ตอนที่ 105
ตอนที่ 105
ตอนที่ 105
นี่เป็นรอบที่ห้าแล้วของการต่อบทกวี บัณฑิตหลายคนเริ่มถูกสุราลงโทษจนใบหน้าแดงก่ำ บางคนถึงกับหัวเราะเสียงดังเพราะความมึนเมา
บทกวีจึงค่อยๆ ไล่เรียงต่อกันมาเป็นทอดๆ จนกระทั่งกำลังเวียนมาจะถึงเจียงมู่ไป๋อีกครั้ง
เจียงจื่อหรงที่นั่งอยู่ข้างเหยาอวี้ยังคงลุ้นไม่หาย เพราะยามนี้ ในบรรดาบัณฑิตทั้งหมดที่นั่งอยู่สองฝั่งลำธาร มีเพียงพี่รองของนางผู้เดียว ที่ยังไม่ถูกสุราลงโทษแม้แต่จอกเดียว
เด็กสาวถึงกับบิดแขนเหยาอวี้เบาๆ อย่างตื่นเต้น
“น้องสี่ จะถึงพี่รองอีกแล้ว!”
เหยาอวี้ถึงกับหัวเราะเบาๆ กับท่าทีจริงจังของนาง ก่อนจะมองตามสายตาของเจียงจื่อหรง
และก็พบว่า
เจียงมู่ไป๋กำลังมองมาทางนี้อยู่ก่อนแล้ว
เด็กหญิงจึงเผยรอยยิ้มเล็กๆ ให้เขาอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังส่งกำลังใจอย่างเต็มที่
ในขณะเดียวกัน
บัณฑิตที่นั่งก่อนหน้าเจียงมู่ไป๋กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เขาก้มหน้าเงียบอยู่นาน มือที่ถือถ้วยสุราหมุนไปมาอย่างไม่รู้ตัว สายตากวาดมองลำธาร ภูเขาจำลอง และเหล่าบัณฑิตรอบศาลา
กว่าจะรวบรวมคำได้ เขาจึงค่อยเอ่ยออกมา
“หยกดั่งต้นไม้ยืนรับลม”
วรรคบทกวีนี้จบลง
สายตาของผู้คนหลายคู่จึงหันไปยังเจียงมู่ไป๋ทันที
ชายหนุ่มยังคงนั่งสงบนิ่งดังเดิม ทว่าสายตาของเขายังคงสบกับเหยาอวี้
ในชั่วขณะนั้น
ภาพหนึ่งก็วาบขึ้นมาในความทรงจำของเขา คืนที่เด็กหญิงดิ้นรนอยู่บนเตียงในเรือนหอของเขา
แววตาแดงก่ำ และความโดดเดี่ยวอ่อนแอที่พยายามดิ้นรนฝืนกล้ำกลืน
ภาพนั้นเพียงผ่านไปชั่วครู่
ก่อนที่เขาจะกล่าวกวีบทถัดไปออกมาอย่างเรียบเฉย
“ใบหน้าดั่งหยกเดียวดาย น้ำตาไหลนอง[1]”
คำสุดท้ายเพิ่งจบลง บัณฑิตที่นั่งถัดไปก็ถึงกับชะงัก
เพราะในใจของเขาเตรียมกวีบทต่อที่ลงท้ายด้วย ลม หรือเงาหยก
แต่เจียงมู่ไป๋กลับเปลี่ยนอารมณ์ของบทกวีในทันที จากภาพสง่างามของต้นหยก กลายเป็น ความเดียวดายและโศกเศร้า ความหมายของบทกวีจึงพลันลึกลับและซับซ้อนขึ้น
ชายผู้นั้นนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วขมวดแน่น พยายามค้นหาคำในหัว
แต่เวลาผ่านไป กลับยังต่อบทไม่ได้
สุดท้ายเสียงหัวเราะเบาๆ ก็เริ่มดังขึ้นรอบศาลา
หลานเยวี่ยยิ้มก่อนจะส่งสัญญาณ สาวใช้รีบยกถ้วยสุรามาวางตรงหน้าเขา
บัณฑิตผู้นั้นได้แต่ถอนใจ ก่อนจะยกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนหมดในคราวเดียว
สุรารสเผ็ดร้อนแล่นลงคอจนใบหน้าของเขายิ่งแดงก่ำ
นี่คือ จอกที่สี่แล้ว!
ในห้ารอบที่วนผ่านมา เขาสามารถต่อบทกวีจากเจียงมู่ไป๋ได้ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
สามรอบหลังสุดนี้
บทกวีของชายหนุ่มราวกับตั้งใจจะทำให้คนที่นั่งถัดไปต้องจนมุม เขาวางถ้วยลงอย่างแรงเล็กน้อย ในใจอดสบถไม่ได้
มารดามันเถอะ! เหตุใดเจ้าคนแซ่เจียง ถึงต้องมาถูกใจที่นั่งตรงนี้กัน
ทั้งศาลามีที่ว่างมากมาย
แต่เหตุใดคนที่ต้องรับเคราะห์ต่อบทกวีจากอั้นโฉ่วทุกครั้ง ต้องเป็นเขาด้วย
ทว่าหากบัณฑิตรอบตัวเจียงมู่ไป๋ได้ยินคงสบถออกมาได้ต่างกัน เพราะล้วนแต่รับกรรมทั้งสิ้น เนื่องจากกติกาลงโทษนี้หากคนที่อยู่ถัดไปต่อบทกวีไม่ได้ ลำดับจะถูกส่งข้ามหัวกลับไปยังคนที่อยู่อีกข้างของเจียงมู่ไป๋ และถ้าหากเขายังต่อบทกวีไม่ได้อีก ก็จะถูกส่งย้อนข้ามหัวคนที่รับจอกสุราลงโทษคนแรก เสมือนการโยนลูกหนังไปมา จนกว่าจะมีคนต่อบทกวีได้ แล้วลำดับจึงค่อยนับต่อไป
ดังนั้นบัณฑิตที่เข้าร่วมประชันบทกวีทุกคนล้วนหวาดกลัวกวีบทนี้ของของเจียงมู่ไป๋มาก กระทั่งว่าบัณฑิตที่อยู่รอบตัวเจียงมู่ไป๋ไปยังต่อบทนี้ไม่ได้ ต้องรับมอบจอกสุราลงโทษกันเป็นทิวแถว
จนเหลยกวงซุ่นต้องลุกขึ้นยืนแล้วหัวเราะว่า “เอาล่ะๆ เช่นนั้นการต่อบทกวีก็จบเพียงเท่านี้เถิด ข้ากลัวว่าปล่อยนานไปบัณฑิตรอบๆ คุณชายรองเจียงจะต้องดื่มน้ำแกงสร่างเมาเสียแล้ว”
เขามองเจียงมู่ไป๋อย่างชื่นชม ดูเหมือนว่าหลายปีที่ชายหนุ่มห่างหายไปจากการสอบเคอจวี่ จะไม่ส่งผลต่อความสามารถของชายหนุ่มเลย
ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงหัวเราะของบัณฑิตที่เริ่มเมามายจากสุราหลายจอก
เหยาอวี้กลับเงียบลงเล็กน้อย จากบทกวีและสายตาของเจียงมู่ไป๋เด็กหญิงก็คาดเดาได้ทันทีว่าถูกเขาล้อเลียนแล้ว
เด็กหญิงรู้สึกว่าหน้าของตนร้อนวูบขึ้นมา
ไม่ใช่ความเขินอาย
แต่เป็นความอับอายเสียมากกว่า
รอยยิ้มเอาใจที่นางส่งให้เขาเมื่อครู่จึงค่อยๆ จางหายไป ก่อนจะกลายเป็นการถลึงตากลับไปอย่างคาดโทษแทน ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ
ริมฝีปากเล็กขยับขมุบขมิบเงียบๆ แม้จะไม่มีเสียง แต่ก็อ่านได้ชัดถ้อยชัดคำว่า
‘ข้ามิได้ร้องไห้สักหน่อย!’
เจียงมู่ไป๋ที่กำลังมองอยู่ถึงกับหลุดยิ้มออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว รอยยิ้มบางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอั้นโฉ่วแห่งเหออัน
ทำให้หญิงสาวหลายคนรอบศาลาถึงกับจ้องมองอย่างโง่งม บางคนถึงกับลืมแม้แต่จะกระพริบตา
ท่ามกลางผู้คนทั้งหมด
ตู้เถียนเถียนที่นั่งอยู่ฝั่งที่นั่งประธานซึ่งยกสูงกว่าที่อื่นเล็กน้อย ย่อมเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน
สายตาของนางหยุดนิ่งอยู่ที่ชายหนุ่ม ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนลงไปยังเด็กหญิงฝั่งตรงข้าม
มือที่วางอยู่บนตักค่อยๆ กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เล็บเรียวยาวกดจิกลงบนฝ่ามือจนข้อนิ้วขาวซีด
รอยยิ้มอ่อนหวานที่นางใช้ประคองอยู่บนใบหน้าเมื่อครู่ ค่อยๆ แข็งค้างขึ้นทีละน้อย สายตาที่มองลงมาจากเบื้องบนเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
ตู้ฉางหมิงมองภาพทั้งหมดอยู่เงียบๆ เห็นบุตรชายที่ได้รับสุราไปถึงสองจอกก็รู้ว่าการสอบเซียงซื่อรอบนี้คงไม่ง่าย
ยิ่งมองไปทางด้านเจียงมู่ไป๋ในใจกลับรู้สึก เสียดายยิ่งกว่าเดิม ทว่าเขาไม่อาจแสดงอาการใดออกมาทางสีหน้าได้
เดิมทีเขายังคิดว่าไม่นานคงจะเป็นงานศพของขายหนุ่ม แล้วรอบด้านก็จะเห็นใจบุตรสาวตนที่รอดพ้นจากการถูกถอนหมั้น แล้วความอัปยศทั้งหมดที่ตนได้รับก็เลือนหายไปตามกาลเวลา ไม่ใช่เสียงเยาะเย้ยที่ว่าตนต้องพลาดการเป็นพ่อตาของอั้นโฉ่วเช่นนี้
แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ กลับทำให้เขาเข้าใจได้ทันทีว่าหลังจากงานกวีในวันนี้จบลง ชื่อเสียงของเจียงมู่ไป๋คงยิ่งโด่งดังและเนื้อหอมมากกว่าเดิมเสียอีก เพราะไร้คู่หมายแล้ว
ยิ่งเมื่อมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มในยามนี้ ผิวพรรณเริ่มเอิบอิ่ม ไม่เหลือเงาของคนป่วยหนักดังที่เคยได้ยินข่าวลือมาก่อน
ตู้ฉางหมิงจึงไม่อาจอธิบายความรู้สึกของตนได้ด้วยซ้ำ
สุดท้ายเขาจึงเพียงลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างสงบ เพื่อดำเนินการต่อไป
“การต่อบทกวีเมื่อครู่ก็ถือเป็นเพียงการอุ่นเครื่องเท่านั้น บัดนี้จึงถึงช่วงสำคัญของงานแล้ว”
“การประชันแต่งบทกวี”
สายตาของเขากวาดผ่านเหล่าบัณฑิตที่นั่งเรียงรายสองฝั่งลำธาร เมื่อเห็นสภาพบางคนแล้วจึงต้องกล่าวว่า
“ผู้ใดที่ยังไหว ก็เชิญนั่งต่อได้”
คำพูดนั้นทำให้เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นรอบศาลา
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้
หลานเยวี่ย ก็ให้คนยกกล่องไม้ขนาดเล็กขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะด้านหน้า ภายในบรรจุฉลากหัวข้อบทกวีที่เตรียมไว้สำหรับงานครั้งนี้
ตู้ฉางหมิงกล่าวต่อทันที
“ถ้วยเหล้าจะถูกปล่อยลงในลำธารที่ไหลผ่านกลางศาลา เมื่อน้ำพัดถ้วยลอยไปหยุดใกล้ผู้ใด ผู้นั้นต้องออกมาจับฉลากหัวข้อ จากนั้นแต่งบทกวีตามหัวข้อที่ได้รับ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“หนึ่งก้านธูป คือเวลาในการแต่งบทกวี”
สายตาของเขากวาดผ่านเหล่าบัณฑิตอย่างสงบ
“หากแต่งได้ ก็อ่านให้ทุกคนฟัง”
“แต่หากแต่งไม่ได้…”
มุมปากของตู้ฉางหมิงยกขึ้นเล็กน้อย
“เหล้าสิบจอกคือรางวัล…”
“...หากไม่ไหวก็ให้ถอนตัวออกไปที่ข้างศาลา เพราะจากนั้นถ้วยต่อไปจะถูกปล่อยลงมา”
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง รอบศาลาก็มีเสียง โหยหวนเบาๆ ดังขึ้นทันที
เพราะกติกานี้แทบจะเท่ากับคัดคนแพ้ออกอย่างชัดเจน
และต่อให้ยังแต่งกวีรอบนี้อยู่ต่อได้ ก็ยังมีโอกาสซวยต้องแต่งบทกวีมากกว่าหนึ่งครั้ง เพราะถ้วยเหล้านั้นไม่รู้จะกลับมาหยุดใกล้ตนอีกครั้งหรือไม่
บางคนถึงกับยกมือกุมหน้าผาก
บางคนถอนหายใจยาว
บางคนยังฮึดสู้อยู่
ตู้ฉางหมิงเห็นสายตาของบัณฑิตแต่ละคนเริ่มมีทั้งความกังวลและความตื่นเต้นปะปนกัน
เขาจึงยกมือขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“แน่นอนว่าการประชันแต่งกวีนี้ มิใช่มีเพียงสุราลงโทษเท่านั้น”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนเงยหน้าขึ้นมาทันที
ตู้ฉางหมิงจึงกล่าวต่อ “รางวัลที่แท้จริงมีอยู่สองรางวัล”
“รางวัลแรกสำหรับผู้ที่ดวงดีที่สุด ผู้ซึ่งถูกเลือกจากถ้วยเหล้าบ่อยที่สุด” หลังคำพูดนี้หลายคนก็หัวเราะทันที
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “จะได้รับแท่งหมึกเมฆม่วงเหวินเซียน จากสำนักหมึกชิงหลาน”
เพียงกล่าวชื่อออกมา
ทั้งศาลาก็เริ่มมีเสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นทันที
เพราะสำนักหมึกชิงหลานเป็นหนึ่งในสำนักทำหมึกที่มีชื่อเสียงที่สุดในมณฑลเจียงหนาน
หมึกของสำนักนี้ทำจากเขม่าสนโบราณ ผสมกาวหนังอย่างดี ผ่านการหมักและตากแห้งนานหลายปี
ยิ่งรุ่นหมึกเมฆม่วงเหวินเซียน ขึ้นชื่อว่าเมื่อละลายน้ำแล้ว สีดำจะลึกและเงางามราวเมฆยามค่ำคืน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้สนยังช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกสงบใจขณะเขียนพู่กัน
บัณฑิตหลายคนถึงกับหันมามองหน้ากัน
บางคนกระซิบเบาๆ
“สำนักหมึกชิงหลาน…ของพวกนั้นปกติซื้อยังยากมาก”
“ข้าเคยได้ยินว่าหมึกเมฆม่วงหนึ่งแท่ง ราคาพอๆ กับผ้าไหมชั้นดีเสียอีก”
ตู้ฉางหมิงยกมือขึ้นเล็กน้อยให้เสียงซุบซิบสงบลง ก่อนกล่าวต่อ “ส่วนอีกรางวัลหนึ่ง”
“สำหรับผู้ที่แต่งบทกวีได้ยอดเยี่ยมที่สุดในวันนี้”
“จะได้รับพู่กันขนนกกระเรียนหิมะ และจานฝนหมึกศิลาดำเมฆฝน”
คำพูดนี้ยิ่งทำให้เสียงฮือฮาดังขึ้นกว่าเดิม
บัณฑิตผู้หนึ่งถึงกับร้องออกมาเบาๆ
“ศิลาดำเมฆฝน!”
เพราะจานฝนหมึกชนิดนี้ทำจากหินฝนหมึกที่ขุดจากภูเขาโบราณในแถบต้วนซี เนื้อหินละเอียดราวไหม เมื่อนำหมึกมาฝนจะเกิดน้ำหมึกเนียนลึก สีดำเข้มและไม่ตกตะกอน
ส่วนพู่กันขนนกกระเรียนหิมะ
ก็ขึ้นชื่อว่าทำจากขนกระเรียนขาวผสมขนแพะอ่อน ปลายพู่กันเรียวและยืดหยุ่น เหมาะอย่างยิ่งกับการเขียนอักษรของบัณฑิต
เสียงสนทนาเริ่มดังขึ้นทั่วศาลา
“ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น”
“เพียงแท่งหมึกจากสำนักชิงหลานก็พอให้ข้าเขียนหนังสือได้หลายปี”
“แต่จานฝนหมึกเมฆฝนนั่น…ข้าเคยเห็นเพียงครั้งเดียวในจวนผู้ว่าการ”
บางคนถึงกับเริ่มนั่งตัวตรงขึ้น
แววตาของบัณฑิตหลายคนที่เดิมมีเพียงความครื้นเครงจากสุรา
บัดนี้กลับเริ่มจริงจังขึ้นไม่น้อย
เพราะรางวัลเหล่านี้ ไม่เพียงมีค่าในเชิงราคา แต่ยังเป็นของที่บัณฑิตทุกคนล้วน ใฝ่ฝันอยากครอบครอง
ความคึกคักตื่นเต้นของทุกคน ไม่ต่างกับเหยาอวี้ที่นั่งดูอยู่ด้านข้าง
อัยหย้า! นี่มันทีวีไดเรคฉบับยุคโบราณนี่หว่า
เด็กหญิงสัญญากับตนเองแล้วว่าปีหน้านางจะเป็นสปอนเซอร์จัดงานชุมนุมกวีวสันต์ เพื่อจัดแสดงหมึกพิมเสนของตนให้จงได้!!!
[1] วรรคกวี “ใบหน้าดั่งหยกเดียวดาย น้ำตาไหลนอง” 玉容寂寞泪阑干 (Yù róng jì mò lèi lán gān) มาจาก《长恨歌》(ฉางเฮิ่นเกอ) ของกวีที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ถัง นามว่า ไป๋จวีอี้
ซึ่ง 玉 (อวี้) ตัวนี้ เป็นตัวเดียวกับชื่อของ เหยาอวี้ ดังนั้นในเชิงสัญญะที่เจียงมู่ไป๋กล่าวออกมา เหยาอวี้จึงรู้ว่าบทกวีนี้เขาแต่งให้ตนเองในคืนเข้าหอตอนนั้น
ตอนนี้อยู่ในเล่ม 7