ตอนที่ 112
ตอนที่ 112
ตอนที่ 112
“แต่ตอนนี้นางเป็นน้องสี่ของท่าน”
ตู้เถียนเถียนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงยังคงแข็งกร้าว เหมือนกำลังคว้าคำพูดนี้เป็นเกราะกำบังให้ตนเอง และทิ่มแทงเขาให้รู้ตัวตื่น
“เรื่องของครอบครัวข้า ไม่ต้องให้คนนอกมาสอด” เจียงมู่ไป๋ตอบกลับอย่างเฉยเมย
ตู้เถียนเถียนนิ่งไปวูบหนึ่ง ก่อนที่ความโกรธจะพลุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่
“เจียงมู่ไป๋ ท่านบ้าไปแล้วหรือ!”
หญิงสาวก้าวเข้ามาอีกก้าว เสียงสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นางก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง!” ดวงตาของนางแดงก่ำ
“มีสิทธิ์อันใดมาแทนที่ข้า!” ยิ่งพูด น้ำเสียงก็ยิ่งสั่นด้วยความไม่พอใจ
“นางมีดีกว่าข้าตรงไหน!”
ห้องทั้งห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงหายใจที่หนักขึ้นของหญิงสาว
เจียงมู่ไป๋ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาเรียบเฉย เรียบเฉยเสียจนเหมือนกำลังมองการแสดงที่ไม่น่าสนใจ สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านร่างของตู้เถียนเถียนอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยออกมาช้าๆ
“อย่างเจ้า…” น้ำเสียงแผ่วต่ำ แต่กลับแหลมคมเหมือนใบมีด “มีอันใดเทียบกับนาง”
ประโยคสั้นๆ นั้น
ทำให้ตู้เถียนเถียนเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
แต่เจียงมู่ไป๋ยังไม่หยุด มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย
“หากให้ข้ากล่าวออกไป นั่นไม่เท่ากับรนหาความอัปยศให้ตัวเจ้าเองหรือ”
แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ดูถูกอย่างเปิดเผย ไม่มีแม้แต่น้อยที่คิดจะปิดบัง
ตู้เถียนเถียนตัวแข็ง เหมือนเลือดทั้งร่างไหลย้อนขึ้นหน้า
แต่คำพูดต่อมาของเจียงมู่ไป๋ กลับยิ่งทำให้นางแทบหายใจไม่ออก
“สกุลเจียงต้องมาถูกพวกเจ้าพ่อลูกวางแผน” ชายหนุ่มกล่าวช้าๆ ทุกคำหนักแน่นเหมือนหินก้อนใหญ่ “คราแรกก็เพราะชื่อเสียงข้า ต่อมาก็ใช้งานแต่งมาเป็นเครื่องต่อรองเอาสินสอด”
สายตาคมของเขากดลงมาที่นาง
เย็นชา
สูงส่ง
และห่างเหินอย่างสิ้นเชิง
“หากพวกเจ้าขัดสนนัก” เสียงของเขาแผ่วลงเล็กน้อย แต่กลับทำให้คำพูดยิ่งคมกริบ “เหตุใดไม่ไปเป็นขอทานให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียเล่า”
สำหรับเจียงมู่ไป๋ เหยาอวี้คือขีดจำกัดสุดท้ายของเขา
ชีวิตนี้ เป็นเด็กหญิงคนนั้นที่ช่วยเขาไว้ถึงสองครั้ง
ในสายตาของเขา สกุลตู้ไม่เพียงไม่เจียมตัว แต่ยังกล้าหยิบเอาเด็กหญิงคนนั้นมาเป็นหมาก
คิดถึงตรงนี้ความเย็นชาในดวงตาของเขาจึงยิ่งลึกลง
หากไม่ใช่เพราะท้ายที่สุด ผู้ที่ได้ประโยชน์จากแผนการนั้นกลับกลายเป็นเขา
เรื่องนี้คงไม่มีทางจบลงเพียงแค่การทวงของหมั้นอย่างแน่นอน
ตู้เถียนเถียนยืนหน้าซีด ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แต่นางอับอายจนพูดอะไรไม่ออก
ความจริงนางไม่ได้คิดจะมาพูดเรื่องอดีต ต้องการให้มันผ่านพ้นไปเลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่นางต้องการคือการเริ่มใหม่
นางยินดีรอคอย ค่อยเป็นค่อยไป พร้อมแสดงออกให้เขาเห็นว่านางรู้ความ แล้วให้เรื่องราวทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของบิดามารดา นางคือคนกลางที่ขัดไม่ได้ นางจำต้องทำเช่นนั้นเพราะถูกบังคับ นี่ต่างหากที่นางต้องการให้เขารู้ ให้เขาปลอบโยน และเข้าใจ
แต่เพราะท่าทีที่เขามีต่อเหยาอวี้ ทำให้นางรู้สึกร้อนรนไปหมด ยิ่งได้รู้เขารู้เรื่องหมดทุกอย่างก็ยิ่งอับอาย เพราะสายตาของชายหนุ่มตรงหน้า เย็นเยียบเสียจนเหมือนมองผ่านนางไปตลอดเวลา
“แท้จริงเป็นเพราะข้าขัดคำพูดท่านพ่อไม่ได้” ตู้เถียนเถียนยังพยายามจะแก้ตัว
“คุณหนูตู้ สกุลเจียงมิได้โง่” ชายหนุ่มเย้ยหยัน
“พวกท่านใส่ร้ายข้า” นางแสดงสีหน้าเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม “ที่ท่านทำเช่นนี้ก็เพราะเด็กนั่นสินะ” เห็นชายหนุ่มยังคงเงียบอยู่จึงพูดต่อ “หรือท่านจะบอกว่าไม่เคยคิดอะไรกับนางเลย?”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
เจียงมู่ไป๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แต่เสียงหัวเราะนั้น กลับเย็นยะเยือกแทบไม่มีความขบขันอยู่เลย
“คุณหนูตู้” เขาพูดช้าๆ “คำพูดบางอย่างพูดออกมาแล้วก็เอาคืนไม่ได้”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่ง ความสูงของเขาทำให้เงาทาบลงบนพื้น สายตาคมกริบกดลงมาที่นาง
“เจ้าอยากให้ข้าตอบจริงหรือ”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การคุยให้เข้าใจ ที่เหยาอวี้หวังให้เกิดขึ้นนั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย
เพราะคนอย่างเจียงมู่ไป๋ไม่ใช่บุรุษที่จะรักหยกถนอมบุปผาอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเขากับตู้เถียนเถียนก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องปรับความเข้าใจกันด้วยซ้ำ
เจียงมู่ไป๋รู้ทุกเรื่องอยู่แล้ว
ส่วนตู้เถียนเถียนก็มีแต่โลกของตนเอง ที่ยังเชื่อว่าทุกอย่างสามารถย้อนคืนได้
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเมื่อครู่ จึงไม่ใช่การปรับความเข้าใจ
แต่เป็นการปลุกนางให้ตื่นจากความฝันต่างหาก
หลังกล่าวจบ ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะอยู่ต่อแม้แต่น้อย เขาหันไปเปิดประตูทันที ไม่มีคำกล่าวลา ไม่มีแม้แต่ความเกรงใจ
แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพด้านนอกก็ทำให้เขาหยุดชั่วครู่
เด็กสองคนยืนตัวแข็งอยู่ตรงหน้าประตูพอดี เพราะไม่คิดว่าอยู่ๆ ประตูจะเปิดออกแบบไร้สัญญาณเตือนเช่นนี้ สีหน้าทั้งคู่เหมือนคนถูกจับได้คาหนังคาเขา
“เอ่อ ขะ-ข้า…” เจียงจื่อหรงรีบพูดขึ้นทันที น้ำเสียงเร็วราวกับกลัวจะพูดไม่ทัน “ทีแรกข้าจะขึ้นมาแจ้งว่าจะไปที่ศาลาเจ้าค่ะ!”
“ใช่ๆ!” เหยาอวี้รีบพยักหน้ารับอย่างแรง ใบหน้าเล็กแดงก่ำจนแทบจะลามถึงใบหู นางไม่กล้าแม้แต่จะสบตาชายหนุ่ม
“พะ-พวกข้าเพิ่งมาเมื่อกี้เลย! เมื่อกี้เลยจริงๆ!”
พูดจบก็รีบหันไปหาแนวร่วม
“เนาะ!”
เจียงจื่อหรงพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าว
“ใช่ๆ!” นางรีบรับคำทันที “เพิ่งมาเมื่อกี้ พี่รองก็เปิดประตูออกมาเลย พวกข้าไม่ได้ยินอะไรเลยเจ้าค่ะ!”
ภายในใจของทั้งสองแทบจะกู่ร้องพร้อมกัน
‘ฮื่อ พ่อจ๋าแม่จ๋า ช่วยลูกด้วย! ความอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ทำให้แค่แมวตาย ยามนี้พวกนางอยากมุดดินตายให้รู้แล้วรู้รอด ถ้ากลับจวนไปแล้วรีบล้างหู เรื่องนี้จะหายไปจากความทรงจำหรือไม่…’
เจียงมู่ไป๋มองเด็กสองคนที่ยืนลนลานอยู่ตรงหน้า แต่กลับไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ในนัยตาคมลึกของเขา กลับมีแววขบขันระคนเอ็นดูด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มเพียงโน้มตัวลงเล็กน้อย แล้วคว้ามืออีกข้างของเหยาอวี้ขึ้นมา ก่อนจะจูงออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
“กลับกันเถอะ”
เสียงของเขาเรียบง่าย
แต่สำหรับเหยาอวี้ มันกลับเหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัว เด็กหญิงที่ยังตกใจอยู่จะยังทำตัวเป็น น้องสี่ผู้ไร้เดียงสาได้อย่างไร
ทันทีที่ถูกจับมือ นางก็สะบัดมือออกทันทีราวกับถูกน้ำร้อนลวก เหยาอวี้กลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคออย่างยากลำบาก
นางรู้สึกได้ทันทีว่า ปฏิกิริยาของตนเมื่อครู่ชัดเจนเกินไป จึงรีบหัวเราะแห้งๆ กลบเกลื่อน
“ฮ่าฮ่า…พี่รอง มือข้าเหงื่อออกมากไปหน่อยเจ้าค่ะ” นางรีบพูด “เพราะ…รีบวิ่งมาจากข้างล่าง”
พูดจบก็แทบอยากเอาหัวโขกกำแพง
‘วิ่งบ้าบออันใดกัน! ความจริงคือพวกนางยืนแอบฟังเรื่องคอขาดบาดตายจนตื่นเต้นต่างหาก’
เหยาอวี้แทบจะร้องไห้ออกมา
แต่เจียงมู่ไป๋กลับไม่พูดอะไร ชายหนุ่มหยุดฝีเท้า จากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาด ออกมาจากอกเสื้อ
เขาย่อตัวลง แล้วค่อยๆ เช็ดมือเล็กของเด็กหญิงอย่างใจเย็น ท่าทางจริงจังเสียจนเหมือนกำลังเช็ดของล้ำค่า เช็ดจนมือที่ชื้นเหงื่อสะอาดหมดจดทั้งสองข้าง
จากนั้นเขาก็กลับมาจับมือของนางอีกครั้ง ราวกับเป็นเรื่องปกติ
เจียงจื่อหรงที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้นนางก็รีบยื่นมือของตนออกมา
“พี่รอง! มือข้าก็ชุ่มเหงื่อเจ้าค่ะ!”
หวังจะได้รับการดูแลแบบเดียวกันบ้าง
แต่เจียงมู่ไป๋เพียงเหลือบมอง นัยตาฉายแววรังเกียจเล็กน้อย จากนั้นก็ยัดผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นใส่มือของนางอย่างไม่ใยดี
“เช็ดเสร็จแล้วก็ทิ้ง”
พูดจบ เขาก็จูงมือเหยาอวี้เดินออกไปทันที ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เจียงจื่อหรงยืนถือผ้าเช็ดหน้าอยู่ตรงนั้น
สีหน้าอึ้งค้างไปค่อนวัน
ในที่สุดเด็กสาวก็รู้แจ้งแล้ว ถึงการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของพี่รองตนตลอดมา
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย
ก่อนจะหัวเราะหึในใจ
หึ…เอ็นดูน้องสี่อันใดกัน
พี่รองของนาง กำลังฟูมฟักเลี้ยงดูพี่สะใภ้รองต่างหาก!!!