ตอนที่ 107
ตอนที่ 107
ตอนที่ 107
“โอ้ย! หัวใจข้าจะหลุดออกมาแล้ว” เจียงจื่อหรงยืดคอมองถ้วยเหล้าแต่ละใบที่ไหลเอื่อยๆ ลงมาตามลำธารเล็กอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์สตรีเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้เป็นรอบที่แปดแล้ว หมายความว่ามีถ้วยเหล้าทั้งหมดห้าถ้วยกำลังถูกปล่อยลงมา และหมายความอีกว่าต้องมีผู้ถูกด้วยเลือกมาแล้วยี่สิบห้าคน ซึ่งในนี้ยังมีคนเดิมที่ซวยถูกถ้วยเหล้าเลือกซ้ำอีกด้วย
ท่ามกลางเหล่าบัณฑิตเกือบสามสิบคนที่มาร่วมประชันกวีวันนี้ ต้องเมามายออกจากโต๊ะกวีไปด้านข้างถึงสิบคนแล้ว
ซึ่งกลุ่มแรกๆ ที่ต้องซวยไปย่อมเป็นกลุ่มคนที่นั่งฝั่งซ้ายขวาของเจียงมู่ไป๋
เหตุผลก็ไม่ใช่อะไร
ด้วยสภาวะปกติ เมื่อมาเจอกับหัวข้อบทกวีหินๆ จากเหล่าอาจารย์ในสำนักก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องมาคิด และเขียนให้ทันภายในหนึ่งก้านธูป แต่ยามนี้รอบข้างของชายหนุ่มล้วนเจอสุราลงโทษตั้งแต่ต่อบทกวีว่าไม่ต่ำว่าสามถึงสี่จอกกันทั้งสิ้น
พอถูกถ้วยเหล้าลอยมาหา ทุกคนก็แทบจะล้มทั้งยืนลุกแทบไม่ขึ้น คิดกวีก็ยังยาก ยังต้องมาแข่งกวีกับคนอื่นในรอบเดียวกันอีก
ฮื่อ เจ้าคนแซ่เจียง สักวันข้าจะขอสู้ตายกับเจ้า!
มารดามันเถอะ ใครกันที่บอกว่าหากเอาชนะการประชันกวีกับเจียงมู่ไป๋เพิ่งหายเจ็บไข้ปางตายมาได้ ต้องได้ชื่อว่าชนะอั้นโฉ่ว ย่อมนำไปโอ้อวดได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ตอนนี้จึงกลายเป็นเหมือนเจียงมู่ไป๋นั่งบริเวณกลางโต๊ะอย่างโดดเดี่ยว
“พี่รองเจ้าช่างโชคดีจริงๆ” หลินฉางเฟิงกางพัดกระดาษขึ้นพัดพรึบพรับ พลางหัวเราะเบาๆ อย่างตื่นเต้น “บางคนถูกถ้วยเหล้าเลือกไปสามรอบ บัดนี้แทบจะนอนตายอยู่ตรงนั้นแล้ว พี่ใหญ่ของเจ้าก็ถูกเลือกตั้งแต่รอบแรก แต่คุณชายรองเจียงกลับยังไม่โดนสักรอบ”
สายตาของเขากวาดไปยังบัณฑิตบางคนที่นั่งพิงโต๊ะหน้าแดงก่ำจากสุราหลายจอก บางคนถึงกับกุมหน้าผากอยู่เงียบๆ เห็นได้ชัดว่าพิธีประชันกวีครั้งนี้มิได้อ่อนโยนต่อผู้แพ้เลยแม้แต่น้อย
หลินฉางเฟิงหัวเราะหึเบาๆ ก่อนจะพัดพัดในมือแรงขึ้นเล็กน้อย
“ต้องขอบคุณแม่นางหลานเยวี่ยจริงๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี “หากไม่ใช่ความคิดของนางงานกวีวันนี้คงน่าเบื่อไปมาก ข้ายังไม่เคยได้ชมความสนุกเช่นนี้มาก่อนเลย”
“ท่านอย่าทักสิ” เจียงจื่อหรงที่ยังลุ้นอยู่อดที่จะหันมาดุคนปากพร้อยไม่ได้ เมื่อหันกลับไปมองถ้วยเหล้าถ้วยหนึ่ง ปรากฎมามันลอยมาหยุดบริเวณด้านซ้ายของเจียงมู่ไป๋
เพราะรอบข้างเขาประมาณสองสามที่ล้วนไร้ผู้คนแล้ว
ดังนั้นเมื่อถ้วยสุราหยุดนิ่งอยู่ตรงจุดนั้น ทุกคนจึงเห็นได้ชัดว่า ผู้ที่อยู่ใกล้มันที่สุดก็คือเจียงมู่ไป๋
เสียงฮือฮาเบาๆ ดังขึ้นทันที เพราะหลายคนย่อมอยากเห็นฝีมือของอั้นโฉ่ว
คนรับใช้ของหอจิ่นอวิ๋นรีบวิ่งเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว วางกระดาษแผ่นขาวและที่ทับกระดาษลงตรงหน้าเขาโดยไม่รีรอ
บัดนี้ไม่จำเป็นต้องลุกออกไปจับฉลากด้วยตนเองแล้ว
เพราะตั้งแต่รอบที่ห้าเป็นต้นมา ในหนึ่งรอบจะมีบัณฑิตต้องแต่งกวีถึงห้าคน หอจิ่นอวิ๋นจึงอำนวยความสะดวกด้วยการส่งกระดาษไปให้ผู้ที่ถูกเลือกถึงที่นั่ง
ส่วนการจับฉลากหัวข้อ
จะเป็นหน้าที่ของแม่นางหลานเยวี่ย
หญิงสาวยืนอยู่ข้างกล่องฉลากตรงกลางศาลา นางยื่นมือเรียวเข้าไปหยิบแผ่นไม้บางขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะคลี่ออกอ่าน
สายตาของผู้คนรอบศาลาพลันจับจ้องมาที่นางพร้อมกัน
หลานเยวี่ยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงหวานใส
“หัวข้อของรอบนี้… ดอกท้อวสันต์”
ถัดออกไปไม่ไกล ที่เกือบหัวแถวตู้ซือหลิงก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเลือกเช่นกัน อีกฝั่งตรงข้ามก็เป็นเหลยต้าชุน
ทั้งสองเมื่อเห็นกระดาษและพู่กันถูกนำมาวางตรงหน้า สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
แม้ในใจจะมีความหวาดหวั่นอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงมีความมั่นใจในแบบฉบับของตน
สำหรับตู้ซือหลิง ความมั่นใจนั้นมาจากการอบรมสั่งสอนที่ได้รับมาตลอดชีวิต ในฐานะบุตรชายของนายอำเภอ เขาได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงของเหออันมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งการแต่งกลอน วรรณคดี และคัมภีร์โบราณ ล้วนฝึกฝนมาจนคุ้นมือ
ส่วนเหลยต้าชุน…
ความมั่นใจของเขามาจากสิ่งใดนั้น เจ้าตัวเองย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ
กลิ่นควันธูปลอยอวลอยู่กลางศาลา
ก้านธูปที่ถูกจุดไว้บนโต๊ะกลาง บัดนี้เผาไหม้ไปเกือบครึ่งแล้ว
เหยาอวี้กับเจียงจื่อหรงเองก็ลุ้นจนแทบจะนั่งไม่ติดที่เช่นกัน
เดิมทีทั้งสองคาดว่าจะได้เห็นพี่รองของพวกนางขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก เหมือนบัณฑิตคนอื่นๆ ที่กำลังรีบเรียงถ้อยคำในใจ
แต่เมื่อมองไปยังที่นั่งของเขาปรากฎว่าเป็นท่าทีเอื่อยเฉื่อย สายตาที่มองมาอย่างเอ้อระเหย คล้ายจิ้งจอกจอมขี้เกียจผู้หนึ่ง
ทั้งสองคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของเขาดี ทุกครั้งที่ต้องนั่งอ่านหนังสือ หรือเฝ้ามองพวกนางคัดตำรา สายตาที่เหม่อลอยในยามปกติมักให้ความรู้สึกง่วงงุนขี้เกียจเช่นนี่แล
ฮื่อ พี่รอง ท่านช่วยตั้งใจสักหน่อยจะได้หรือไม่!!!
พบกับสีหน้าร้อนรนของทั้งคู่ เจียงมู่ไป๋ก็รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง
ยิ่งกับดวงตาดอกท้อนั่น เด็กหญิงคิดว่าเขาจะต้องใช้เวลาเท่าใดในการแต่งกวีในหัวข้อดาดดื่นเช่นนี้หรือ?
เห็นปิ่นเงินรูปดอกท้อเล็กๆ ดังกิ่งน้อยที่ยังไม่บานเต็มวัย ในใจก็พลันทอดถอนใจขึ้นมาอย่างเฝ้ารอ
ทั้งสี่คนล้วนแต่อ่านบทกวีของตนไปแล้ว เหลือเพียงกระดาษว่างเปล่าของเจียงมู่ไป๋ กับก้านธูปที่รอการเผาไหม้อีกแค่หนึ่งส่วน
บัณฑิตรอบด้านเริ่มมองมาทางเขามากขึ้น
แต่อั้นโฉ่วแห่งเหออันกลับยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง
ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนยกพู่กันขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวจับด้ามพู่กันอย่างเอื่อยเฉื่อยราวกับการเขียนบทกวีครั้งนี้เป็นเพียงการขีดเขียนตามอารมณ์ยามว่าง
พู่กันจุ่มลงในหมึก จากนั้นก็เคลื่อนไปบนกระดาษอย่างราบรื่น หมึกดำไหลไปตามปลายพู่กันอย่างต่อเนื่อง ตัวอักษรแต่ละตัวปรากฏขึ้นอย่างสง่างาม เฉียบคม และหนักแน่น
ไม่มีการชะงัก
ไม่มีการครุ่นคิด
ราวกับบทกวีนี้ถูกเรียบเรียงไว้ในใจตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อเขาวางพู่กันลง คนรับใช้ของหอจิ่นอวิ๋นที่ยืนรออยู่ก็รีบก้าวเข้ามายกกระดาษแผ่นนั้นขึ้น
สายตาของผู้คนทั้งศาลาพลันจับจ้องไปยังตัวอักษรบนกระดาษ
เจียงมู่ไป๋จึงเอ่ยอ่านออกมา น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายล่องลอยไปตามสายลมที่พัดผ่านลำธารจำลอง
“กิ่งดอกท้ออ่อน
แม้สีจะสดแต่ยังไม่บาน
รอให้วสันต์พาเติบโตงดงาม
คอยเฝ้าอยู่เคียงข้าง[1]”
เมื่อเสียงอ่านจบลง ทั้งศาลากลับเงียบงันไปชั่วขณะ ราวกับผู้คนยังไม่ทันได้หายใจ
บทกวีนี้มิได้กล่าวถึงดอกท้อที่บานสะพรั่ง
มิได้กล่าวถึงการโรยราของกลีบดอก
ยิ่งมิได้กล่าวถึงความงดงามฉาบฉวยของวสันต์
เป็นภาพของกิ่งดอกท้ออ่อนที่ยังรอวันผลิกลีบ
ถ้อยคำเรียบง่าย ทว่าลึกซึ้ง ให้ความรู้สึกเก่าแก่ และสง่างาม ราวกับถ้อยคำจากบทกวีโบราณในคัมภีร์เก่า
ผู้ฟังหลายคนพลันรู้สึกเหมือนสายลมเย็นพัดผ่านใจ
ดอกท้อในบทกวีนี้มิใช่เพียงดอกไม้
หากเป็นการเฝ้ารอ
เป็นความอ่อนโยนที่ไม่เร่งร้อน
และเป็นคำมั่นเงียบงันว่าจะอยู่เคียงข้าง
บัณฑิตทั้งสี่คนที่เหลือรับรู้ทันทีว่า
พวกเขา…ซวยแล้ว
เพราะบทกวีของพวกเขาล้วนกล่าวถึงดอกท้อในทางเดียวกัน
บ้างก็เขียนถึงดอกท้อที่บานสะพรั่ง
บ้างก็กล่าวถึงกลีบที่โรยรา
บ้างก็เอ่ยถึงวสันต์ที่พัดพาดอกไม้ผลิดอก
ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนเป็นภาพที่พบเห็นได้ดาดดื่นในบทกวีเกี่ยวกับดอกท้อ เพราะบัณฑิตทุกคนต่างเคยได้ยินบทกวีเกี่ยวกับดอกท้อมานับไม่ถ้วน จึงพอจะดัดแปลงถ้อยคำออกมาได้
ทว่าเมื่อเทียบกับบทกวีของเจียงมู่ไป๋แล้ว
ความสามารถที่น้อยนิดของพวกเขา
ก็ยิ่งดูตื้นเขินเสียจนไม่อาจเทียบชั้นได้เลย
[1] กิ่งดอกท้ออ่อน แม้สีจะสดแต่ยังไม่บาน รอให้วสันต์พาเติบโตงดงาม คอยเฝ้าอยู่เคียงข้าง
桃枝初嫩 (Táo zhī chū nèn)
灼灼未华 (Zhuó zhuó wèi huá)
待春成色 (Dài chūn chéng sè)
长伴枝头 (Cháng bàn zhī tóu)
ดัดแปลงมาจาก จากคัมภีร์กวีโบราณ《诗经》(ซือจิง)
ไม่ทราบชื่อผู้แต่งเพราะเก่าแก่มาก เป็นกวีสมัยราชวงศ์โจวโบราณ อายุประมาณ 3,000 ปีแล้ว
ต้นฉบับคือ…
ดอกท้อบานงดงามสดใส เปล่งประกายดั่งเปลวไฟ หญิงผู้นี้เมื่อเข้าสู่เรือน ย่อมนำความสุขสู่ครอบครัว
桃之夭夭 (Táo zhī yāo yāo)
灼灼其华 (Zhuó zhuó qí huá)
之子于归 (Zhī zǐ yú guī)
宜其室家 (Yí qí shì jiā)
ในวรรณกรรมจีน ดอกท้อ (桃花) มักใช้เปรียบกับหญิงสาวงดงามในวัยสาว และบทกวีนี้เป็นหนึ่งในบทกวีงานแต่งงานที่เก่าแก่ที่สุดของจีน