่านี้ ได้อยู่แล้ว”

หลินฉางเฟิงถึงกับหัวเราะค้าง อยากบอกเหลือเดินว่าตนยังนั่งหัวโด่อยู่ข้างๆ “คุณหนูสาม ชื่นชมเกินไปแล้ว”

เหตุใดคนเย็นชาเช่นนั้น จึงได้มีน้องสาวที่รับมือยากขนาดนี้นะ

หลินฉางเฟิงคิดในใจอยากอักเลือดตายให้รู้แล้วรู้รอด

ส่วนเหยาอวี้่ก็เริ่มรู้สึกผิดกับฮูหยินเจียงเหลือเกิน นางคิดคิดจริงจังแล้วว่า ต้องห้ามพี่สามไปเรือนป่าไผ่อีก!


 

เจียงมู่ไป๋เลือกนั่งลงในตำแหน่งตรงข้ามกับโต๊ะของพวกเหยาอวี้ ซึ่งอยู่ตำแหน่งเกินท้ายๆ ไม่โดดเด่นหนัก เมื่อเขานั่งลงก็ได้เห็นดวงตาดอกท้อส่งสายตาให้กำลังใจอย่างอบอุ่น แม้แต่เจียงจื่อหรงยังชูมือน้อยๆ ป้องปากเบาๆ อ่านได้ว่า ‘สู้ๆ’ อย่างร่าเริงตื่นเต้น

ชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตโดดเดียวมาตลอดในเรือนฝั่งตะวันตก ถึงกับปรากฎแววตาอ่อนโยน

ทั้งหมดอยู่ในสายตาของทุกคน โดยเฉพาะเหล่าคุณหนูมากมายที่มาร่วมชื่ชมงานกวีนี้ แต่ละคนรู้แล้วว่าคุณชายรองเจียงที่เย็นชานั้น ให้ความสำคัญกับพวกน้องสาวอย่างมาก

ความรู้สึกว่าสักวันหนึ่งรอยยิ้มนั้นจะถูกมอบให้พวกนางก็ทำให้แต่ละคนพยายามหาที่นั่งฝั่งเดียวกับพวกน้องสาวสกุลเจียง






 

[1] ดอกหลันฮวาอิง คือ ดอกศรีตรัง

 


ตอนนี้อยู่ในเล่ม 7