LNCrawler

ตอนที่ 110

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 110

ตอนที่ 110


 

ตู้ซือหลิงออกไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความรำคาญใจของเจียงมู่ไป๋เท่านั้น แต่เมื่อนึกสิ่งหนึ่งได้จึงมองกับไปตำแหน่งเดิม

เด็กหญิงเริ่มมีสีหน้าหนักใจ เจียงจื่อหรงที่เอ็นดูนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันย่อมคอยปลอบโยนอยู่ใกล้ๆ

สิ่งที่เจ้าโง่แซ่ตู้นั้นพ่นออกมา คงทำนางกังวลไม่น้อย

เพียงรอยย่นเล็กน้อยบนหน้านาง ก็ทำเขาอยากทำร้ายผู้คนอีกแล้ว

เขามองนิ่งอยู่อย่างนั้น จนทำให้ทั้งศาลาเงียบงัน เด็กหญิงจึงได้รู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองมา เพราะทั้งโต๊ะเหลือเพียงเขาแล้ว ไม่ว่านางจะอยากมองใครก็ไม่มีจุดให้มองอีกแล้ว

ทว่าเด็กหญิงกลับมองไปที่ธูปที่กำลังเผาไหม้ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นร้อนใจ กระทั่งเจียงจื่อหรงยังพยายามบอกใบ้ให้เขาสนใจการแต่งกวี

เมื่อความสนใจย้ายกลับมาที่ตน ชายหนุ่มจึงได้แต่เย้ยหยันในใจ ความจริงตู้ซือหลิงพูดก็ไม่ผิดนัก คนที่ต้องมีชีวิตเพื่อแก้แค้นเช่นเขา จะไปเข้าใจความรักและการครองคู่ได้อย่างไร

ทว่า…

ช่วงเวลาไม่นานมานี้ กลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป

จากนั้นทุกคนที่ก็เห็น และได้ยินกวีสุดท้ายของงานชุมนุมกวีวสันต์

ตัวอักษรหมึกดำเรียงรายอยู่บนพื้นกระดาษขาว เส้นพู่กันหนักแน่นและมั่นคง ทุกตัวอักษรตั้งตรงดุจกระดูกสันหลังของผู้กล้า

โครงสร้างของตัวอักษรเปิดกว้าง แต่แฝงด้วยแรงกดที่แน่นหนา ราวกับภูเขาหยกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขา

หมึกบางช่วงเข้มดุจเมฆดำ บางช่วงจางราวหมอกยามเช้า จังหวะของพู่กันนั้นสงบและมั่นคงเสียจนทำให้ผู้ที่มองรู้สึกได้ถึงลมหายใจของผู้เขียน

บทกวีที่งดงามเช่นนี้ ลายพู่กันที่มั่นคงเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่ฝึกฝนกันได้เพียงไม่กี่ปี มันต้องอาศัยทั้งพรสวรรค์และจิตใจที่แน่วแน่

ทั่วทั้งศาลาเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงถอนหายใจ เสียงชื่นชม และเสียงพึมพำจะค่อยๆ ดังขึ้นพร้อมกัน

เพราะทุกคนล้วนรู้แล้วว่า บทกวีบทสุดท้ายของงานชุมนุมกวีวสันต์ในปีนี้ ได้ถูกเขียนจบลงแล้วอย่างงดงาม

พร้อมกับรางวัลทั้งหมดที่ต้องมอบให้เพียงผู้เดียว


 

“บนฟ้าขอเป็นนกปีกคู่

บนดินขอเป็นกิ่งไม้พันกัน[1]”


 

มันมิใช่ถ้อยคำเกี้ยวพาราสีของบัณฑิตหนุ่ม

มิใช่บทกวีหวานหูที่แต่งเพื่อเอาใจสตรี

แต่เป็นคำพูดที่ให้ความรู้สึกเหมือนคำสัตย์

เรียบง่ายและหนักแน่น

ทว่า…ความรู้สึกบางอย่างที่ค่อยๆ ซึมลงในใจ


 

เจียงจื่อหรงหัวเราะร่วน “พี่รอง ท่านสุดยอดจริงๆ สุราสักจอกยังไม่อาจทำให้ท่านยอมแพ้มาลิ้มลองได้ ฮ่าฮ่า เป็นหน้าเป็นตาให้สกุลเจียงเรายิ่งนัก”

กล่าวจบ นางก็หมอบตัวลงข้างโต๊ะทันที ดวงตาเป็นประกายขณะหยิบของรางวัลขึ้นมาดูทีละชิ้น ราวกับเด็กที่ได้ของเล่นใหม่ ท่ามกลางอาหารเต็มโต๊ะในห้องส่วนตัวในหอจิ่นอวิ๋น

“โอ้โห…นี่คือของดีหรือนี่…”

แน่นอนว่านางไม่ค่อยรู้คุณค่านักหรอกว่ามันดีอย่างไร แต่เขาว่ามันดีด็คงดีแหละ

แต่ดูไปดูมาก็คล้ายว่าในห้องหนังสือพี่รองเหมือนจะมีของพวกนี้อยู่นะ

เอ๊ะ แต่มิใช่เขาว่ามันหายากหรือ พี่รองจะมีได้อย่างไรกัน?

เด็กสาววุ่นวายอยู่กับการสำรวจของรางวัลจนแทบลืมสิ่งรอบตัว

แม้กระทั่งเจียงเจ๋อหมินที่เมามายจนแทบยืนไม่ไหว และถูกบ่าวประคองพาไปขึ้นรถม้าอีกคัน นางก็ยังไม่ได้ถามไถ่สักคำ

…ช่างน่าสงสารพี่ชายแท้ๆ ของนางจริงๆ

ตอนนี้นับว่าเลิกงานชุมนุมแล้ว การประกาศอันดับและมอบของรางวัลก็เป็นไปตามทั้งทุกคนคาดคิด ไม่ว่าจะรางวัลแต่งกวีมากที่สุด หรือรางวัลกวียอดเยี่ยม ล้วนแต่ถูกส่งมอบให้เจียงมู่ไป๋เพียงคนเดียว

บัณฑิตหลายคนที่อยู่ไม่ไหวก็ล้วนทยอยกลับไปเหมือนกับเจียงเจ๋อหมิน

ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ก็เพราะอยากดื่มด่ำบรรยากาศ หรือไม่ก็ยังมีแผนการอื่นในใจ

พวกนางหนีความวุ่นวายมาเปิดห้องส่วนตัวในหอจิ่นอวิ่น แน่นอนว่าย่อมได้รับการต้อนรับอย่างดี ทั้งหมดจึงดื่มด่ำกับทั้งรางวัล และอาหารอย่างเพลิดเพลิน

ทางด้านเหยาอวี้

ความจริงแล้ว นางมีคำพูดมากมายที่อยากกล่าวชื่นชมชายหนุ่มเหมือนเจียงจื่อหรง

แต่เพราะบทกวีที่เขาแต่งตามหัวข้อเหล่านั้น ไหนจะช่วงต่อบทกวีอีก ความรู้สึกบางอย่างทำให้นางกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

ทุกอย่างนั้นทำให้นางต้องพิจารณาเขาใหม่ คนไข้ที่อยู่ในความดูแลของนางผู้นี้ ดูเหมือนจะมีด้านที่นางมองไม่ออกอยู่บ้าง

ยิ่งคิด สัญชาตญาณบางอย่างในใจกลับกระซิบบอกว่า ควรถอยห่างจากคนผู้นี้ไว้บ้าง

ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าของเขา

เหยาอวี้ก็สังเกตเห็นร่องรอยอ่อนล้าจางๆ จากแววตา สีหน้าของเขายังสงบเช่นเดิม แต่ลมหายใจกลับหนักกว่าปกติเล็กน้อย เพียงแค่นั้นนางก็รู้ว่า วันนี้เขาฝืนตัวเองไม่น้อย

เด็กหญิงเม้มริมฝีปาก ไม่อยากคิดมากให้สับสนวุ่นวายจนกลายเป็นความคิดยุ่งเหยิงในใจให้เตลิดไปไกลกว่านี้

นางจึงกล่าวออกมาเพียงเรียบๆ ต่อจากคำพูดของแรกของเจียงจื่อหรง

“ดีแล้วเจ้าค่ะ ร่างกายท่านไม่ควรต้องสุราในช่วงนี้”

เหยาอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

พูดจบ นางก็ขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย ชายแขนเสื้อกว้างของนางไหวเบาๆ ตามการเคลื่อนไหว ก่อนจะกดเสียงลงต่ำ ราวกับไม่ต้องการให้ผู้ใดรอบข้างได้ยิน

“อย่าลืมว่าท่านยังมีรากพิษอยู่”

ทันทีที่พูดจบ มือเล็กก็เอื้อมเข้าไปในชายแขนเสื้อของเขา ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนข้อมือชายหนุ่มอย่างชำนาญ ราวกับเป็นการกระทำที่ทำจนเคยชิน

เจียงมู่ไป๋ก้มมองเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ยกแขนขึ้นอย่างไม่รีบร้อน พลิกข้อมือของตนเอง แล้ววางมันลงบนตักของเหยาอวี้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังอำนวยความสะดวกให้เด็กหญิงจับข้อมือได้ถนัดยิ่งขึ้น

“ข้ายอมฟังเจ้า”

ท่าทีที่ยอมตามอย่างว่าง่ายกลับทำให้ภาพตรงหน้าดูคล้ายสนิทสนมเกินไปเล็กน้อย

หลินฉางเฟิงเนียนตามทั้งหมดมา โดยอ้างตนว่าขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงผู้ชนะในวันนี้ จึงได้นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะเช่นกัน เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาเขากวาดมองภาพนั้นอย่างรวดเร็ว

เด็กหญิงนั่งก้มหน้าอยู่ มือของนางวางอยู่บนตัก

ชายหนุ่มเอนตัวเล็กน้อย มือวางอยู่บนตักของเด็กหญิง

ภาพนั้น…

ทำให้คนที่มองผ่านๆ เข้าใจผิดได้ง่ายยิ่งนัก

หลินฉางเฟิงเห็นท่าทีสนิทสนมนั้นก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก นัยตาของเขาจึงฉายแววล้อเลียนเล็กๆ ขึ้นมา แล้วทำเป็นเหมือนไม่รู้จักเช่นเคย

“คุณชายรองเจียง เก่งกาจสมคำร่ำลือจริงๆ”

หลินฉางเฟิงยกจอกสุราขึ้นชนคารวะ ท่าทีผ่อนคลายเกินไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าก็ดูสำราญจนไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก

เจียงมู่ไป๋เหลือบตามองเขาเพียงเล็กน้อย

“เหออันคับแคบนัก คงต้อนรับคุณชายจากเมืองหลวงได้ไม่ดี”

น้ำเสียงของเขาลอยๆ คล้ายไม่ใส่ใจ และยังเจือความรำคาญอยู่บางส่วน

หลินฉางเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ถือสา

“ความสนใจของคนเราไม่เหมือนกัน”

เขาหมุนจอกสุราในมือไปมาอย่างอารมณ์ดี

“ท่านอาจมองว่าไม่น่าสนใจ แต่ข้ากลับรู้สึกว่าที่นี่มีแต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่ง”

พูดจบ เขาก็เหลือบมองไปยังโต๊ะเดียวกันอีกครั้ง สายตาหยุดลงที่ใบหน้าเล็กๆ ของเหยาอวี้ เด็กหญิงกำลังก้มหน้าอยู่ คิ้วเรียวขมวดนิดๆ เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ดูราวกับความคิดของนางไม่ได้อยู่กับบทสนทนาตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

เพราะนั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน หลินฉางเฟิงจึงมองเห็นได้ชัด มือที่วางอยู่บนตักของเด็กหญิงนั้น ไม่ได้จับมือชายหนุ่มอย่างที่เข้าใจ

แต่…

เหมือนจะเป็น…ข้อมือ

หลินฉางเฟิงชะงักไปทันที สายตาคมกริบกวาดมองการเคลื่อนไหวของนิ้วเด็กหญิงอย่างตั้งใจ นิ้วสามนิ้ววางลงอย่างเป็นระเบียบ

นี่มัน…

จับชีพจร?

คุณหนูสี่สกุลเจียง…มีวิชาแพทย์หรือนี่?

ความตกใจวาบขึ้นในใจหลินฉางเฟิงทันที ก่อนที่ความคิดอีกอย่างจะตามมาติดๆ

อย่าบอกนะว่า…

อาการของเจียงมู่ไป๋ที่ดีขึ้นช่วงนี้

…เป็นเพราะเด็กหญิงคนนี้?


 

[1] บนฟ้าขอเป็นนกปีกคู่ บนดินขอเป็นกิ่งไม้พันกัน 在天愿作比翼鸟 (Zài tiān yuàn zuò bǐ yì niǎo), 在地愿为连理枝 (Zài dì yuàn wéi lián lǐ zhī)

หมายถึง ขออยู่เคียงกันตลอดไป ไม่ว่าจะบนฟ้าหรือบนดิน

เป็นหนึ่งในวรรคกวี ความรักนิรันดร์ ที่โด่งดังที่สุดของจีน

จาก《长恨歌》(ฉางเฮิ่นเกอ) ของกวีที่มีชื่อเสียงในราชวงศ์ถัง นามว่า ไป๋จวีอี้