LNCrawler

ตอนที่ 106

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 106

ตอนที่ 106


 

เหลยต้าชุนมองไปยังกล่องฉลากหัวข้อกวีที่วางอยู่บนโต๊ะ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว

ในสายตาของผู้อื่นมันอาจดูเหมือนเพียงรอยยิ้มธรรมดา แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความกระหยิ่มกระย่องและมั่นใจ

หัวข้อกวีพวกนั้น…

อาจารย์ในสำนักเรียนเหอเหลย เป็นผู้คิดขึ้นทั้งหมด

เมื่อคืนก่อนที่กล่องนี้จะถูกส่งมายังหอจิ่นอวิ๋น เขาได้แอบเปิดอ่านจนหมดแล้ว

ดังนั้นหัวข้อทั้งหมดที่อยู่ในกล่อง ไม่มีข้อใดที่เขาไม่รู้

เหลยต้าชุนเหลือบมองไปยังบัณฑิตที่นั่งอยู่รอบศาลา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เจียงมู่ไป๋ ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

แววตานั้นเต็มไปด้วยการเย้ยหยันท้าทาย

ในเวลาเพียงหนึ่งก้านธูป เจ้าจะสามารถแต่งกวีได้ดีกว่าเขาที่เตรียมบทกวีไว้ทั้งคืน ได้อย่างไร

หรือแม้ว่าเจ้าจะโชคดีแต่งได้ดีจริง ก็ยังต้องไปวัดกับบทกวีของบัณฑิตทั้งศาลา เพื่อแย่งตำแหน่งบทกวียอดเยี่ยม

แต่สำหรับเขา…

ผู้ที่รู้หัวข้อทั้งหมดล่วงหน้า และเตรียมบทกวีไว้แล้ว

อย่างน้อยที่สุด

รางวัลสำหรับผู้ที่แต่งกวีได้มากที่สุด ก็ต้องตกเป็นของเขาแน่นอน

ทำไมคนดวงซวยที่ถูกถ้วยเหล้าเลือกยังควรได้รางวัลน่ะหรือ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ย่อมต้องเป็นผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่บนโต๊ะกวีแล้วแต่งกลอนได้เรื่อยๆ อย่างไรเล่า เพราะหากแต่งไม่ได้ก็ต้องรับจอกสุราสิบจอก สุราสิบจอกนั้นอย่างไรก็ยากที่จะกลับมานั่งแต่งกวีได้อีก

และเขาที่รู้หัวข้อมาแต่แรก ย่อมสามารถแต่งกวีได้ทันหนึ่งก้านธูปทุกครั้งที่ถ้วยเหล้ามาหยุดใกล้เขาแน่นอน

เหลยต้าชุนจึงเอนกายพิงโต๊ะอย่างสบายใจ

ราวกับว่าการประชันกวีในวันนี้

ได้ถูกตัดสินผล ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อคืน


 

ไม่นานนัก หลานเยวี่ยก็ยกมือเป็นสัญญาณให้เริ่ม

หญิงงามผู้หนึ่งของหอจิ่นอวิ๋นค่อยๆ ปล่อยถ้วยสุราหยกใบหนึ่งลงสู่ลำธารจำลองที่ไหลผ่านกลางโต๊ะยาวในศาลา น้ำใสสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกายระยับ ขณะที่กระแสน้ำพัดถ้วยกลมเล็กนั้นลอยเคลื่อนไปอย่างเอื่อยช้า

พร้อมกันนั้น เสียงพิณกู่เจิงก็เริ่มบรรเลงขึ้นอย่างแผ่วเบา

สายเสียงทอดยาวราวสายลมพัดผ่านสวนดอกท้อ ทำให้บรรยากาศภายในศาลาเต็มไปด้วยความสุนทรีย์และตึงเครียดในเวลาเดียวกัน

ถ้วยสุราค่อยๆ ลอยไปตามลำธาร

ผ่านหน้าบัณฑิตผู้หนึ่ง

แล้วก็ลอยต่อไปยังอีกผู้หนึ่ง

สายตาของทุกคนจับจ้องถ้วยหยกใบนั้นแทบจะพร้อมกัน บางคนเผลอเอนตัวตามทิศทางของมัน บางคนถึงกับเผลอกลั้นลมหายใจ

แม้หลายคนจะอยากให้ถ้วยสุราหยุดตรงหน้าตน เพื่อจะได้แสดงฝีมือในที่สาธารณะ

แต่ในเวลาเดียวกัน…

ก็ไม่มีใครอยากเป็นคนแรก

เพราะหากถูกเลือกตั้งแต่ต้น แล้วบังเอิญได้หัวข้อยากเกินไป บทกวีที่แต่งไม่ออกภายในหนึ่งก้านธูป ก็มีเพียงจอกสุราสิบจอกที่รออยู่

สุราสิบจอกนั้น ต่อให้เป็นคนที่ดื่มเก่งเพียงใด หากถูกลงโทษตั้งแต่แรก ก็ยากที่จะกลับมานั่งแต่งกวีต่อได้อีก

ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศรอบศาลาจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ปะปนกับความหวาดหวั่น บัณฑิตหลายคนเริ่มกระซิบคาดเดาหัวข้อกันเบาๆ บ้างก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดล่วงหน้า

มีเพียงผู้ที่มั่นใจในตนเท่านั้น ที่ยังคงนั่งสงบนิ่ง

บางคนยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน

บางคนหลับตาราวกับกำลังเรียบเรียงถ้อยคำในใจ

ส่วนเจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งอย่างสงบดังเดิม

ปลายนิ้วเรียวยาวแตะขอบถ้วยชาเบาๆ สายตาลุ่มลึกมองไปยังสายน้ำที่พัดถ้วยสุราไหลผ่านราวกับกำลังชมทัศนียภาพธรรมดา

ถ้วยสุราลอยต่อไปอีกช่วงหนึ่ง ก่อนจะหมุนช้าๆ อยู่กลางลำธาร แล้วจึงค่อยๆ เอียงเข้าหาขอบโต๊ะด้านหนึ่ง ในที่สุดก็หยุดนิ่งลงตรงหน้าบัณฑิตผู้หนึ่ง

เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นทันทีทั่วทั้งศาลา

เจียงเจ๋อหมินลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างสงบ เมื่อเห็นว่าถ้วยสุราหยุดอยู่ตรงหน้า เขาประสานหมัดคำนับไปยังที่นั่งประธานและบัณฑิตรอบศาลาตามมารยาท ก่อนจะก้าวออกมาด้วยท่าทีสุขุมมั่นคง

ชายหนุ่มเดินไปยังกล่องฉลากที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า ยื่นมือเข้าไปหยิบแผ่นไม้บางออกมาหนึ่งชิ้น แล้วส่งให้หลานเยวี่ยที่ยืนรออยู่ข้างๆ

หญิงสาวรับฉลากนั้นไว้ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะแผ่นไม้เบาๆ ก่อนจะคลี่ออกอ่าน สายตาของนางเหลือบขึ้นมองเจียงเจ๋อหมินเล็กน้อย หางตายกขึ้นอย่างมีจริต รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปากราวกับดอกไม้แรกแย้ม

เสน่ห์ของนางมิได้อยู่เพียงใบหน้างดงาม หากยังอยู่ในท่วงท่าการเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ ทั้งแววตาที่เหมือนจะยั่วยวนโดยไม่ตั้งใจ และน้ำเสียงที่อ่อนหวานจนผู้ฟังเผลอหลงตาม

หากไม่ใช่ว่าเจียงเจ๋อหมินเคยติดตามบิดาออกเดินทางค้าขายมาหลายเมือง เคยผ่านหอเริงรมย์และหอนางโลมมามิใช่น้อย แม้จะเป็นเพียงผู้ชมอยู่ห่างๆ ก็ตาม เขาอาจเผลอหลงไปกับเสน่ห์เช่นนี้ได้ไม่ยาก

ทว่าเวลานี้ชายหนุ่มกลับมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงพิธีการตามมารยาทเท่านั้น

หลานเยวี่ยคลี่ฉลากออกอ่าน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

“หัวข้อ… หมอกยามเช้า”

เสียงซุบซิบเบาๆ ดังขึ้นรอบศาลา หัวข้อนี้ฟังดูงดงาม แต่ก็ใช่ว่าจะแต่งได้ง่ายนัก

หลานเยวี่ยยกฉลากขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองเจียงเจ๋อหมินด้วยสายตาหยอกเย้า

“หมอกยามเช้า… ช่างเป็นหัวข้อที่เหมาะกับคุณชายใหญ่สกุลเจียงยิ่งนักเจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางยิ้ม “ได้ยินว่าท่านมักตื่นเช้ากว่าผู้อื่นเสมอ เช่นนั้นคงได้เห็นหมอกงามเหนือเหออันบ่อยกว่าผู้ใด”

คำพูดนั้นทำให้บัณฑิตรอบศาลาหลายคนหัวเราะขึ้นเบาๆ บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่จึงคลายลงเล็กน้อย

สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังหลานเยวี่ยอย่างเผลอไผล บางคนถึงกับมองตามการเคลื่อนไหวของนางไม่วางตา

มีชายใดบ้างไม่ชอบสาวงาม

หลานเยวี่ยย่อมรู้ดีถึงเสน่ห์ของตน

นางยกปลายคางขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกภูมิใจและถือดีผุดขึ้นในใจอย่างเงียบงัน ก่อนที่สายตาจะทอดผ่านบัณฑิตที่นั่งรายรอบ แล้วค่อยๆ เคลื่อนไปยังบริเวณกลางโต๊ะ

…ทว่า

คนผู้นั้นยังคงไม่มองนางเช่นเคย


 

เกือบจะหมดก้านธูปแล้ว เจียงเจ๋อหมินจึงวางพู่กันลงได้พอดี

ตัวอักษรที่เขาเขียนนั้นเฉียบคม สุภาพ และเป็นระเบียบดั่งแบบอย่างของบัณฑิตที่ดี เมื่อเสียงอ่านบทกวีของเขาดังขึ้นตามมา ถ้อยคำเรียบง่ายแต่มีภาพงามของหมอกยามเช้าคลี่คลุมเหนือแม่น้ำเหออัน ทำให้ผู้คนในศาลาต่างพยักหน้าชื่นชม

ไม่นานเสียงปรบมือก็ลั่นขึ้นรอบศาลา

บัณฑิตหลายคนพากันเอ่ยชมเบาๆ ว่าบทกวีสมกับเป็นบุตรชายผู้สืบทอดของคหบดีเจียง

กระดาษแผ่นนั้นถูกคนของหอรับไปเก็บไว้ทันที เพื่อนับเป็นหนึ่งแต้ม ในการประชันกวีครั้งนี้

หลานเยวี่ยย่อกายคำนับไปยังฝั่งที่นั่งประธาน ก่อนจะหันมามองเหล่าบัณฑิตรอบศาลาจำนวนไม่น้อยด้วยรอยยิ้มงดงาม นางต้องการเพิ่มความยากขึ้นไปอีกขั้น

“เพื่อให้สมกับคำว่าประชันกวี และคู่ควรกับหมึกเมฆม่วงเหวินเซียน…” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาน “ในแต่ละรอบ เราจะเพิ่มถ้วยเหล้าเข้าไปอีกหนึ่งถ้วยเจ้าค่ะ”

คำพูดนี้ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งใจฟังทันที

“ผู้ที่ถูกถ้วยเหล้าเลือกในแต่ละรอบ จะจับฉลากหัวข้อเดียวกัน แล้วแต่งกวีพร้อมกัน จากนั้นให้ทุกท่านที่อยู่ในศาลาช่วยกันตัดสิน ว่าผู้ใดควรค่าแก่คำว่าดวงดี และมีฝีมือ มากที่สุด”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายต่อ

“ยกตัวอย่างเช่น…รอบที่สอง… จะปล่อยถ้วยเหล้าสองถ้วย”

“บัณฑิตสองท่านที่ถูกเลือกจะประชันกวีในหัวข้อเดียวกัน แล้วให้ทุกท่านเลือกผู้ชนะหนึ่งคนเพื่อรับแต้มสะสม”

“ผู้ที่แพ้ยังคงนั่งรอรอบต่อไปได้ หากแต่หากแต่งกวีไม่ได้ภายในหนึ่งก้านธูป… ยังมีสุราสิบจอกปลอบใจอยู่เจ้าค่ะ”

ทุกคนหัวเราะทันที

หลานเยวี่ยยิ้มบาง ก่อนจะกล่าวต่อ

“รอบที่สาม… สามถ้วย สามท่าน”

“รอบที่สี่… สี่ถ้วย สี่ท่าน”

“รอบที่ห้า… ห้าถ้วย ห้าท่าน”

จากนั้นบัณฑิตก็รอฟังอย่างน่ากลัวว่าต่อไปถ้วยเหล้าจะต้องเต็มลำธารแน่นอน แต่หลานเยวี่ยกลับยิ้มซุกซน ก่อนจะพูดว่า “สูงสุดแค่ห้าถ้วยเท่านั้นเจ้าค่ะ เราจะลอยถ้วยจนกว่าฉลากจะหมด หรือไม่ก็…ทุกคนเมามายไม่ได้สติเจ้าค่ะ”

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง

คำอธิบายของนางทำให้บรรยากาศในศาลาเริ่มคึกคักขึ้นทันที

แบบนี้จึงน่าสนุกจริงๆ

นี่แหละจึงสมกับคำว่า… ประชันกวี

เสียงปรบมือดังขึ้นรอบด้าน หลายคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะการรอถ้วยเหล้าลอยมาทีละใบก่อนหน้านี้ช่างเนิบนาบเกินไป

แต่ในท่ามกลางเสียงสนับสนุนนั้น

บัณฑิตหลายคนกลับอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเจียงเจ๋อหมิน ด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย

เพราะเขาเป็นคนแรกที่ถูกเลือก ไม่ต้องประชันกับใครเลย เพียงแต่งกวีออกมาได้ บทกวีแผ่นนั้นก็ถูกนับเป็นแต้มสะสมทันที

ภายใต้สายตาริษยารอบด้าน

เจียงเจ๋อหมินกลับหัวเราะเบาๆ อย่างพอใจ

วาสนาเป็นสิ่งที่ใช่ว่าผู้ใดจะไขว่คว้าได้

เหล่าบัณฑิตที่แตกตื่นย่อมเข้าใจเรื่องนี้ดี

โดยเฉพาะ…

เหลยต้าชุน

ชายหนุ่มที่เมื่อครู่ยังนั่งเอนกายอย่างสบายใจ เวลานี้กลับรู้สึกราวกับฟ้าถล่มลงมาตรงหน้า

กติกาที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน ทำให้ความได้เปรียบของเขาถูกลดทอนไปไม่น้อย

ทว่า…

เหลยต้าชุนก็ยังคงฝืนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

เพราะไม่ว่าอย่างไร หัวข้อทั้งหมดในกล่องฉลากนั้น เขาได้อ่านมันหมดแล้ว ต่อให้ต้องประชันกับใคร

เขาก็ยังคงมีความได้เปรียบเหนือผู้อื่นอยู่หนึ่งขั้น


ตอนนี้อยู่ในเล่ม 8