LNCrawler

ตอนที่ 113

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 113

ตอนที่ 113


 

ทันทีที่รถม้าจอดหน้าจวน เด็กหญิงสองคนก็แทบจะกระโดดลงจากรถพร้อมกัน ท่าทางร้อนรนราวกับกำลังหนีอะไรสักอย่างอยู่

ยังไม่ทันให้บ่าวลงบันไดไม้ให้เรียบร้อย ทั้งคู่ก็รีบกระโดดลงพื้น ก่อนจะคว้ามือกันแล้ววิ่งจูงกันตรงดิ่งไปทางเรือนป่าไผ่ ราวกับกำลังมองหาที่หลบภัย

อาไฉที่ยืนรออยู่ข้างรถม้าเลิกคิ้วขึ้นทันที เขามองแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วของเด็กสาวทั้งสองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ

กระทั่งเจียงมู่ไป๋ก้าวลงจากรถม้า

อาไฉจึงรีบเก็บความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด แล้วกลับไปยืนอยู่ข้างๆ อย่างสงบเรียบร้อยตามเดิม

ชายหนุ่มมองไปยังทิศทางที่เด็กสองคนวิ่งหายไปเพียงแวบเดียว มุมปากเหมือนจะยกขึ้นเล็กน้อย แต่ก็หายไปในพริบตา ก่อนที่เขาจะเดินเข้าจวนอย่างสงบ


 

ทางด้านเรือนป่าไผ่

“เป็นอย่างไรบ้าง งานชุมนุมกวีนั่นสนุกหรือไม่”

จางซื่อที่นั่งรออยู่พอเห็นเด็กสองคนเข้ามาก็รีบลุกขึ้นต้อนรับทันที สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความยินดี น้ำเสียงยังเจือความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

ราวกับกำลังหวังลึกๆ ว่า บางทีอาจมีบัณฑิตหนุ่มคนใดเข้าตาบุตรสาวของตนสักคน

เหยาอวี้ที่มองออกทะลุความคิดของมารดา มีหรือจะไม่เข้าใจ

เด็กหญิงจึงตอบด้วยสีหน้าเรียบๆ “อาหารกับบรรยากาศดีเจ้าค่ะ” แล้วกล่าวต่ออย่างสบายๆ “หากท่านแม่อยากไปชื่นชม พรุ่งนี้ข้าจะพาท่านไปสักครั้ง”

คำพูดนี้ทำให้จางซื่อถึงกับหุบปากทันที ก่อนจะค้อนบุตรสาวไปหนึ่งวง รู้ทั้งรู้ว่านางจะไม่ออกจากจวน

เมื่อเป้าหมายแรกไม่ได้ผล นางจึงหันไปหาเป้าหมายที่สองทันที

“คุณหนูสามเล่า มีอะไรดีๆ น่าสนใจบ้างหรือไม่”

นับว่าถามถูกคนจริงๆ แม้ตอนนั่งรถม้ากลับมาจะยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

แต่ตอนนี้ในห้องมีเพียงเหยาอวี้กับจางซื่อ

เจียงจื่อหรงจึงเผยสีหน้าลับลมคมนัยขึ้นมาทันที ประกายในดวงตาของนางมีแววล้อเลียนอย่างชัดเจน

เหยาอวี้มีหรือจะไม่เข้าใจ เด็กหญิงจึงรีบทำเป็นไม่สนใจทันที ก่อนจะหาข้ออ้างลุกหนี

“ท่านแม่ ถั่วเหลืองที่ข้าให้ท่านลองทำเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

จางซื่อตอบทันทีอย่างกระตือรือร้น “โอ้ น่าจะใช้ได้แล้วกระมัง เจ้าลองไปดูที่ครัวสิ”

ครั้งนี้เหยาอวี้เพิ่งสอนวิธีทำอาหารชนิดใหม่จากถั่วเหลืองให้มารดา จางซื่อจึงสนใจมากเป็นพิเศษ

“เจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกท่านคุยกันเถิด” เหยาอวี้ถอนหายใจเงียบๆ เจียงจื่อหรงรู้ความลับที่น่ากลัวเกินไป นางไม่สามารถลากตัวเด็กสาวออกจากมารดาอย่างที่ตั้งใจได้เลย

ในใจเด็กหญิงได้แต่คร่ำครวญ

‘ฮื่อ ฮูหยินเจียง โปรดให้อภัยข้าด้วย… ทำลูกสาวท่านเสียคนแล้ว’

เมื่อเหยาอวี้ออกไปแล้ว

เจียงจื่อหรงก็รู้สึกเหมือนเปิดประตูสวรรค์

ในที่สุดก็สามารถ นินทา…เอ้ย เล่าเรื่องในหอจิ่นอวิ๋นได้อย่างเต็มที่

“ท่านน้าจาง” นางพูดด้วยสีหน้าลึกลับ “ข้าว่าท่านไม่ต้องไปมองหาบัณฑิตหนุ่มจากที่ใดให้เสียเวลาดอก หากถึงเวลาน้องสี่ย่อมมีคู่ครองเองแหละเจ้าค่ะ”

คำพูดนั้นชวนให้ปล่อยวาง แต่ในใจของเจียงจื่อหรงกลับกำลังคิดอีกอย่าง

ต้องไปขอค่าขนมเพิ่มจากพี่รองเสียแล้ว ครั้งนี้นางนับว่าทำคุณครั้งใหญ่ให้เขาเชียวนะ!

จางซื่อกลับไม่ได้คิดลึกเช่นนั้น นางส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าก็ไม่ได้รีบร้อน เพียงอยากดูไว้พิจารณาเท่านั้น”

นางถอนหายใจเบาๆ เริ่มบอกเล่าความในใจ

“ความจริงข้าชอบพวกหมอรักษาคนมากกว่า หากเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะมีคนรักษาได้ แต่เหยาอวี้ก็เก่งวิชาแพทย์อยู่แล้ว ข้าจึงคิดว่าหาคนมีวิชาความรู้สักหน่อยก็ดี”

แล้วนางก็ถามต่อทันที “แล้วผู้ใดที่ชนะการประชันกวีครั้งนี้เล่า”

พอได้ยินคำถามนี้ ดวงตาของเจียงจื่อหรงก็เป็นประกายทันที ก่อนจะทำที่ถอนหายใจยาวอย่างเว่อร์วัง

“เฮ้อ…”

“ถ้าท่านจะหาจากผู้ชนะในงานประชันครั้งนี้ ก็คงต้องคิดใหม่แล้วเจ้าค่ะ” 

นางพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ “เพราะพี่รองของข้า เขากวาดทุกรางวัลหมดเลย!”

จากนั้นก็เริ่ม ร่ายยาวอย่างออกรสชาติ “ท่านคงไม่ทราบ บัณฑิตเหล่านั้นสู้พี่รองของข้าไม่ได้สักเสี้ยว! ตั้งแต่ช่วงต่อบทกวี พวกเขาก็ถูกจับกรอกสุรากันไปตั้งแต่หลายจอกแล้ว”

“ยิ่งตอนประชันแต่งกวีนั้นยิ่งแล้วใหญ่!” เจียงจื่อหรงทำท่าประกอบอย่างจริงจัง “เพียงแม่นางหลานเยวี่ยประกาศหัวข้อออกมา กระดาษถูกวางลงตรงหน้า พี่รองของข้าก็สามารถเขียนออกมาทันที!”

“พอได้ยินบทกวีที่พี่รองข้าแต่ง บัณฑิตเหล่านั้นตกใจกระทั่งไม่กล้าเขียนของตัวเองออกมาด้วยซ้ำ!”

“สุดท้ายก็ร่ำร้องสุราลงโทษกันจนเมามาย ยอมแพ้หนีหางจุกตูดกันไปหมด!”

เจียงจื่อหรงเล่าด้วยสีหน้าสะใจสุดๆ

“เฮ้อ… สุดท้ายทั้งงานจึงมีแต่บทกวีของพี่รองข้าจน ล้นโต๊ะคะแนนเลยเจ้าค่ะ!”

จางซื่อได้ยินก็ทำหน้าตกใจ

“คุณชายรองช่างเก่งกาจจริงๆ”

แต่ในใจของนางกลับคิดอีกแบบหนึ่ง

‘คงเป็นเพราะหัวข้อง่ายไป อีกทั้งบัณฑิตในเหออันก็คงอ่อนแอไร้ฝีมือ จึงถูกเจียงมู่ไป๋ที่มีความสามารถอยู่บ้างกดข่มได้จนหมดสิ้น’

เมื่อคิดได้ดังนั้น จางซื่อก็พยักหน้าให้ความคิดของตนเอง เพราะคิดว่าพื้นที่ห่างไกลเมืองหลวง หาบัณฑิตหนุ่มเก่งๆ คงไม่ง่าย

อย่างไรเสีย

เหยาอวี้มีเจียงมู่ไป๋เป็นพี่รอง ก็นับว่าเป็นโชคดี  บุรุษในเหออันคงไม่กล้ารังแกนาง ต่อไปจะหาครอบครัวดีๆ แต่งออกไปก็คงไม่ยาก

ดังนั้นตอนนี้ ยังไม่ต้องรีบร้อน

ส่วนเจียงจื่อหรง

เมื่อเห็นจางซื่อมีสีหน้าพึงพอใจ ก็คิดว่าตนยกยอจนอีกฝ่ายชื่นชมพี่รองของตนแล้ว

เด็กสาวจึงยิ่งมีสีหน้าภูมิใจ ในใจเริ่มคำนวณทันที

แค่ค่าขนมคงไม่พอ ครั้งนี้นางเปลืองน้ำลายไปไม่น้อย

รอบหน้า… ต้องขอรางวัลใหญ่จากพี่รองให้ได้!


 

ส่วนเหยาอวี้ที่ไม่ได้รู้เลยว่าคนในเรือนป่าไผ่กำลังคุยกันคนละเรื่องเดียวกันอยู่

ยามนี้ความสนใจทั้งหมดของเด็กหญิงกลับถูกดึงไปที่ของสำคัญในครัว

ใช่แล้ว…

เมื่อคืนพวกนางลองทำเต้าหู้ กันเป็นครั้งแรก นางให้มารดาแช่ถั่วเหลืองทั้งคืน แล้วค่อยมาทำตามขั้นตอนที่บอกไว้ตอนที่พวกนางไปงานกวี กลับมาก็น่าจะได้เต้าหู้ตามที่ต้องการ

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในครัว กลิ่นถั่วเหลืองอ่อนๆ ก็ลอยมาแตะปลายจมูก

หม้อใหญ่ที่ใช้ต้มถั่วถูกยกไปล้างเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงถาดไม้กับพิมพ์เต้าหู้วางอยู่บนโต๊ะ

เหยาอวี้รีบเดินเข้าไปดูทันที ผ้าขาวบางที่ใช้กรองถูกเปิดออกแล้ว ภายในพิมพ์เหลือเพียง เนื้อเต้าหู้ที่จับตัวเป็นก้อนแน่น สีขาวนวลราวหิมะแรกของฤดูหนาว ผิวหน้าเรียบเนียนจนแทบไม่มีรูพรุน เมื่อกดลงเบาๆ ก็สัมผัสได้ถึงความเด้งนุ่มของเนื้อถั่วที่อัดตัวกันแน่นอย่างพอดี

น้ำถั่วส่วนเกินถูกรีดออกจนหมด เหลือเพียงก้อนเต้าหู้เนื้อเนียนอยู่เต็มพิมพ์

เด็กหญิงถึงกับดวงตาเป็นประกาย

“สำเร็จจริงๆ…”

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

ดูเหมือนว่ายุคสมัยที่นางมาอยู่นี้จะโบราณและเก่าแก่กว่าที่นางเคยรู้จักมากนัก เพราะในความทรงจำของเหยาอวี้ ถั่วเหลืองไม่ควรถูกมองข้ามเช่นนี้

แต่ในโลกใบนี้ มันกลับถูกใช้เป็นเพียงอาหารสัตว์เท่านั้น กระทั่งน้ำจากถั่วเหลือง คนทั่วไปก็ยังไม่นิยมดื่ม เพราะหากกรองไม่ดี กากถั่วจะทำให้เนื้อสัมผัสสากและระคายคอ

ผู้คนจึงรู้สึกว่ามันดื่มยาก หากกระหายการดื่มน้ำเปล่ายังจะดีกว่า

หากต้องการบำรุงร่างกาย ก็มีเพียงทางเดียว คือ กินเนื้อสัตว์ แต่เนื้อสัตว์ในยุคนี้กลับเป็นของหายาก หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลสำคัญ หรือวันที่มีงานเลี้ยงใหญ่ ชาวบ้านธรรมดาแทบไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสเลย

เหยาอวี้เคยเห็นภาพเหล่านั้นด้วยตาของตนเอง

เด็กๆ ในหมู่บ้าน ตัวเล็ก ผอมแห้ง แขนขาเรียวเหมือนกิ่งไม้แห้ง ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาโตเกินสัดส่วนของร่างกาย ไม่ใช่แค่พวกเขาไม่กินอิ่ม แต่อาหารที่กินก็ไม่มีสารอาหารเพียงพอ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหยาอวี้ก็หันกลับมามองก้อนเต้าหู้ในพิมพ์อีกครั้ง ก้อนสีขาวเรียบง่ายนี้ อาจดูธรรมดาในสายตาคนอื่น

แต่สำหรับนาง มันคืออาหารที่สามารถเลี้ยงชีวิตคนจำนวนมากได้

เด็กหญิงยิ่งมองก็ยิ่งพอใจ ในหัวเริ่มคิดรายการอาหารต่างๆ ต่อทันที

เต้าหู้น้ำแดง… เต้าหู้ทอด… หรือจะทำเต้าหู้ตุ๋นก็ได้

เพียงคิดก็แทบอยากรีบลงมือทันที

ขณะที่เหยาอวี้กำลังยกมีดขึ้น เตรียมจะทดลองทำอาหารอะไรสักอย่างกับเต้าหู้ก้อนใหม่

เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าครัว

“อวี้เอ๋อร์ เจ้าอยู่ในนี้หรือ” เสียงสตรีเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน

เหยาอวี้หันกลับไปมอง ก็เห็นเฉียนซื่อยืนอยู่ตรงประตูครัว

สตรีผู้นั้นแต่งกายเรียบง่ายเช่นเคย เสื้อผ้าไม่หรูหราเท่าคนเรือนหลัก แต่กิริยากลับสะอาดสะอ้านและดูคล่องแคล่ว ดวงตาของนางมักมีแววอบอุ่นอยู่เสมอ

ทันทีที่สายตาของเฉียนซื่อมองเห็นของในพิมพ์ นางก็อดเดินเข้ามาใกล้ไม่ได้

“นี่คืออันใดหรือ”

เหยาอวี้วางมีดลงก่อนจะตอบ

“นี่เรียกว่าเต้าหู้เจ้าค่ะท่านแม่” เด็กหญิงชี้ไปที่ก้อนสีขาวในพิมพ์ “ทำมาจากถั่วเหลือง สามารถใช้ทำอาหารแทนเนื้อได้ เพียงแต่มันจะอ่อนนุ่มกว่าเท่านั้นเองเจ้าค่ะ และที่สำคัญสามารถเก็บไว้ได้นาน”

เฉียนซื่อก้มลงดูใกล้ๆ ดวงตาของนางค่อยๆ เป็นประกายขึ้นมา

สองสามวันก่อน

เหยาอวี้เคยให้บ่าวนำอาหารหลายอย่างมาส่งให้ นางกับบุตรชายลิ้มลอง แม้จะเป็นเพียงอาหารธรรมดา แต่รสชาติกลับทำให้นางตกใจไม่น้อย นางไม่รู้เลยว่าพวกนางใช้วัตถุดิบอะไร

แม้แต่ไข่ตุ๋นธรรมดา ก็ยังให้รสชาติที่กลมกล่อมและอร่อยกว่าที่พ่อครัวจากเรือนหลักทำเสียอีก

กระทั่งพ่อครัวจากร้านอาหารของบิดานาง ก็ยังไม่เคยทำรสชาติแบบนั้นได้

ก่อนแต่งเข้าจวนเจียง เฉียนซื่อคือบุตรของร้านอาหารเล็กๆ ในตำบลหนึ่ง ต่อมาครั้งหนึ่งเจียงอวี้เหิงเดินทางไปขยายการค้าผ้าไหมที่ตำบลนั้น ทั้งสองจึงได้รู้จักกัน

แต่ในสายตาของคนสกุลเจียง นางก็เป็นเพียงสตรีบ้านนอกคนหนึ่ง พื้นฐานครอบครัวธรรมดา ไม่มีชื่อเสียงหรือฐานะอะไร

เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเจียงรู้เรื่อง นางจึงไม่คิดจะขัดขวาง กลับยินดีเสียอีกที่บุตรชายรองจะรับภรรยาที่มีเบื้องหลังว่างเปล่าเช่นนี้

ดังนั้นการสู่ขอจึงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย

“ทำจากถั่วเหลืองจริงหรือ” เฉียนซื่อถามอีกครั้ง

มือของนางแตะเบาๆ ลงบนผิวเต้าหู้ ความนุ่มเด้งที่ปลายนิ้วทำให้แววตาของนางยิ่งเป็นประกาย เหมือนคนที่เพิ่งพบวัตถุดิบล้ำค่าชิ้นใหม่