LNCrawler

ตอนที่ 10

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 10

ตอนที่ 10


 

ลู่ต้าฟู่เหลือบมองหลัวเหยาอวี้อีกครั้ง เด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่น้ำหนักยาที่กล่าวออกมาแม่นยำ ชั่วชีวิตนี้เขาเพิ่งเคยเจอ

หากมากเกินไปจะกระตุ้นไฟ หากน้อยเกินไปจะไม่พอระบายชี่ นี่ไม่ใช่การพูดมั่วๆ นี่คือคนที่เข้าใจสมดุลของสมุนไพรและโรคของผู้ป่วย

ไม่นานยาก็ถูกยกมา กลิ่นสมุนไพรหอมขมอ่อนลอยขึ้น

จินต้าฉางถูกพยุงให้นั่งพิงหมอน เขาจิบยาช้าๆ ตามที่หลัวเหยาอวี้กล่าว

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ลมหายใจที่หอบถี่ค่อยๆ ยาวขึ้น สีหน้าคล้ำจางลง มือที่กุมหน้าอกเริ่มคลาย

ลู่ต้าฟู่ถอนหายใจเงียบๆ

“สัดส่วนไม่ผิดเลย…”

เสียงถอนหายใจโล่งดังทั่วร้าน

ลู่ต้าฟู่ลุกขึ้นช้าๆ หันมามองหลัวเหยาอวี้

“เจ้าศึกษาวิชาแพทย์จากที่ใด”

หลัวเหยาอวี้ก้มหน้า แลบลิ้นในใจ ก่อนกล่าวอ้างตาไม่กระพริบ “ที่บ้านข้าเป็นโรงหมอประจำหมู่บ้านเจ้าค่ะ”

ลู่ต้าฟู่เงียบไปครู่หนึ่ง ในใจถึงกับตะลึงว่าหมอชาวบ้านเก่งถึงเพียงนี้เลยหรือ ทั้งยังสั่งสอนลูกหลานและยอมถ่ายถอดวิชาหมอให้กับสตรีอีกด้วย ช่างเปิดหูเปิดตาจริงๆ ก่อนกล่าวช้าๆ “เจ้าเก่งทีเดียว”

ประโยคสั้นๆ นั้น เท่ากับยอมรับต่อหน้าคนทั้งร้าน แต่ต่อให้ไม่พูดเช่นนี้ อาการที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วของจินต้าฉางก็พิสูจน์ฝีมือของนางแล้ว

จางซื่อมองบุตรสาวด้วยความรู้สึกปนเป ทั้งตกใจ ทั้งภาคภูมิ “เจ้าเก่งเกินไปแล้วไม่น่าเชื่อว่านายท่านจะสอนวิชาแพทย์ให้เจ้า”

คำพูดนี้ของมารดากลับทำให้หลัวเหยาอวี้เกิดความสงสัยยิ่งกว่า… นายท่าน? เหตุใดนางจึงรู้สึกว่านายท่านที่มารดากล่าวนี้ เหมือนจะไม่ใช่คนเดียวกับผู้เฒ่าหลัวคนนั้น เพราะนางจำได้ว่าตอนที่ตั้งใจกล่าวถึงโรคไข้พิษลมไฟกระทบเสินของเด็กแซ่เว่ยนั้น แม้แต่ผู้เฒ่าหลัวยังมึนงงว่านางรู้วิชาแพทย์ได้อย่างไร จนนางต้องอ้างว่าพูดมั่วๆ จากตำราที่อ่านในห้องตำรา คนเหล่านั้นยังดูงงงวยที่นางรู้จักตัวหนังสือด้วยซ้ำ แต่ทุกคนก็ไม่ได้แสดงท่าทีอันใดออกมาอีก คงไม่อยากแสดงท่าทียกยอว่านางรู้หนังสือ หรือแท้จริงแล้วคนเหล่านั้นก็ไม่ได้รู้จักหลัวเหยาอวี้มากนัก

แท้จริงแล้วหลัวเหยาอวี้ คือผู้ใดกันแน่?

ส่วนจินต้าฉางที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น มองเด็กหญิงด้วยสายตาขอบคุณ ความรู้สึกเหมือนขาข้างหนึ่งก้าวเท้าสู่ปรโลก ทำเขาหวาดกลัวไม่น้อย

“แม่นางขอบคุณมาก” พูดจบก็ให้เด็กรับใช้ส่งเงินให้เด็กหญิงหนึ่งตำลึง

หลัวเหยาอวี้ที่มาแทรกการรักษาของหมอลู่ ทั้งยังอยู่ในร้านขายยาของเถ้าแก่หยางที่เพิ่งทำการค้าด้วยกันไป นางจึงรู้ถึงกาลเทศะดี “เถ้าแก่จิน ข้าเพียงผ่านมาและสอดปากขึ้นโดยไม่ตั้งใจเท่านั้น ผู้ที่สั่งยาและยอมรับวิธีการรักษาแท้จริงเป็นหมอลู่เจ้าค่ะ เงินนี้ข้าไม่อาจรับไว้”

เถ้าแก่หยาง กับลู่ต้าฟู่ เมื่อเห็นท่าทีเกรงใจนั้นของเด็กหญิงก็เกิดความเอ็นดู จึงกล่าวอย่างไม่ถือสาว่า “รับเถิด ครั้งนี้ได้เจ้าช่วยไว้จริงๆ มิเช่นนั้นอาการของเถ้าแก่จินอาจไม่ทันการ ถึงอย่างไรก็เป็นความดีความชอบของเจ้า”

ลู่ต้าฟู่พยักหน้าช้าๆ

“ใช่แล้ว เด็กน้อย เจ้าเพียงเอ่ยคำ แต่คำของเจ้าช่วยชีวิตคนไว้ เงินนี้สมควรรับ”

จินต้าฉางหัวเราะเบาๆ แม้ยังอ่อนแรง

“ใช่ๆ เจ้าไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น ถึงอย่างไรข้าก็ต้องจ่ายค่ายาให้ร้านหยางจี้อยู่แล้ว”

คำพูดนั้นทำให้คนรอบข้างหัวเราะเบาๆ บรรยากาศตึงเครียดคลายลง

หลัวเหยาอวี้ยกมือรับถุงเงินด้วยสองมืออย่างสำรวม “ขอบคุณเจ้าค่ะ” แน่นอน นางมิใช่คนเกรงใจจนไม่รู้คุณค่าของตน เพียงแต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามลำดับ ในเมื่อเจ้าของร้านและหมอประจำร้านเอ่ยอนุญาตแล้ว การรับเงินย่อมเป็นเรื่องสมควร

จางซื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย อีกทั้งพวกนางเป็นเพียงสตรีสองคน ยืนอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนมากเกินไปย่อมไม่เหมาะ “พวกข้าสองแม่ลูกยังมีธุระ ต้องขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”

เถ้าแก่หยางพยักหน้าอย่างเข้าใจ ลู่ต้าฟู่ก็กล่าวอำลาอย่างสุภาพ

แต่ก่อนที่พวกนางจะก้าวออกจากร้าน จินต้าฉางเรียกไว้

“แม่นางน้อย”

หลัวเหยาอวี้หยุดก้าว หันกลับมา

“หากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ ก็มาหาข้าที่โรงเตี้ยมจินฟู่ได้” คำกล่าวนั้นมิใช่เพียงน้ำใจ แต่คือคำสัญญาจากคนมีอิทธิพลในตำบล

หลัวเหยาอวี้ยกมือคารวะเล็กน้อย

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

แสงแดดยามสายส่องเข้ามาจากหน้าร้าน สองแม่ลูกก้าวออกสู่ตลาดอีกครั้ง

หน้าบ้านแม่สื่อในตรอกด้านหลังตลาดเงียบกว่าถนนใหญ่เล็กน้อย ผนังบ้านสองฝั่งเบียดชิดกันจนแสงแดดยามสายส่องลงมาเป็นเส้นบางๆ

จางซื่อถือถุงผ้าที่ไม่มีของอะไรแล้วนอกจากเงินแน่น ก่อนสูดลมหายใจแล้วก้าวเข้าไปด้านในเพื่อเจรจาคืนของหมั้น เงินห้าตำลึงที่รับมาจากบ้านสกุลเหมา เพื่อยกเลิกการแต่งงานผูกดวงเสริมชะตา

หลัวเหยาอวี้ยืนรออยู่หน้าประตู มือประสานกันหลวมๆ สีหน้าสงบนิ่งราวกับเด็กหญิงทั่วไปที่ถูกพามายืนรอผู้ใหญ่จัดการธุระ

เสียงพูดคุยภายในบ้านดังแว่วออกมาเป็นระยะ น้ำเสียงแม่สื่อแหลมเล็กปนเสียดสี จางซื่อตอบกลับเรียบแต่หนักแน่น

หลัวเหยาอวี้มิได้ตั้งใจฟัง เพราะอีกเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา เสียงกระทบกันของร่างกาย เสียงฝีเท้ากระแทกพื้น และเสียงร้องอู้อี้

นางหันไปตามต้นเสียง ปลายตรอกไม่ไกลนัก มีเงาร่างหลายคนกำลังรุมคนผู้หนึ่งอยู่ กลุ่มอันธพาลแต่งกายซอมซ่อ บางคนดูเหมือนขอทานประจำตลาด มือหนึ่งคว้าเสื้อ อีกมือหนึ่งผลักไส

ตรงกลางคือชายหนุ่มวัยราวสิบสี่สิบห้า ผิวขาวซีด สวมเสื้อไหมสีอ่อนแม้ตอนนี้จะเปื้อนฝุ่น รัดเข็มขัดดีอย่างคนมีฐานะ

เขาพยายามดิ้น แต่แรงน้อยกว่าหลายเท่า

“เอาของออกมา!”

“อย่าคิดหนี!”

เสียงตะคอกดังขึ้น พร้อมหมัดที่ฟาดลงซ้ำๆ คนอื่นๆ ก็เริ่มรุมทำร้ายชายหนุ่มผู้นั้น

หลัวเหยาอวี้หัวใจสะดุด ไม่ใช่เพราะความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่เพราะลักษณะของชายหนุ่มผู้นั้น แม้ถูกผลักกระแทก เขากลับไม่มีแรงต้านตอบโต้เลย คล้ายร่างกายอ่อนแรงผิดปกติ

นางมิได้คิดนาน เสียงเล็กๆ พลันแผดดังขึ้น “ไต้เท้าาาา! มีคนทำร้ายกันเจ้าค่ะ!”

เสียงของเด็กหญิงใสแต่กังวาน สะท้อนก้องในตรอกแคบ

คำว่า ไต้เท้า ทำให้กลุ่มอันธพาลชะงัก ตำบลนี้มีผู้ตรวจการเดินตรวจตราเป็นครั้งคราว หากถูกจับได้ย่อมโดนเฆี่ยนหรือจับขังคุก

“รีบไป!”

คนหนึ่งร้องขึ้น

ทั้งกลุ่มจึงแตกฮือ วิ่งหนีออกจากปลายตรอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งชายหนุ่มคนนั้นทรุดลงกับพื้น

หลัวเหยาอวี้รีบวิ่งเข้าไป ชายหนุ่มเอนกายพิงผนัง กำลังหอบหายใจ ใบหน้าซีดเผือดเกือบไร้เลือด ฝีปากคล้ำเล็กน้อย ภายนอกเห็นเพียงรอยฟกช้ำตามแขนและแก้ม เสื้อไหมยับย่นแต่ไม่ขาดมาก

นางย่อตัวลงข้างเขา “เจ้าได้ยินข้าหรือไม่”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาดำลึกแต่หม่นมัว เผยร่องรอยจิตสังหารที่ยากจะเกิดกับเด็กเพียงวัยเท่านี้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กหญิงนางหนึ่งจึงผ่อนอารมณ์ลง

หลัวเหยาอวี้รีบจับข้อมือเขา

ชีพจร…

ไม่สม่ำเสมอ เบาและลึก บางครั้งเร็วผิดจังหวะ

ชายหนุ่มรู้สึกไม่ดีที่ถูกผู้อื่นแตะตัว พยายามขัดขืนดึงข้อมือมา “ข้า…ไม่เป็นไร…” เสียงแผ่วเบาจนแทบขาดหาย แต่ก็ต้านความอยากรู้ของหลัวเหยาอวี้ไม่ได้

หลัวเหยาอวี้ยังคงจับชีพจรเขาไว้ จับมือเขา้ไว้แน่น ปลายนิ้วสัมผัสถึงความไม่ปกติที่มิใช่เกิดจากหมัดและเท้าเมื่อครู่เท่านั้น

นางที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอชีพจรเช่นนี้ในตำบลอันห่างไกลถึงกับต้องตรวจสอบให้ชัดอีกที มันยังคง…เบา ลึก และขาดช่วงเป็นระยะ เหมือนคลื่นน้ำที่กระทบฝั่งแล้วหายไปครึ่งจังหวะ นี่ไม่ใช่เพียงอาการตกใจหรือช้ำใน

นางเลื่อนสายตาสำรวจอย่างรวดเร็ว

ผิวหนังแม้ขาว แต่ขาวแบบไร้เลือด รอบดวงตาคล้ำ ปลายเล็บซีดอมม่วงจางๆ ลมหายใจสั้นและไม่เต็มปอด

“เจ้าแน่นหน้าอกมานานแล้วใช่หรือไม่ หน้าหนาวเจ้าคงทรมานจนอยากตายไปเลยสินะ” นางถามเบาๆ

ชายหนุ่มลังเล ก่อนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย

“ไอ…เรื้อรังบ้างหรือไม่”

เขาพยายามกลืนคำ ก่อนตอบแผ่วๆ แววตาดำดิ่งลึก “ตั้งแต่…เกิด…”