LNCrawler

ตอนที่ 111

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 111

ตอนที่ 111


 

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ก่อนที่บานประตูห้องส่วนตัวของหอจิ่นอวิ่นจะถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ

ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือ ตู้เถียนเถียน

นางสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนปักลายดอกเหมยละเอียด รูปร่างบอบบางราวต้นหลิวอ่อน ก้าวเดินช้าๆ อย่างสง่างาม ทุกการเคลื่อนไหวดูอ่อนช้อยนุ่มนวลราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี

ใบหน้ารูปไข่ขาวผ่อง ดวงตากลมชื้นคล้ายมีหมอกบางปกคลุมอยู่เสมอ เพียงยืนอยู่ตรงนั้นก็ทำให้คนรู้สึกว่านางเป็นหญิงสาวที่บอบบางน่าทะนุถนอม

แต่ทันทีที่สายตาของนางมองเห็นภาพที่โต๊ะ รอยยิ้มอ่อนโยนที่ติดอยู่บนใบหน้าก็แข็งค้างไปชั่วขณะ

เด็กหญิงก้มหน้าอยู่ มือวางบนตัก ชายหนุ่มเอนตัวเล็กน้อย ข้อมือวางอยู่บนตักของเด็กหญิง

ตอนแรกตู้เถียนเถียนคิดว่าตนเองตาฝาด แต่เมื่อมองอีกครั้ง ภาพนั้นก็ยังคงเหมือนเดิม ความรู้สึกบางอย่างพลันตีขึ้นมาจากส่วนลึกในอก

ทั้งริษยา ทั้งรังเกียจ เหมือนมีเข็มเล่มเล็กแทงอยู่ในหัวใจ

ทว่าตู้เถียนเถียนเป็นบุตรีของนายอำเภอ ย่อมรู้จักควบคุมสีหน้า เพียงพริบตาเดียว สีหน้าของนางก็กลับมาอ่อนโยนเหมือนเดิม

นางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ ก่อนจะโค้งกายเล็กน้อยอย่างสุภาพ

“ข้ามา…เพื่อขออภัยแทนพี่ชายเจ้าค่ะ” น้ำเสียงอ่อนแผ่วคล้ายกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่าง “เป็นเพราะท่านพี่รักและห่วงใยข้ามากเกินไป จึงล่วงเกินพี่รองโดยมิได้ตั้งใจ”

ดวงตาของนางแดงเล็กน้อยราวกับจะมีน้ำตา

“ขอพี่รองอย่าได้ถือสาเลยเจ้าค่ะ”

สาวงามถึงกับมาขออภัยถึงที่ หากเป็นบุรุษทั่วไปเห็นภาพเช่นนี้ก็คงใจอ่อนลงไม่น้อย

แต่คนผู้นั้นคือ เจียงมู่ไป๋

ยิ่งนึกถึงท่าทีของตู้ซือหลิงก่อนหน้านี้ที่พยายามพูดพาดพิงเรื่องนั้นขึ้นมา หากปล่อยให้พูดต่อไปอีกสักหน่อย เรื่องคงลากไปถึงเด็กหญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาแน่

และเมื่อเห็นเหยาอวี้มีสีหน้ากังวลไม่สบายใจ ความไม่พอใจในใจของเขาก็ยิ่งทวีขึ้น

เจียงมู่ไป๋เงยหน้ามองตู้เถียนเถียนเพียงครู่เดียว ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย

“คุณหนูตู้”

น้ำเสียงเย็นราบ

“แต่เดิมเจ้าและข้าล้วนไม่สนิทกัน ดังนั้นคำเรียกเช่นนี้ ข้าไม่กล้ารับ”

คำพูดแบ่งแยกชัดเจนราวกับเส้นขีด ทำให้ตู้เถียนเถียนถึงกับชะงัก นางไม่คิดว่าเขาจะไม่ไว้หน้าให้นางแม้แต่น้อย

แต่เจียงมู่ไป๋ดูเหมือนไม่สนใจความคิดของนางเลยแม้แต่นิดเดียว เขากล่าวต่ออย่างเฉยชา

“ส่วนคุณชายตู้ หากเขาคิดได้ ก็ควรมาขออภัยด้วยตัวเอง” กล่าวจบ ชายหนุ่มก็เงียบลง ราวกับการมาของนางนั้นไร้สาระเกินกว่าจะเสียเวลาพูดคุยต่อ

“พี่รอง…”

ตู้เถียนเถียนเผลอหลุดคำเรียกออกมาอย่างตกใจ

แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมที่ฉายแววรำคาญอย่างชัดเจน

นางก็ชะงักทันที

“คุณชายรองเจียง…” นางรีบเปลี่ยนคำ

ตู้เถียนเถียนกวาดสายตามองคนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะที่มองมาที่นางผู้เดียว ใบหน้าขาวผ่องแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย

“ข้า…ขอคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงชั่วขณะ

เจียงมู่ไป๋ย่อมไม่คิดจะสนใจอยู่แล้ว เขาตอบกลับทันทีอย่างไม่ไว้หน้า

“ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”

ความหมายชัดเจน

…ไม่จำเป็นต้องคุย

ตู้เถียนเถียนหน้าแข็งขึ้นเล็กน้อย มองมือของเขาที่ยังอยู่บนตักเด็กหญิงอย่างเย็นเฉียบ

แต่ไม่นานก็เปลี่ยนเป้าหมาย นางหันไปหาเจียงจื่อหรงแทน

“จื่อหรง…ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับพี่รองของเจ้าจริงๆ” น้ำเสียงของนางเริ่มสั่น “ข้าขอร้องเถิด”

เจียงจื่อหรงถึงกับทำตัวไม่ถูก นางหันมองพี่ชายที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม แล้วก็หันมองตู้เถียนเถียนที่ดวงตาเริ่มมีน้ำตาคลอ ความรู้สึกผิดบางอย่างพลันเกิดขึ้น ราวกับพวกนางกำลังรังแกสตรีผู้อ่อนแอ

ในตอนนั้นเอง

หลินฉางเฟิงที่นั่งดูเรื่องสนุกมาตลอดก็พลันรู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มยุ่งยากขึ้น เขารีบวางจอกสุราลงทันที

“อา…ดูเหมือนข้าจะนึกขึ้นได้ว่ามีธุระเล็กน้อย” เขาลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มกว้าง “มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง เชิญพวกเจ้าตามสบายเถิด”

กล่าวจบก็หันหลังเดินออกจากห้องทันที

ท่าทางรวดเร็วจนแทบจะเรียกว่า…เผ่นแน่บ

เหลือเพียงคนบนโต๊ะที่เงียบงัน

เจียงจื่อหรงแทบอ้าปากค้างให้กับคนที่หนีไวยิ่งกว่านางเสียอีก

จึงยิ่งอึดอัดกว่าเดิม สตรีนั้นชื่อเสียงสำคัญยิ่ง คุณหนูตู้ถึงกับบากหน้ามาขอถึงโต๊ะ หากปฏิเสธต่อไป ก็เหมือนพวกนางทำให้นางอับอายเกินไป

ในขณะที่นางยังลังเลอยู่นั้น

เหยาอวี้กลับถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเรื่องราวชักไปกันใหญ่ “พวกข้าจะออกไปรอข้างล่างก่อนก็แล้วกันเจ้าค่ะ”

เด็กหญิงพูดเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างเจียงมู่ไป๋ “ต่อไปร่างกายพี่รองย่อมดีขึ้น หากมีปัญหาอะไรกันก็คุยให้เข้าใจจะดีกว่าเจ้าค่ะ” นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อเสียงเบา “ข้ากลัวว่านางจะทำอะไรที่ร้ายแรงขึ้นไปอีก ถึงตอนนั้นข้าคงรับไม่ไหวแล้ว” เด็กหญิงถึงกับยกเรื่องเก่ามาพูดด้วยตัวเอง เพราะหากเป็นยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีอำนาจเช่นนี้ นางขี้เกียจรับมือด้วยจริงๆ

เหยาอวี้อาจมองพี่รองของตนไม่ออก

แต่สีหน้าของตู้เถียนเถียนนั้น ชัดเจนเกินไปว่ามันคือไข้ใจ

แน่นอนว่าเด็กหญิงไม่ชอบพฤติกรรมของนางเลยแม้แต่น้อย และนางก็ไม่ได้ให้อภัยด้วย แต่เรื่องของนางก็คือเรื่องของนาง ส่วนของเจียงมู่ไป๋ก็เป็นเรื่องของเขา

นางถือว่าบุญคุณและความแค้นนี้เป็นคนละส่วนกัน

อย่างน้อยให้ทั้งสองได้ปรับความเข้าใจ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ดีกว่าสตรีผู้นั้นมาทำท่าเหมือนพวกนางติดหนี้นางอยู่เช่นนี้

เจียงมู่ไป๋ได้ยินคำพูดนั้น แววตาพลันเข้มขึ้น ข้อมือที่ยังอยู่ในมือของเหยาอวี้พลิกกลับ ก่อนที่นิ้วของเขาจะจับข้อมือเล็กของนางไว้ เหมือนจะไม่ยอมให้นางลุกไป

‘คุยให้เข้าใจ อันใด! …นี่เจ้าพูดอะไรออกมา?’

เจียงมู่ไป๋คิดอย่างไม่พอใจ

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของเขา นางจึงรีบพูดเสียงเบา “เจ็บแขนเจ้าค่ะ…” พร้อมกับเบะปากเล็กน้อย

เจียงมู่ไป๋ตกใจทันที มือที่จับอยู่คลายออกอย่างรวดเร็ว สีหน้าคล้ายรู้สึกผิดเล็กน้อย

เหยาอวี้ฉวยจังหวะนั้น ลุกขึ้นแล้วย่อตัวอย่างรวดเร็ว

“พวกข้าจะไปรอข้างล่างเจ้าค่ะ”

พูดจบ นางก็รีบดึงมือเจียงจื่อหรง ทั้งสองคนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งหนีตายเช่นกัน

ตู้เถียนเถียนยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

เมื่อเห็นว่าประตูปิดลงแล้ว เหลือเพียงพวกเขาสองคนในห้อง เมื่อรู้ว่าถึงอย่างไรเจียงมู่ไป๋ก็ไม่ใช่คนใจอ่อนอยู่แล้ว สีหน้าที่อ่อนแอเมื่อครู่ก็ค่อยๆ เลือนหายไป

ราวกับหน้ากากที่ถูกถอดออก ดวงตาที่เคยชื้นแดงกลับแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นึกถึงเมื่อก่อนที่ทั้งคู่เป็นคู่หมั้นกัน นางพยายามเข้าหาเขาตลอด แม้ชายหนุ่มจะไม่พูดอันใด แต่ก็ไม่เคยใส่ใจ บางครั้งให้คนบอกปัดว่าต้องลมหนาวไม่สะดวกรับแขก นางจึงจำต้องอยู่เล่นกับเจียงจื่อหรงแทน นานวันเข้าจึงหมดใจที่จะเข้าหา ยิ่งรู้ว่าเขาใกล้ตาย บางทีลึกๆ ยังมีความรู้สึกว่า สมควรแล้ว!

แต่เมื่อได้เห็นท่าทีที่ไม่เคยเห็น นางก็รู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”

นางหัวเราะเบาๆ

“ท่านมันโรคจิต”

น้ำเสียงเย็นเฉียบ

“นางยังเด็กอยู่เลย”

คำพูดนั้นเหมือนตั้งใจจะกรีดลงตรงจุดที่เจ็บที่สุด เพื่อให้ชายหนุ่มได้รู้ถึงความเจ็บปวดเช่นเดียวกับนางบ้าง

เจียงมู่ไป๋ที่นั่งอยู่เดิมเงยหน้าขึ้นช้าๆ สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเย็นลงทันที ดวงตาคมมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างนิ่งเฉย ก่อนจะเอ่ยเพียงประโยคเดียว

“ดีที่เจ้ายังรู้ว่านางยังเด็ก”

น้ำเสียงไม่ดัง แต่กลับหนักแน่นราวกับหินใหญ่ก้อนหนึ่งกดทับ

ตู้เถียนเถียนชะงักทันที คำพูดนั้นเหมือนถูกขว้างกลับใส่นางอย่างจัง

เพราะความจริงที่ซ่อนอยู่ในประโยคนั้น ทั้งสองคนต่างรู้ดี

…ตั้งแต่ต้น

คนที่จับเหยาอวี้ขึ้นไปบนเตียงของเขา

ไม่ใช่ใครอื่น

แต่เป็นพวกนางเอง!!

หากวันนี้นางกล่าวหาว่าเขาเป็นคนจิตวิปริต

เช่นนั้นแล้ว… คนอย่างพวกนางต้องมีจิตใจสกปรกเพียงใด จึงจะกล้าทำเรื่องเช่นนั้นขึ้นมา

ตู้เถียนเถียนถึงกับพูดไม่ออก ใบหน้าขาวผ่องซีดลงเล็กน้อย