LNCrawler

ตอนที่ 108

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 108

ตอนที่ 108


 

เจียงจื่อหรงถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินบทกวีจบลง

“โอ้โห…” นางอุทานเสียงเบา พลางหันไปโอ้อวดกับหลินฉางเฟิง “พี่รองข้าช่างแต่งกวีได้งดงามจริงๆ”

หลินฉางเฟิงเองก็ยังถือพัดค้างอยู่กลางอากาศ สีหน้าประหลาดใจไม่ต่างกัน เขามองไปยังตัวอักษรบนกระดาษกลางโต๊ะ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้เป็นอั้นโฉ่ว” เขาพูดพลางส่ายหัวอย่างชื่นชม แต่รู้สึกเหมือนฝันไป ไม่คิดว่าคนอย่างเจียงมู่ไป๋จะแต่งกวีรัก “เพียงไม่กี่วรรคกลับทำให้ดอกท้อธรรมดากลายเป็นสิ่งลึกซึ้งขึ้นมาได้”

เจียงจื่อหรงพยักหน้าแรงๆ ราวกับเห็นด้วยเต็มที่

“ใช่ไหมเล่า! ข้าก็บอกแล้วว่าพี่รองของข้าเก่งที่สุด!”

ทั้งสองยังคงพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น

มีเพียงเหยาอวี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ซึ่งกลับรู้สึกว่าตนเอง…ไม่กล้ามองไปยังบริเวณกลางโต๊ะนั้นอีก

เด็กหญิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ในใจอดครุ่นคิดไม่ได้

อัยหยา…

นี่คือการแต่งกวีทั่วไปของบัณฑิตยุคโบราณอย่างนั้นหรือ

ถึงว่ากันว่าควรระวังคำพูดของพวกบัณฑิต

มันช่างล่อลวงผู้คนเสียจริงๆ

เหยาอวี้คิดในใจ พลางพยายามสงบใจที่อยู่ๆ ก็สั่นไหวขึ้นมา

แต่เจียงจื่อหรงกลับยังไม่เลิกพูด

นางโน้มตัวมากระซิบกับเหยาอวี้อย่างอารมณ์ดี

“ต่อไปข้าว่า… อนาคตพี่สะใภ้ของพวกเรา คงต้องจมอยู่ในกองกวีเกี้ยวรักของพี่รองแน่นอน”

คำพูดนั้นทำให้เหยาอวี้สะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีเหมือนไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของเด็กสาว ความตะหงิดในใจเมื่อครู่พลันหายไปทันที

เด็กหญิงพยักหน้างึกงักโดยไม่รู้ตัว พลางทำหน้าครุ่นคิดจริงจัง

“จริงด้วย…” นางพึมพำเบาๆ “คนเรานี่…ดูจากภายนอกไม่ได้เลยจริงๆ”

“ก็จริง ข้าไม่คิดเลยว่าพี่รองจะแต่งกวีรัก” พูดจบก็หัวเราะคิกคัก เอามือกุมหน้าฝันหวาน

ขนาดคุณหนูเจียงยังเป็นเช่นนี้ หญิงสาวทั่วทั้งศาลาย่อมอาการหนักกว่านี้มาก บางคนถึงกับเหมือนจะหายใจไม่ทัน

เอิ่ม… หรือครั้งหน้า นอกจากหมึกพิมเสนแล้ว ตลับหอมพิมเสนก็ควรนำมาวางด้วยกันเลยดีหรือไม่?


 

แล้วจากนั้นก็เหมือนฟ้าสั่ง สววรค์กลั่นแกล้ง

ถ้วยสุราที่ลอยไปตามลำธารจำลอง…

กลับหยุดใกล้เจียงมู่ไป๋อยู่เสมอ

ครั้งแล้วครั้งเล่า

เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นทุกครั้งที่ถ้วยสุราหมุนช้าๆ แล้วเอียงเข้าหาโต๊ะของเขา

ทว่าคราวนี้ไม่มีภาพของชายหนุ่มที่นั่งรอจนธูปใกล้หมดอีกแล้ว

เพียงคนรับใช้วางกระดาษลงตรงหน้า

พู่กันก็ขยับทันที

หมึกดำไหลไปตามปลายพู่กันอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรปรากฏขึ้นต่อเนื่องราวกับสายน้ำ

จากนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้น

น้ำเสียงทุ้มต่ำ ราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำกลับชัดเจน

บทกวีหนึ่งแล้วหนึ่ง

ถูกอ่านออกมาด้วยจังหวะนิ่งสงบ

ยิ่งฟัง ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกถึงความห่างชั้นที่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

บัณฑิตที่ต้องประชันกวีในรอบเดียวกับเขา เริ่มรู้สึกหวั่นเกรงโดยไม่รู้ตัว บางคนเพียงมองกระดาษในมือ พู่กันที่ถืออยู่กลับหนักอึ้งขึ้นมาราวกับยกไม่ขึ้น

บทกวีที่เพิ่งเรียบเรียงไว้ในใจเมื่อครู่

พอได้ยินบทของเจียงมู่ไป๋เข้า

กลับดูตื้นเขินเสียจนไม่กล้าเขียนลงบนกระดาษ

หลายคนถึงกับยอมรับสุราลงโทษสิบจอก ตั้งแต่ธูปยังเผาไม่หมดก้านด้วยซ้ำ ดังนั้นบางรอบแค่เริ่มจุดธูปเหล่าบัณฑิตก็ร่ำร้องขอสุราเสียแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไป

จำนวนบัณฑิตที่ยังนั่งอยู่บนโต๊ะกวีก็ค่อยๆ หล่นหายไปทีละคน ขอบเขตของถ้วยเหล้าที่ลอยมาก็ถูกนับว่าเป็นของเจียงมู่ไป๋มากขึ้น ความสิ้นหวังยิ่งปรากฎในใจของเหล่าบัณฑิตที่นั่งอยู่ขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะเหลยต้าชุน ดวงตาของเขาแดงก่ำ ทั้งอับจน ทั้งเครียดแค้น เพราะต่อให้เขารู้หัวข้อทั้งหมดล่วงหน้า

แต่บทกวีที่เจียงมู่ไป๋ใช้เวลาเพียงตอนคนรับใช้เดินมาวางกระดาษ ก็ยังสูงส่งเล่อค่าจนไม่กล้าเอาออกมาเทียบชั้น

เขาไม่กล้าแม้แต่จะนำสิ่งที่ตนคิดไว้ขึ้นมาเทียบ

ยิ่งเจียงมู่ไป๋เขียนได้เร็วเท่าไร 

ความกดดันในใจของผู้อื่นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

เหลยต้าชุนมองไปรอบศาลา บัณฑิตที่เหลืออยู่นั้นน้อยลงเต็มที

รอบต่อไปๆ ก็คงเป็นเจียงมู่ไป๋เกือบทุกครั้ง

กลายเป็นว่าเจ็ดรอบแรกต้องขอบคุณสวรรค์แล้วที่ไม่ต้องประชันกวีกับชายผู้นี้ให้รู้สึกถึงความต่ำต้อยของตนในหัวข้อกวีเดียวกัน!

เหลยต้าชุนไม่อยากยอมแพ้ แต่ก็อับอายเกินกว่าจะนำบทกวีที่ตนเตรียมไว้ออกมาเทียบจริงๆ

ยิ่งเมื่อสายตาของบิดาที่นั่งอยู่ฝั่งประธานทอดมามอง

ทุกครั้งที่เขาเขียนบทกวีเสร็จหลังเจียงมู่ไป๋

ในแววตานั้นมีเพียงความรังเกียจ

ราวกับสิ่งที่เขาเขียนนั้น

ทั้งดาดดื่น ทั้งไร้ค่า จนไม่ควรนำออกมาให้ผู้ใดเห็นด้วยซ้ำ

ในที่สุด …เหลยต้าชุนก็ตัดสินใจยกมือขึ้น

“ขอสุรา”

คำพูดนั้นทำให้คนรอบด้านเงียบลงเล็กน้อย เพราะบัดนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดจึงเรียกมันว่า

สุราลงโทษ…

มิใช่เพียงลงโทษผู้ที่แต่งกวีไม่ได้

แต่เป็นการลงโทษ ความไม่เจียมตนของผู้คน ที่กล้าท้าทายบุคคล ซึ่งไม่ควรแตะต้องตั้งแต่แรก

ยามนี้ทุกคนล้วนเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว

เหตุใดเจียงมู่ไป๋จึงไม่จำเป็นต้องมีสหายหรือคบหาผู้ใด และเหตุใดเขาจึงไม่เคยปรารถนาจะสร้างชื่อเสียงในงานชุมนุมของบัณฑิตใดๆ

เพราะสำหรับคนเช่นเขา

สิ่งเหล่านั้น…ล้วนไม่จำเป็น

ชื่อเสียงในหมู่บัณฑิตมักต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนบทกวี การยกย่องซึ่งกันและกัน หรือการร่วมวงสนทนาเพื่อผูกไมตรี

แต่ความสามารถของเจียงมู่ไป๋ กลับสูงล้ำเสียจนทำให้ทุกสิ่งเหล่านั้นหมดความหมายไปโดยปริยาย

บทกวีของเขาเพียงปรากฏขึ้น ก็สามารถทำให้ผู้คนทั้งศาลาเงียบงัน

คำเพียงไม่กี่วรรค ก็เพียงพอที่จะบดบังถ้อยคำของผู้อื่นทั้งหมด

ท่ามกลางผู้คนที่พยายามเปล่งประกาย

เขากลับสว่างเกินไป สว่างเสียจนผู้คนรอบด้านมิอาจยืนเคียงได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด

ดังนั้น…สิ่งที่ความสามารถเช่นนี้มอบให้แก่เจ้าของ

จึงมิใช่มิตรสหาย

แต่เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา และความหวาดเกรง

เหมือนดวงจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า

งดงาม สงบนิ่ง และอยู่ห่างไกล

ผู้คนได้แต่มองขึ้นไปชื่นชม

แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปยืนเคียงข้าง


 

เรื่องนี้แม้แต่เจียงเจ๋อหมินยังกระจ่างแจ้งแก่ใจ ตั้งแต่แรกเขาก็รู้ดีว่าน้องชายผู้นี้มิใช่คนที่ผู้ใดจะสามารถยืนเคียงได้ง่ายๆ ดังนั้นแม้เขาจะพยายามระลึกถึงสายสัมพันธ์พี่น้องในสกุลเดียวกัน พยายามบอกตนเองว่าความสำเร็จของอีกฝ่ายก็เป็นเกียรติของตระกูลเจียงเช่นกัน

แต่เมื่อจำต้องเผชิญหน้ากับภูเขาสูงชันที่ปีนอย่างไรก็ไปไม่ถึง

ในใจของคนเป็นพี่ชายก็ยากนักที่จะยิ้มรับได้อย่างสงบ

เจียงเจ๋อหมินเหลือบมองไปยังบริเวณโต๊ะนับคะแนน

ที่ซึ่งบทกวีแผ่นแล้วแผ่นเล่าของเจียงมู่ไป๋กำลังถูกนำไปวางรวมกัน ตัวอักษรหมึกดำเรียงรายอยู่บนกระดาษขาว งดงามจนทำให้บทกวีของผู้อื่นดูหม่นลงไปโดยไม่ต้องเปรียบเทียบ

สายตาของเขาหม่นลงเล็กน้อย

ก่อนที่ชายหนุ่มจะเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มือยกจอกสุราขึ้นช้าๆ สุราสีอำพันไหวระริกอยู่ในจอกหยก สะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านชายคาศาลา

เจียงเจ๋อหมินยกจอกขึ้นจรดริมฝีปาก

ท่าทีของเขายังคงสงบ สุภาพดังเดิม ราวกับกำลังเพลิดเพลินกับงานชุมนุมกวีที่งดงาม

แต่เมื่อสุราไหลผ่านลำคอลงไป รสชาติขมฝาดนั้น กลับทำให้ความรู้สึกที่กดทับอยู่ในอกยิ่งชัดเจนขึ้น

ชายหนุ่มยกดื่มทั้งสิบจอกติดๆ กัน ราวกับต้องการกลบความขมขื่นในใจให้จมลงไปพร้อมกับสุรา ก่อนจะมีบ่าวรับใช้มาพยุงออกไป

หันมองชายหนุ่มแซ่เดียวกันที่โดดเด่นอยู่ตรงนั้น

ยามนี้ทั้งโต๊ะฝั่งเขา เหลือเพียงเจียงมู่ไป๋ผู้เดียวแล้ว