ตอนที่ 109
ตอนที่ 109
ตอนที่ 109
“เจียงมู่ไป๋… เป็นเกียรติแล้ว” ตู้ซือหลิงถึงกับต้องชนหมัดไปทางชายหนุ่มที่เกือบเป็นน้องเขยอย่างให้เกียรติ ภายในใจรู้สึกอับอายอยู่บ้าง แต่ไม่อาจถอยกลับได้อีก
ยามนี้เขารู้แล้วว่านังเด็กแซ่หลัวนั้นกลายมาเป็นบุตรบุญธรรมสกุลเจียงได้อย่างไร
น้องสาวเล่าว่าในคืนเข้าหอถูกนังเด็กบ้านนอกนั่นวางยา แล้วเอาตัวเองเข้าไปแทนที!!!
บ้า…เอ้ย เขานึกว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง
แต่สกุลเจียงช่างหย่ามเกียรตินัก กลับเลือกที่จะล้มเลิกงานแต่ง แล้วให้คนมาทวงของหมั้นถึงหน้าจวน แล้วรับนังเด็กนั่นเข้าจวนในฐานะคุณหนูสี่
หึ เขาไม่เชื่อหรอก สกุลเจียงกลับกลอกนั่นจะต้องกลัวคนนินทา ไม่กล้าเอ่ยกับผู้ใดว่าแต่งภรรยาผูกดวงเสริมชะตาวัยแปดขวบ จึงทำเป็นรับนางเป็นบุตรบุญธรรมเป็นฉากหน้าเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นเจียงมู่ไป๋จะหายป่วยได้อย่างไร
ตอนแรกเขาไม่เคยเชื่อเรื่องงมงายเช่นนี้ แต่เมื่อเห็นร่างกายเจียงมู่ไป๋แข็งเช่นนี้แล้วจะไม่เชื่อก็ไม่ได้
วันที่เขารู้เรื่องนี้ถึงกับอยากบังคับให้บิดาเอาเรื่องสกุลเจียงให้ถึงที่สุด ทว่าน้องสาวกลับร้องไห้อ้อนวอน บอกว่าเรื่องนี้ทำนางเจ็บช้ำมากพอแล้ว ไม่อยากให้เขารื้อฟื้นอีก และห้ามบอกบิดาด้วย เพราะทุกคนไม่อยากให้เขาคิดมาก เพราะจะกระทบต่อการเล่าเรียนและสอบ
เขาจึงต้องฝืนทน และรอวันเอาคืนพวกสกุลเจียงที่หน้าไหว้หลังหลอก!
ดังนั้นวันนี้อย่างไรเขาก็ต้องสู้ เพื่อให้เจียงมู่ไป๋รู้ว่าสกุลตู้มิใช่จะรังแกกันง่ายๆ
อีกด้านหนึ่ง เจียงจื่อหรงที่ได้ยินคำพูดนั้นก็ถึงกับเบะปากทันที นางโน้มตัวเข้ามาซุบซิบกับเหยาอวี้เสียงเบา
“แหวะ… ให้เกียรติอันใดกัน”
“นี่คนเขาเรียกว่าหน้าด้านต่างหาก คนอื่นเขารู้ฝีมือ ยอมรับสุราลงโทษจนหมดแล้ว เจ้าลูกเต่านี่ยังหน้าด้านจะแต่งต่ออยู่อีก”
แม้ในใจเจียงจื่อหรงจะสงสารพี่ใหญ่ของตนอยู่บ้าง แต่แพ้ก็คือแพ้ ถึงอย่างไรก็มีพี่รองช่วยกู้หน้าสกุลเจียงของเรา เด็กสาวคิดอย่างเรียบง่าย
ทว่าคำพูดนั้นทำเอาเหยาอวี้ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย
นางหันไปมองใบหน้าของเจียงจื่อหรงครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเงียบๆ ในใจ
เฮ้อ… น้ำเสียงกับถ้อยคำเช่นนี้
ช่างฟังดูคล้ายมารดาของนางเสียจริง
คิดมาถึงตรงนี้ เด็กหญิงก็แทบอยากยกมือขึ้นกุมขมับเสียเดี๋ยวนั้น
ยามนี้การประชันกวีได้ดำเนินมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว โต๊ะยาวที่เคยเต็มไปด้วยบัณฑิตหลายสิบคน บัดนี้กลับเหลือผู้ที่ยังนั่งอยู่เพียงสองคนเท่านั้น
เจียงมู่ไป๋ และตู้ซือหลิง
ผู้คนรอบศาลาต่างพากันซุบซิบเบาๆ
คุณชายตู้ย่อมมีฝีมือในการแต่งกวีอย่างที่ทุกคนรู้กันดี เขาได้รับการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเยาว์ บทกวีที่เขาแต่งออกมาในวันนี้ก็ล้วนเรียบร้อย สุภาพ สมกับเป็นบุตรชายของนายอำเภอ
ทว่า…
เมื่ออีกฝ่ายคือ เจียงมู่ไป๋
ตลอดหลายรอบที่ผ่านมา ที่ทั้งสองต้องแต่งกวีภายใต้หัวข้อเดียวกัน
จะเรียกว่า ประชัน อย่างนั้นหรือ?
บทกวีของเจียงมู่ไป๋นั้นสูงส่งเสียจน คำว่าประชันกับตู้ซือหลิงกลับฟังดูเหมือนเป็นการดูหมิ่น
หลายคนในศาลาเริ่มรู้สึกถึงความดันทุรังที่น่าเหนื่อยหน่ายใจ
แม้พวกเขาจะรู้สึกชื่นชมและดื่มด่ำกับบทกวีที่อั้นโฉ่วอ่านออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ในเวลาเดียวกัน
ก็อดรู้สึกสมเพชขึ้นมาไม่ได้
เพราะดูราวกับว่าบุรุษผู้นี้กำลังต้องลดตัวลงมาแข่งขันกับสิ่งที่ไม่อาจเทียบชั้นได้เลย
นายอำเภอตู้ฉางหมิงย่อมรับรู้ถึงสายตาเหล่านั้นดี ตั้งแต่หลายรอบก่อน เขาก็พยายามส่งสายตาให้บุตรชายรู้จักถอย
แต่ตู้ซือหลิงกลับดื้อดึง ไม่ยอมละมือจากพู่กัน เขายังคงแต่งกวีต่อไปทุกครั้งที่ถ้วยเหล้าหยุดอยู่ใกล้ตน
กระทั่งในที่สุด
เหลยกวงซุ่น เจ้าสำนักเรียนเหอเหลยซึ่งนั่งอยู่ฝั่งประธาน ก็กล่าวขึ้นมาเบาๆ แต่ชัดเจนพอให้ผู้คนใกล้เคียงได้ยิน
“คุณชายตู้…ควรรู้จักประมาณตน”
ใบหน้าของตู้ฉางหมิงแข็งค้างไปครู่หนึ่ง
ส่วนตู้เถียนเถียนที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็หน้าซีดลงเล็กน้อย เริ่มคิดได้ว่าที่พี่ชายเป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่ตนเล่าเพียงฝ่ายดี… แต่นางจะทำเช่นไรได้เล่า พี่ใหญ่รบเร้าที่มาของนังเด็กนั่นตั้งแต่ขึ้นรถม้ากลับจวน แล้วจะให้นางบอกหรือว่าแท้จริงเป็นตนที่วางแผนล้มงานแต่งเอง แล้วให้เด็กหญิงผู้นั้นรับเคราะห์แทน
เช่นนั้นพี่ใหญ่ที่รักและถนุถนอมนางมาตลอดจะมองนางด้วยสายตาเช่นไร
อีกด้านหนึ่ง
แม้แต่หลานเยวี่ย ผู้ที่เคยพบเจอแขกมาทุกรูปแบบ และมักเก็บสีหน้าได้ดีที่สุด ในแววตาของนางก็ยังมีเงาดำสายหนึ่งพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินไปยังกล่องฉลากกลางโต๊ะ มือเรียวยาวยื่นเข้าไปหยิบแผ่นไม้บางแผ่นสุดท้ายออกมา
นางคลี่มันออกอ่านเพียงครู่เดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประกาศด้วยน้ำเสียงสงบ
“หัวข้อสุดท้าย…”
“รักนิรันดร์ครองคู่”
ขณะที่เจียงมู่ไป๋กำลังจะยกพู่กันขึ้นอีกครั้ง
ตู้ซือหลิงกลับพูดขึ้นอย่างอดกลั้นไม่อยู่
“ช่างเป็นหัวข้อที่น่ากระอักกระอ่วนเสียจริง” เขาเอ่ยเสียงเย็น “ชายหนุ่มที่เพิ่งล้มงานแต่ง จะไปเข้าใจเรื่องความรักและการครองคู่ได้อย่างไร”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งศาลาเกิดเสียงฮือฮาทันที
เพราะเรื่องวิวาห์ที่ล่มกลางคันของสกุลเจียงและสกุลตู้ แม้จะผ่านมาเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ยังเป็นหัวข้อซุบซิบของผู้คนอยู่ไม่เสื่อมคลาย
หลายสายตาพลันหันไปมองเจียงมู่ไป๋ ทว่าชายหนุ่มกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน
เจียงมู่ไป๋วางพู่กันลงอย่างเฉื่อยชา นี่เป็นครั้งแรกในงานประชันกวีวันนี้ ที่สายตาของเขาเลื่อนออกจากโต๊ะริมศาลาฝั่งตรงข้าม
ดวงตาที่เมื่อครู่ยังดูเอ้อระเหยเฉยชา พลันหยุดนิ่ง เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ประกายตานั้นจะเปลี่ยนไป คมกริบ และทรงอำนาจขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม
“แตงที่ฝืนเด็ดจากต้น…ย่อมไม่หวาน[1]” เจียงมู่ไป๋กล่าวออกมาอย่างเนือยๆ “ข้าเพียงพายเรือตามน้ำเท่านั้น” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างรำคาญ
“มิสู้ท่านไปถาม ต้นน้ำ ให้รู้เรื่องก่อน จะไม่ดีกว่าหรือ”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนในศาลามองหน้ากัน
เจียงมู่ไป๋เองก็รู้สึกเบื่อหน่ายอยู่ไม่น้อย เพราะเขาต้องเสียเวลาหลายชั่วยามอยู่กับความเข้าใจผิดของคนโง่
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ตู้ซือหลิงถามทันที สีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน เขานึกว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามเบี่ยงเบน ไม่กล้ายอมรับความผิดของตน
ทว่ายังไม่ทันที่เจียงมู่ไป๋จะพูดอะไรต่อ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากฝั่งประธาน
“ซือหลิง!!!”
ตู้ฉางหมิงตะโกนออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ สีหน้าของเขาเคร่งเครียด เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะพูดทุกอย่างออกมาเพราะความไม่รู้ของบุตรชายของตน
“หากเจ้าไม่คิดจะแต่งกวี ก็รับสุราแล้วออกไปเสีย!”
“ท่านพ่อ…”
ตู้ซือหลิงยังรู้สึกไม่ยินยอม
แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งบิดาต่อหน้าผู้คน
เมื่อเหลือบไปเห็นก้านธูปที่เผาไหม้ลงมาถึงครึ่งก้านแล้ว
เขาก็รู้ตัวดีว่า ยามนี้จิตใจของตนไม่อาจสงบพอจะเขียนบทกวีได้อีก
ตู้ซือหลิงจึงใช้โอกาสนี้เป็นทางลง เขาเรียกสุรามาทันที จากนั้นก็ยกจอกขึ้นดื่มติดกันสิบจอก สุราร้อนแล่นผ่านลำคอลงไปอย่างรวดเร็ว ราวกับต้องการดับความคุกรุ่นในใจให้สงบลง
เมื่อเขาวางจอกสุดท้ายลง
เสียงซุบซิบในศาลาก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ผู้คนเริ่มหันมาสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลอีกครั้ง
แต่สำหรับเหล่าสตรีที่นั่งชมงานอยู่โดยรอบ
เรื่องนั้นกลับดูไม่น่าสนใจอีกต่อไปแล้ว
ในใจของพวกนางมีเพียงความรู้สึกหนึ่ง
ทั้งเยาะเย้ย และสมเพช
สมเพชตระกูลตู้ ที่ปล่อยให้บุตรเขยผู้มีอนาคตเช่นนี้หลุดมือไป
แล้วยังต้องมาทำตัวงี่เง่า เที่ยวพาลหาเรื่องเขาอีกไม่รู้จักจบสิ้น
ยามนี้ต่อให้ฝ่ายผิดจะเป็นสกุลเจียงจริงๆ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกว่า…มันถูกต้องแล้วเสียด้วยซ้ำ
ยามนั้นเจียงมู่ไป๋ป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ทั้งเมืองเหออันต่างรู้กันดีว่างานแต่งครั้งนั้นอาจกลายเป็นงานศพได้ทุกเมื่อ
ฝ่ายสกุลเจียงจึงยอมล้มงานแต่งด้วยตนเอง เพื่อให้บุตรสาวของสกุลตู้ยังมีโอกาสได้เลือกอนาคตที่ดี เช่นนั้นแล้วจะให้ผู้คนตำหนิสิ่งใดได้เล่า
แต่ยามนี้เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเริ่มแข็งแรงขึ้นมา
สกุลตู้กลับแสดงท่าทีไม่พอใจเสียอย่างนั้น
อัยหย้า…
หากจะพูดกันตามตรง สามหนังสือหกพิธีการของทั้งสองตระกูล ก็ดำเนินไปเกือบครบถ้วนแล้วมิใช่หรือ เพียงแต่ยังไม่ทันถึงพิธีเข้าหอเท่านั้น
แต่ในเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ยอมให้เรื่องดำเนินต่อ สุดท้ายก็ต้องตัดขาดแยกย้ายกันไปตามครรลอง เช่นนี้แล้วจะกล่าวโทษผู้ใดได้อีก
หลายคนจึงอดคิดไม่ได้ว่า
ดีเสียอีก… เมื่อเรื่องราวจบลงเช่นนี้ โอกาสย่อมตกเป็นของผู้อื่น จะมาทำท่าหวงก้างอยู่เช่นนี้ไปไย
โดยเฉพาะเมื่อบุรุษผู้นั้นคือ เจียงมู่ไป๋
ชายหนุ่มที่มีใบหน้าล่อลวงผู้คนอยู่แล้ว ดวงตาเย็นสงบ ราวกับหยกขาวที่เพิ่งเจียระไนเสร็จ และเมื่อวันนี้ได้เห็นความสามารถที่แทบไม่มีบัณฑิตผู้ใดในเหออันทาบเทียมได้
ผู้คนยิ่งตระหนักชัด
ว่าคนเช่นนี้…
ใช่ว่าจะพบเจอได้เป็นครั้งที่สองในชีวิต
[1] แตงที่ฝืนเด็ดจากต้น ย่อมไม่หวาน (强扭的瓜不甜 - Qiáng niǔ de guā bù tián)หมายถึง การบังคับฝืนใจให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ หรือการพยายามครอบครองสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลา ย่อมไม่ส่งผลดีและไม่มีความสุขอย่างแท้จริง