ตอนที่ 104
ตอนที่ 104
ตอนที่ 104
“คุณชายรองเจียงไม่นั่งข้างพี่ชายของตนหรือ ก็นะ…ถึงอย่างไรท่านก็เป็นถึงอั้นโฉ่ว แม้แต่ที่นั่งต้นแถวก็ไม่นับว่าผิดอันใด” เหลยต้าชุนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น พลางเอนกายพิงโต๊ะเล็กน้อย สีหน้าคล้ายยิ้มแต่แววตากลับเต็มไปด้วยการยั่วยุ
คำพูดนั้นทำให้สายตาหลายคู่หันมามองทันที เพราะทุกคนล้วนเข้าใจความหมายแฝงอยู่บ้าง
เหลยต้าชุนเหลือบมองไปทางเจียงเจ๋อหมินโดยเจตนา ในความคิดของเขา คนที่น่าจะรู้สึกขัดใจที่สุด ก็คงเป็นบุตรชายสายตรงผู้นี้นั่นเอง
ดูอย่างเจ้าเด็กฮ่าวหรานนั่น แม้จะทำตัวกร่างไม่เห็นหัวผู้ใด ในใจก็ต้องอิจฉาที่เขาสอบซิ่วไฉได้ และถูกท่านพ่อชื่นชม
สำหรับเขาแล้วชีวิตของตนก็ควรไม่ต่างจากเจียงมู่ไป๋ ถึงชายหนุ่มจะไม่ใช่ลูกอนุ แต่ก็เป็นบุตรชายของลูกอนุ เป็นคนตระกูลสาขาของสกุลเจียง แต่เหตุใดกลับมีชีวิตที่ดีกว่าเขามาก
มีใครบ้างไม่อยากใช้การสอบขุนนางเพื่อการยกระดับสถานะของตน แต่เจียงมู่ไป๋กลับทำได้ดีกว่าทุกคน ทว่านิสัยเย่อหยิ่งเย็นชาที่มองทุกคนเหมือนตัวเองสูงส่งนักหนานั้น
มันน่าขัดตา!
ถึงอย่างไรก็เป็นลูกหลานอนุเช่นกัน ทำตัวถือดีเข้าไปเถอะ!
ท่ามกลางสายตาของผู้คน เจียงมู่ไป๋เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ก่อนวางลงอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงกล่าวขึ้น
“เรื่องที่ข้าสอบได้อั้นโฉ่วนั้น ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย “ทั้งยังต้องห่างหายจากการสอบเคอจวี่เพราะปัญหาสุขภาพ” ชายหนุ่มเหลือบมองไปยังตำแหน่งต้นแถวของโต๊ะกวี ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“ที่นั่งที่ดีเช่นนั้น ควรมอบให้อั้นโฉ่วคนปัจจุบันเถิด”
คำพูดนั้นทำให้ตู้ซือหลิง อาศัยว่าเป็นบุตรชายนายอำเภอกำลังจะนั่งลงตรงตำแหน่งต้นแถวของอีกฝั่ง ชะงักไปทันที มือที่กำลังจะดึงชายอาภรณ์เพื่อนั่งลงถึงกับหยุดกลางอากาศ
สีหน้าของเขาแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจำใจขยับตัวไปนั่งตำแหน่งถัดไปอย่างเงียบๆ
ใช่แล้ว…เจียงมู่ไป๋สอบได้อั้นโฉ่วก็จริง แต่นั่นก็ผ่านมาหลายปีแล้ว
แต่ไม่ว่าจะก่อนหน้า หรือหลังจากนั้น
เหออันก็ไม่เคยมีอั้นโฉ่วคนที่สองอีกเลย
และหากผู้ใดยังจำได้
ในปีนั้น
เขายังเป็นเพียง เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีเท่านั้น
ความเงียบแปลกประหลาดจึงปกคลุมศาลา หลายคนอดเหลือบมองเหลยต้าชุนไม่ได้
เจ้าคนแซ่เหลย…เจ้ามัน สมองหมู!
แค่เรื่องที่นั่งก็ยังเอามาเป็นประเด็น เรื่องภายในตระกูลผู้อื่นก็ยังกล้าเอามาพูด คิดว่าคนในเหออันโง่เง่าจนฟังความนัยไม่เข้าใจหรืออย่างไร
ผลลัพธ์ก็คือ ตำแหน่งต้นแถวของโต๊ะกวีทั้งสองฝั่ง กลับไม่มีผู้ใดกล้านั่งอีก
เจียงเจ๋อหมินมองเหลยต้าชุนด้วยสายตาที่มืดลงเล็กน้อย เรื่องภายในของพี่น้อง ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ คนนอกจะสอดปากเข้ามาได้
เขาลุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะชนหมัดไปทางเหลยต้าชุน
“คงต้องทำให้คุณชายรองเหลยขำขันแล้ว” น้ำเสียงของเขาสุภาพ แต่ท่าทีเย็นลงอย่างชัดเจน “แต่เดิมน้องรองของข้าก็เป็นคนถ่อมตนและรักความสงบอยู่แล้ว”
เขากล่าวต่อ พลางเหลือบมองไปทางตำแหน่งประธานเล็กน้อย
“แม้ว่าคุณชายจะหวังดี แต่อย่างไรก็ต้องให้เกียรติเจ้าของงานด้วย”
คำพูดนั้นทำให้สายตาหลายคู่หันไปยัง เหลยกวงซุ่นที่นั่งอยู่ด้านข้างของตำแหน่งประธานทันที
สีหน้าของเจ้าของสำนักเรียนเหอเหลยดูเคร่งขรึม
“ต้าชุน!”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมาก แต่หนักแน่นพอจะทำให้คนทั้งศาลาได้ยิน
“หากเจ้าไม่คิดจะประชันกวี ก็กลับไปฝึกคัดตำรา!”
คำพูดสั้นๆ นั้นทำให้เหลยต้าชุนถึงกับหน้าแดงลามไปถึงใบหู รู้สึกเหมือนถูกตบหน้ากลางงาน สีหน้าของเขาแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นเล็กน้อยแล้วชนหมัดคำนับ
“ท่านพ่อสั่งสอนถูกแล้ว”
เสียงของเขาฝืนให้ดูเรียบเฉย แต่แววตากลับแข็งกระด้างอย่างเห็นได้ชัด
“บุตรเพียงกล่าวหยอกล้อกับสหายเท่านั้น มิได้มีเจตนาอื่น”
กล่าวจบเขาก็นั่งลงอย่างรวดเร็ว ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความอับอาย
เหลยต้าชุนกำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ ก่อนจะเงยหน้ามองไปยังคนที่อยู่ตรงข้าม
เจียงมู่ไป๋
ทว่า…
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกขัดใจยิ่งกว่า ก็คือสายตาของเจียงมู่ไป๋ กลับไม่เคยหยุดอยู่ที่เขาเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มเพียงมองผ่านเขาไปราวเป็นเพียงอากาศว่างเปล่า แม้แต่คำพูดของเจียงเจ๋อหมิน หรือบิดาเขาก็ไม่สนใจ
สายตานั้นเพียงทอดมองผ่านเขาไป ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น และสุดท้ายก็หยุดลงที่แถวโต๊ะข้างศาลา ตรงจุดที่น้องสาวทั้งสองของเจียงมู่ไป๋กำลังนั่งอยู่
เหลยต้าชุนกัดฟันแน่น
ในใจยิ่งรู้สึกเหมือนถูกดูแคลนเสียยิ่งกว่าเดิม
ตู้ฉางหมิงที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน แม้จะยังคงสีหน้าสุภาพตามมารยาท แต่ในใจก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างกับความวุ่นวายเมื่อครู่
เขากวาดสายตามองผู้คนในศาลา ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่เจียงมู่ไป๋ชั่วครู่ ถอนหายใจเหลือบมองบุตรสาวของตนที่นั่งเยื้องอยู่ด้านหลัง แววตาฉายความเสียดายเบาบาง
จากนั้นจึงค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบื้องหน้า เสียงกระทบของถ้วยชาเบาๆ ทำให้บทสนทนารอบด้านค่อยๆ เงียบลง
ตู้ฉางหมิงลุกขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“วันนี้หอจิ่นอวิ๋นได้จัดงานชุมนุมกวีวสันต์ เพื่อให้บัณฑิตในเหออันได้พบปะแลกเปลี่ยนวรรณศิลป์”
เขากวาดตามองเหล่าบัณฑิตที่นั่งเรียงกันอยู่สองฝั่งของลำธารจำลอง
“เช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราเริ่มกันที่การต่อบทกวีเลยแล้วกัน”
คำพูดนั้นทำให้บัณฑิตหลายคนเริ่มยิ้มออกมา เพราะการต่อบทกวีเป็นการละลายบรรยากาศก่อนการแข่งขันจริง ทั้งทุกคนยังรู้มั่นใจเรื่องการต่อวรรคบทกวีมาก
ตู้ฉางหมิงกล่าวต่อ “เริ่มจากต้นแถวซ้ายมือข้า ผู้ใดสามารถต่อบทได้ก็ให้กล่าววรรคบทกวีถัดไปแต่หากผู้ใดต่อบทไม่ได้…”
ชายวัยกลางคนยิ้มเล็กน้อย “ก็ต้องรับสุราหนึ่งจอกเป็นการลงโทษ”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งศาลาหัวเราะเบาๆ บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่คลายลงทันที หลายคนเริ่มยกถ้วยสุราขึ้นมาถือเตรียมไว้ ดูเหมือนว่าความครื้นเครงของงานจะเริ่มขึ้นแล้ว
ตู้ฉางหมิงยกมือไพล่หลัง ก่อนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกคำที่จะใช้เปิดบท สายตาของเขากวาดมองไปรอบศาลา ผ่านภูเขาจำลอง ลำธารใส และอาภรณ์งดงามของเหล่าบัณฑิต
สุดท้ายสายตาก็หยุดลงที่เครื่องประดับหยกบนเอวของบัณฑิตผู้หนึ่ง
ชายวัยกลางคนจึงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนกล่าวบทแรกออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หยกบริสุทธิ์สะท้อนวสันต์”
คำว่า ‘หยก’ จึงกลายเป็นคำตั้งต้นของการต่อบทกวีในครั้งนี้
เสียงซุบซิบเบาๆ เริ่มดังขึ้นในหมู่บัณฑิต หลายคนก้มหน้าครุ่นคิดทันทีว่าจะใช้คำนี้ต่อบทอย่างไรให้สง่างามที่สุด
ส่วนลำธารที่ไหลผ่านกลางศาลา ก็ยังคงส่งเสียงน้ำไหลแผ่วเบา
ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่ม ครื้นเครงขึ้นเรื่อยๆ ของเหล่าบัณฑิตในงาน
“พี่รองจะต้องคว้าอันดับหนึ่งในการต่อบทกวีแน่นอน” เจียงจื่อหรงกล่าวอย่างลำพอง
ตอนนี้การต่อบทกวีเวียนผ่านไปหลายรอบแล้ว บัณฑิตหลายคนเริ่มถูกสุราลงโทษจนใบหน้าแดงก่ำ
แม้แต่เจียงเจ๋อหมินยังโดนไปแล้วหนึ่งจอก
แต่เจียงมู่ไป๋ กลับยังไม่พลาดสักรอบ
ท่าทีของเจียงมู่ไป๋ช่างเอ้อระเหยราวกับไม่สนใจบรรยากาศที่เริ่มหนักอึ้งของบัณฑิตอื่นๆ
ชายหนุ่มเพียงฟังกวีบทก่อนหน้าของบัณฑิตข้างๆ แล้วกล่าวบทกวีต่อออกมาอย่างเรียบเฉย โดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย
ทว่าคำที่ออกจากปากเขากลับคมคายและลึกซึ้งเสียจนผู้ที่นั่งถัดไปต้องชะงัก คิ้วขมวดครุ่นคิดอยู่นานทุกครั้ง
หลินฉางเฟิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เด็กทั้งสอง ได้แต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วกล่าวอย่างสบายๆ
“การต่อบทกวีเป็นเพียงการเปิดงานเท่านั้น มิได้มีรางวัลอันใด มีเพียงสุราลงโทษเท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้เจียงจื่อหรงชะงักไปเล็กน้อย เด็กสาวเบะปากทันที
“ถึงไม่มีรางวัล พี่รองของข้าก็ยังเก่งที่สุดอยู่ดี”
พูดจบก็หันไปมองเหยาอวี้ราวกับหาเสียงสนับสนุน
เหยาอวี้ที่กำลังกินขนมอยู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ข้าว่าพี่รองก็ต้องชนะ”
เด็กหญิงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ต่อให้รอบนี้ไม่มีรางวัล พี่รองของพวกเราก็เก่งที่สุดอยู่ดี”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
หลินฉางเฟิงถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง มองสภาพของบัณฑิตหลายคนที่เริ่มดูไม่ได้ตั้งแต่เริ่มเปิดงาน
ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อยราวกับยอมแพ้
“เอาเถิด พี่รองของพวกเจ้านั้นก็เก่งจริงๆ นั่นแหละ”
ตอนนี้อยู่ในเล่ม 7