LNCrawler

ตอนที่ 114

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 114

ตอนที่ 114


 

เฉียนซื่อลองชิมเต้าหู้เปล่าไปหนึ่งคำ ก็รู้สึกแปลกใหม่อยู่บ้าง และเมื่อเหยาอวี้แนะนำซีอิ้ว กับผงนัว และเพราะเหออันอยู่ใกล้ทะเล ในครัวแยกแห่งนี้จึงมีซอสหอยนางรมเพิ่มขึ้นมาอีก นางจึงได้รู้จักกับทั้งหมดในวัวนี้

อดีตลูกสาวเจ้าของร้านอาหารก็รับรู้ได้ทันทีว่าทั้งหมดนี่คือของดี

แทบไม่ต้องให้เหยาอวี้แนะนำเหมือนจางซื่อ เฉียนซื่อสามารถรังสรรค์มื้ออาหารจากเต้าหู้ได้หลายอย่าง ปกติอาหารจากจากเรือนฝั่งตะวันตกก็เป็นนางลงมือทำด้วยตนเองให้กับบุตรชาย

แต่เพราะนางแยกครัวให้จางซื่อที่เรือนป่าไผ่ ทั้งสองจึงไม่เคยลิ้มรสอาหารฝีมือเฉียนซื่อสักครั้ง

เหยาอวี้มองท่าทางคล่องแคล่วของฮูหยินรองสกุลเจียงแล้วได้แต่หัวเราะขมขื่นในใจ เพราะนางดูเป็นงานกว่ามารดาของตนตอนอยู่ที่บ้านหลัวเสียอีก

หากไม่ใช่เพราะตนคิดค้นพวกผงนัว กับซีอิ๊วออกมาได้ ก็ไม่รู้ว่าต้องกล้ำกลืนกับฝีมือเช่นนั้นไปอีกนานเพียงใด

โชคดีหน่อยที่มาอยู่เรือนป่าไผ่แล้วมีบ่าวรับใช้คอยทำอาหารให้ที่ครัวแยกหลังนี้ แต่บางครั้งพวกนางก็ลุกมาทำอาหารใหม่ด้วยตัวเองนานๆ ครั้ง

ไม่นานนัก กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั่วครัว

เฉียนซื่อทำอาหารจากเต้าหู้ขึ้นมาถึงสามอย่างอย่างรวดเร็ว

จานแรกคือ เต้าหู้ผัดต้นหอมซีอิ๊ว เต้าหู้ถูกหั่นเป็นสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ แล้วนำไปทอดในกระทะจนผิวด้านนอกเหลืองอ่อน ก่อนจะใส่ต้นหอมซอยลงผัดกับซีอิ๊ว กลิ่นหอมของต้นหอมกับซีอิ๊วเคลือบอยู่บนเต้าหู้ ทำให้เต้าหู้สีทองดูน่ากินอย่างยิ่ง

จานที่สองคือ เต้าหู้ตุ๋นน้ำแดง เฉียนซื่อหั่นเต้าหู้เป็นชิ้นหนาเล็กน้อย แล้วนำไปตุ๋นกับซีอิ๊ว น้ำซุป และผงนัว ไหนซอสหอยนางรมสีเข้มซึมเข้าไปในเนื้อเต้าหู้ ทำให้เนื้อสีขาวเปลี่ยนเป็นสีทองอ่อน กลิ่นหอมลอยขึ้นมาพร้อมไอร้อน

ส่วนจานสุดท้าย คือ เต้าหู้ทอดกรอบโรยเกลือ เฉียนซื่อนำเต้าหู้ไปคลุกแป้งบางๆ ก่อนทอดจนผิวด้านนอกกรอบสีเหลืองทอง แล้วโรยเกลือกับต้นหอมเล็กน้อย เสียงกรอบเบาๆ ดังขึ้นเมื่อใช้ตะเกียบแตะ

เหยาอวี้มองอาหารทั้งสามจาน แววตาอดเป็นประกายไม่ได้ นางหยิบตะเกียบขึ้น เริ่มจากเต้าหู้ผัดต้นหอม เต้าหู้ด้านนอกหอมซีอิ๊ว ด้านในยังนุ่มละมุน รสชาติกลมกล่อมอย่างพอดี

จากนั้นนางลองเต้าหู้ตุ๋นน้ำแดง ซอสซึมเข้าไปถึงเนื้อด้านใน รสเข้มข้นแต่ไม่เค็มเกินไป

ส่วนเต้าหู้ทอดกรอบ เพียงกัดลงไป ผิวด้านนอกกรอบบาง แต่ด้านในยังนุ่มเหมือนเดิม

เหยาอวี้หยุดตะเกียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจในใจ

นี่ต่างหาก…ฝีมือคนที่ทำอาหาร

“เป็นอย่างไร เจ้าชอบหรือไม่” เฉียนซื่อถามขึ้นอย่างอ่อนโยน

ความจริงนางไม่จำเป็นต้องถามก็ได้ เพราะเมื่อครู่ตอนทำเสร็จ นางเองก็ลองชิมไปแล้ว และรู้ดีว่ารสชาติครั้งนี้ อร่อยกว่าทุกครั้งที่เคยทำมา แน่นอนว่าสาเหตุนั้นมาจาก เครื่องปรุงของเหยาอวี้ ทำให้รสชาติของอาหารกลมกล่อมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าเมื่อหันไปมองเหยาอวี้

เฉียนซื่อก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

เด็กหญิงกำลังคีบเต้าหู้ทอดเข้าปาก แก้มทั้งสองข้างพองตุ่ย เคี้ยวอย่างตั้งใจราวกับกำลังทำเรื่องสำคัญ ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อยเหมือนแมวตัวเล็กที่ได้กินของอร่อย

ภาพนั้นทำให้หัวใจของเฉียนซื่อละลายทันที นางยื่นมือไปจัดปอยผมที่ตกลงมาข้างแก้มของเหยาอวี้เบาๆ

ก่อนจะถอนหายใจ

เฮ้อ… มีบุตรสาวนี่ช่างดีจริงๆ

ต่างจากบุตรชายที่น่าเบื่อของนาง ไม่ว่าจะอารมณ์ไหนมีมีเพียงหน้าเดียว

“อร่อยเจ้าค่ะ!” เหยาอวี้ตอบน้ำเสียงจริงจัง “เต้าหู้ผัดต้นหอมรสชาติดีมาก เต้าหู้ตุ๋นน้ำแดงก็เข้มข้น ส่วนเต้าหู้ทอดกรอบด้านนอกกรอบดีมากเจ้าค่ะ”

เฉียนซื่อหัวเราะเบาๆ

“เจ้าชอบก็ดีแล้ว ต่อไปพวกเจ้าอยากทานอะไรก็ให้มาบอก เพราะเครื่องปรุงพวกนี้เดี๋ยวข้ายึดไว้เอง” นางบอกอย่างขอร้อง เพราะชอบเครื่องปรุง อาหารชนิดใหม่ๆ จากเหยาอวี้จริงๆ

ส่วนเด็กหญิงที่พยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วยทันที คิดแล้วว่าจะให้ครัวนี้กลายเป็นที่ทดลองของใหม่ๆ อย่างพิมเสนกับของอื่นๆ หรือแม้แต่ผลิตสูตรครีมเถื่อนใหม่ๆ ให้พวกจินต้าฉาง เพราะหากต้องทำอาหารในครัวนี้ทุกวัน กลิ่นย่อมตีกันไปมา 

“เต้าหู้นี้มีประโยชน์มากเลยเจ้าค่ะ หากพี่รอง…” พอกำลังจะพูดถึงชายหนุ่ม สิ่งที่ได้ยินในห้องส่วนตัวที่หอจิ่นอวิ๋นก็เหมือนฉายซ้ำ ทว่าเฉียนซื่อที่กำลังตั้งใจฟังนางอยู่ เด็กหญิงจึงต้องข่มความร้อนบนใบหน้าลง

“พะ-พี่รองยังกระเพาะไม่ดีนัก การกินเนื้อ หรือของมันไปหน่อยจะไม่ค่อยดี เต้าหู้นี้ให้สรรพคุณเทียบเท่าเนื้อได้เลยเจ้าค่ะ ทั้งยังย่อยง่าย น่าจะเหมาะกับพี่รองมากเจ้าค่ะ”

เหยาอวี้ก้มหน้าหลบตามารดาของเขา แล้วพูดรวดเดียวจนจบ

หึ่ย ช่างหน้าตายนัก! เจ้าหนุ่มจากยุคโบราณนี่ทำนางเสียอาการได้ เพียงแค่เอ่ยถึงเขาเท่านั้น

ชีวิตรวมสองชาติก็ร้อยกว่าปีแล้ว ความรักก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี

ให้ตายเถอะ! ความรู้สึกทำตัวไม่ถูกนี่มันยังไงกัน!

“ได้สิ งั้นดีเลย เดี๋ยวข้าจะทำอาหารเพิ่มอีกหน่อย แล้วจะส่งไปที่เรือนของมารดาเจ้าด้วย ดังนั้นเรื่องอาหารการกินให้ข้ารับผิดชอบเอง เจ้าไปต้มยาจะได้ไม่ต้องกังวล” เฉียนซื่อบอกด้วยความยินดี เด็กหญิงจะได้ไม่ต้องทำหลายอย่าง เพราะเหยาอวี้มักจะต้องไปต้มยาทุกเย็น

เด็กหญิงพยักหน้าเชื่อฟัง นึกขึ้นได้ว่าให้ถึงเวลากินยาของเขาแล้ว คำนวนในใจว่าอาทิตย์หน้านางจะไปชิงเฟิงสักที


 

เข้าสู่ฤดูเพาะปลูกอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ฝนที่เคยตกหนักตั้งแต่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ กลับหายไปเป็นเดือนๆ ตั้งแต่ที่พวกนางไปท่าเรือแล้วเจอพิมเสนดิบ

ราวกับท้องฟ้าเปลี่ยนใจเสียอย่างนั้น

ทุกวันนี้เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเพียงท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆฝน แสงแดดแรงกล้าสาดลงมาตั้งแต่เช้า จนพื้นดินร้อนระอุไปทั่วทุ่งนา

ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกหวั่นใจ

ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างคิดว่าปีนี้คงเป็นปีน้ำดี เพราะฝนตกหนักต่อเนื่องอยู่หลายวัน จึงไม่ได้เร่งทดน้ำเก็บไว้ตามคูคลองมากนัก

แต่ยามนี้ เมื่อถึงเวลาต้องเริ่มเพาะปลูกจริงๆ กลับไร้เงาฝนเสียแล้ว แอ่งน้ำตามทุ่งเริ่มตื้นลงทุกวัน พื้นดินที่เพิ่งไถพรวนไว้ไม่นานก็ค่อยๆ แห้งแข็งและเริ่มแตกระแหง รอยแตกเล็กๆ แผ่กระจายไปทั่วผืนนา ราวกับเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ผู้คนเริ่มไม่สบายใจ

หากฝนยังไม่ตกลงมาอีกไม่นานนี้ การเพาะปลูกในปีนี้ เกรงว่าจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิดไว้แต่แรก

เหยาอวี้เงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างไม่สบายใจหนัก ฝนตกผิดฤดู ตามด้วยความแล้งที่ผิดปกติ ไม่ต่างกับที่คิด

ปีนี้ต้องเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่อย่างแน่นอน


 

ว่า…จะไปจะไปชิงเฟิงหลายครั้งแล้ว แต่เหยาอวี้ที่ร้อนใจเรื่องภัยพิบัตินี้มาก จึงมาวนเวียนอยู่กับเรื่องถั่วเหลืองเกือบทั้งเดือน

นางต้องการตุนถั่วเหลืองให้ได้มากที่สุด เงินที่มีอยู่ในมือเหลือประมาณหนึ่งหมื่นตำลึงเงิน

หากใช้ซื้อถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว ก็ยังสามารถซื้อได้อีกไม่น้อย

ในตลาดของเหออัน ถั่วเหลืองถือเป็นของราคาถูก เพราะส่วนใหญ่ใช้เป็นเพียงอาหารสัตว์

ราคาทั่วไปอยู่ประมาณ หนึ่งตั้น[1] ราวๆ สองพันอีแปะ หรือสองตำลึงเงิน

เพราะคนไม่ค่อยนิยมกิน ด้วยเงินทั้งหมดจึงซื้อถั่วเหลืองได้ประมาณห้าพันตั้น

ตลอดเดือนที่ผ่านมา เหยาอวี้จึงวิ่งวุ่นไปตามตลาดและหมู่บ้านรอบเหออัน ค่อยๆ ซื้อถั่วเหลืองเข้ามาเก็บไว้

ตอนนี้เพียงแค่โกดังของเรือนฝั่งตะวันตก ก็แทบจะเต็มไปด้วยกระสอบถั่วเหลืองที่คลุมด้วยกระดาษไขแล้ว

แต่เหยาอวี้ยังไม่พอใจนัก วันนี้นางตั้งใจจะออกไปดูของเพิ่มอีกครั้ง

ทว่าเพียงเดินออกจากเรือน ก็พบคนผู้หนึ่งที่นางหลบหน้ามาเกือบเดือนเต็ม

เจียงมู่ไป๋…

ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าประตูเรือน เหมือนยืนรอนางมาสักพักแล้ว

เหยาอวี้ชะงักทันที ตั้งแต่วันกลับจากหอจิ่นอวิ๋น นางก็ไม่เคยเข้าไปจับชีพจรให้เขาอีกเลย มีเพียงอาไฉที่ถูกใช้ให้มารับยาต้มทุกวัน

แน่นอน

เจียงมู่ไป๋ย่อมรู้ดีว่าเพราะเหตุใด ตอนแรกเขายังยอมปล่อยเวลาให้นางบ้าง แต่เด็กหญิงคนนี้ก็ดีจริงๆ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น แทบไม่อยู่จวนเลยสักวัน

เหยาอวี้รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เพราะกากพิษในร่างเขาถูกขับออกไปมากแล้ว อาการเริ่มมั่นคง นางจึง ตั้งใจ หลบหน้าเขาเต็มที่ แม้จะยังต้มยาให้ทุกวัน แต่ก็ไม่เข้าไปตรวจชีพจรอีก

อีกทั้งช่วงนี้ยุ่งกับเรื่องถั่วเหลือง ไหนจะหาสัปรดมาหมักซีอิ๊วกับจางซื่อเพิ่มอีก แต่ละวันหัวฟูไปหมด จนแทบจะลืมเรื่องเขาไปแล้ว

แต่เมื่อมาเผชิญหน้ากันจริงๆ แม้ไม่ตกใจเหมือนวันนั้น ก็ยังรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

“พี่รอง…”

เด็กหญิงอ่อมแอ่มทัก

เจียงมู่ไป๋มองนางนิ่ง



[1] 1 ตั้น ≈ 50 กิโลกรัม