LNCrawler

ตอนที่ 115

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 115

ตอนที่ 115


 

“ข้านึกว่าเจ้าลืมชื่อข้าไปแล้ว” น้ำเสียงราบเรียบเช่นเคย แต่กลับให้ความรู้สึกตัดพ้ออยู่หลายส่วน

เมื่อเห็นเด็กหญิงยังทำตัวเก้ๆ กังๆ ยังคงทำตัวไม่ถูกนักกับการเผชิญหน้ากับเขา ก็ระลึกได้ว่านางยังเล็กมากจริงๆ ชายหนุ่มจึงไม่อาจถือสาได้

ชายหนุ่มจึงเปลี่ยนเรื่อง

“ช่วงนี้เจ้ากักตุนถั่วเหลืองไม่น้อย…จะทำการค้าใหม่หรือ”

ตอนนี้โกดังของเรือนฝั่งตะวันตก เต็มไปด้วยถั่วเหลืองแทบทั้งหมด

เด็กหญิงได้ยินเรื่องไกลจากความรู้สึกหน่อยก็ผ่อนลมหายใจ “อาจจะ…ในอนาคตเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ก็อยากตุนไว้มากๆ หน่อย เพียงแต่…คงได้เท่านี้แล้ว”

เจียงมู่ไป๋เลิกคิ้วเล็กน้อย เรื่องเต้าหู้กับซีอิ๊วที่ทำจากถั่วเหลือง เขาพอได้ยินจากมารดาบ้าง แน่นอนว่าเขาสองแม่ลูกไม่พูดเรื่องนี้กับใคร และจัดการบ่าวไพร่เรียบร้อยแล้ว วิธีทำย่อมไม่รั่วไหลออกไป

แต่เขาไม่คิดว่า เหยาอวี้จะคิดทำการค้าจริงจังถึงเพียงนี้

“ติดปัญหาหรือ” เขาถาม นึกว่ามีใครมารบกวนการค้าของนาง

เหยาอวี้ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามตรง “เงินข้าใกล้หมดแล้วเจ้าค่ะ”

ใช่…เงินทั้งหมดของนาง ถูกใช้ไปกับถั่วเหลือง

เจียงมู่ไป๋ผ่อนลมหายใจเบาๆ ก่อนจะส่งสายตาให้อาไฉ

ชายวัยกลางคนเข้าใจทันที ออกไปไม่นานก็กลับมาพร้อมกล่องไม้หนึ่งกล่อง เมื่อเปิดออก ด้านในมีตั๋วเงินสิบปึก

หนึ่งแสนตำลึง!

เหยาอวี้แทบตกใจ

“พะ-พี่รอง! นี่มันมากเกินไปเจ้าค่ะ!” นางรีบดันกล่องกลับ

แต่อาไฉจะกล้ารับคืนได้อย่างไร

เจียงมู่ไป๋กล่าวเรียบๆ

“หากมีกำไรค่อยมาคืนข้า คิดเสียว่าข้าร่วมลงทุนกับเจ้า”

“แต่ว่า…” เหยาอวี้กำลังจะแย้ง เพราะความจริงนางไม่ได้คิดจะค้าหากำไรขนาดนั้น เพียงแค่ต้องการเผื่อไว้ในอนาคตมากกว่า

แต่ชายหนุ่มไม่ฟัง เขาเปลี่ยนเรื่องทันที “หากเจ้าจะซื้อจำนวนมาก โกดังนี้ไม่พอหรอก ต่อไปให้อาไฉติดตามเจ้า หากต้องการสิ่งใดก็ให้บอกเขา ไม่ต้องออกไปทำเอง”

อาไฉถึงกับกระพริบตาปริบๆ พริบตาเดียว เขาก็ถูกส่งตัวให้คุณหนูสี่เสียแล้ว แต่เขาจะทำอะไรได้ จึงได้แต่ก้มศีรษะอย่างนอบน้อมต้อนรับคุณหนูตัวน้อยคนใหม่

เหยาอวี้คิดตามก็รู้สึกว่าเขาพูดถูก ตอนนี้เพียงเงินหมื่นตำลึง โกดังยังแทบไม่พอเก็บ อีกทั้งนางก็ยุ่งจนก้นแทบขวิด หากนางจะซื้อเพิ่มจริงๆ ต้องหาโกดังใหม่แน่นอน ทั้งยังคงเหนื่อยหาถั่วเหลืองอีกไม่น้อย หากมีคนมาช่วยย่อมดีกว่า

สุดท้าย นางจึงรับกล่องนั้นไว้

“เจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋เห็นนางรับ ก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงหันหลังแล้วเดินกลับไปยังห้องหนังสือของตนทันที

ทิ้งคนสองคนไว้ตรงนั้น

เหยาอวี้มองอาไฉ ก่อนจะหันไปมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อยๆ หายเข้าไปในเรือน

ในใจยิ่งรู้สึกกลุ้ม

นางจึงสั่งอาไฉ “ไปหาโกดังใหญ่ๆ ที่อยู่สูงหน่อย แบบสูงกว่าที่เหออัน หาได้แล้วค่อยมาบอกข้า”

อาไฉรับคำทันที

หลังจากเขาไปแล้ว เหยาอวี้ก้มมองกล่องเงินหนึ่งแสนตำลึงในมือ

สูดลมหายใจลึก ก่อนจะปลุกใจตัวเอง ต่อหน้าเงินจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องสู้สักครั้ง

ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กหญิงก็เดินไปทางเรือนของชายหนุ่ม

ฝีเท้าเบา ท่าทางเจี๋ยมเจี้ยมเล็กน้อย เหมือนเด็กที่กำลังจะไปทำเรื่องที่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจนัก ก่อนจะหยุดอยู่หน้าประตูห้องหนังสือของเจียงมู่ไป๋…

“พี่รอง…” เหยาอวี้ทักเสียงเบา นางมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วรู้สึกได้ทันทีว่า วันนี้เขาดูเคร่งขรึมกว่าทุกวัน

ใต้ดวงตาที่เคยดีขึ้นบ้างแล้ว กลับมีรอยคล้ำบางๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เพียงเห็นเช่นนั้น ในใจก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ ช่วงเดือนนี้นางมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องถั่วเหลือง จนละเลยเขาไปไม่น้อย

เหยาอวี้จึงเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม ซึ่งเคยใช้ตรวจชีพจรให้เขาเป็นประจำ นางจัดแจงหยิบหมอนรองใบเล็กมาวางตรงตำแหน่งเดิมบนโต๊ะ

เจียงมู่ไป๋ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี มิได้อิดออดอย่างที่ตนคิด

ชายหนุ่มยกแขนขึ้นเล็กน้อย แล้วยื่นข้อมือมาวางบนหมอนรองอย่างเงียบงัน

เหยาอวี้วางนิ้วสามนิ้วลงบนชีพจร ลมหายใจของนางสงบลงทีละน้อย เริ่มใช้สัมผัสไปกับชีพจรและเส้นเลือดของเขา

ชีพจรยังคง มั่นคง จังหวะการเต้นแน่นและสม่ำเสมอ พิษที่เคยกวนเส้นชีพจรดูเหมือนจะลดลงมาก ร่างกายของเขาเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว

แต่เมื่อสัมผัสลึกลงไปอีก เหยาอวี้กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย ชีพจรมีลักษณะของคนที่มีความกังวลสะสมอยู่ในใจ ไม่ใช่อาการของโรค แต่เป็นความไม่สบายใจที่ฝังอยู่ลึกๆ

แต่นางจะกล้าพูดออกมาได้อย่างไร หากเขาตอบกลับมาว่าสาเหตุนั้นคือนาง คงทำตัวไม่ถูกไปกันใหญ่

สุดท้ายเด็กหญิงจึงเลือกพูดเรื่องอื่นแทน

“ข้า…ข้าคิดว่าช่วงนี้แล้งนัก” นางเปิดบทสนทนาอย่างระมัดระวัง “จึงอยากตุนเสบียงไว้สักหน่อยเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋เหลือบตามอง ก่อนจะกล่าวเรียบๆ

“สักหน่อยของเจ้า ทำข้านึกว่าจะเกิดภัยพิบัติเสียอีก”

เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้คนที่มีชนักติดหลังหลายอันร้อนวาบขึ้นมาทันที

เหยาอวี้กลืนน้ำลาย ก่อนจะถามหยั่งเชิง

“ถะ-ถ้าข้าคิดว่า…น่าจะเกิดภัยพิบัติจริงๆ พี่รองจะเชื่อหรือไม่เจ้าคะ” เสียงของนางเบามาก

ทว่าเจียงมู่ไป๋ดึงแขนกลับทันที สีหน้าของเขาเริ่มจริงจังขึ้น เพราะปีนี้ฟ้าฝนปั่นป่วนผิดฤดูกาลไปหมด

ฝนตกหนักช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่กลับไม่ตกอีกเลยทั้งๆ ที่เป็นหน้าเพาะปลูก เรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา

“เจ้าคิดว่าจะแล้ง…หรือจะท่วม” เขาถามตรงประเด็น

เหยาอวี้ชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าเขาจะเชื่อนางทันที

เด็กหญิงจึงตอบเสียงเบา แต่ชัดเจน ไม่มีลังเล

“คิดว่าท่วม…”

“แล้วก็แล้งเจ้าค่ะ”

คำตอบนี้ทำให้เจียงมู่ไป๋ พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง เพราะนี่คือภัยพิบัติซ้ำซ้อน

หลายครั้งที่เขาสังเกตหลายอย่างจากตัวนาง ไม่ว่าจะวิชาแพทย์ หรืออาหารแปลกใหม่ ไหนจะภาษาของพวกชาวโพ้นทะเลอีก

แม้ว่าจะไม่เคยเอ่ยถามเลย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่สงสัย เพียงแต่เขารอให้นางพูดเอง จึงไม่คิดจะเร่งเร้า

ทว่าหากนางถึงขั้นสามารถทำนายภัยพิบัติได้ เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะปล่อยผ่านได้

“ห้ามพูดเรื่องนี้กับใครอีก” น้ำเสียงของเขาหนักแน่น เต็มไปด้วยความจริงจัง

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อ ตรงกันข้าม เพราะเขาเชื่อนี่แหละจึงกังวล

เหยาอวี้รีบส่ายหน้า “ข้าไม่ได้พูดกับผู้ใดเลยเจ้าค่ะ”

หากไม่ใช่เพราะเขามอบเงินจำนวนมหาศาลให้นางโดยไม่ถามสักคำ นางก็คงเก็บเรื่องนี้เงียบไว้

แม้แต่กับจางซื่อ หรือแม้แต่เจียงจื่อหรง นางก็ไม่ได้บอก

เพียงอ้างว่าจะหาถั่วเหลืองมาทำเต้าหู้กับซีอิ๊วเยอะๆ เท่านั้น

เด็กสาวรู้ว่านี่เป็นของแปลกใหม่ที่เรือนฝั่งตะวันตก จึงไม่อยากพูดให้มากความ เพราะกลัวท่านย่าของนางจะก่อเรื่องอีก นางจึงไม่ค่อยมาหาเหยาอวี้แล้ว แต่ไปเรือนป่าไผ่ซะมากกว่า

จางซื่อที่มักจะอยู่ในจวนตลอด ทั้งยังมีเรื่องมากมายมาพูดคุย ทำให้เจียงจื่อหรงได้เพื่อนใหม่ต่างวัยเสียแล้ว

เจียงมู่ไป๋ถามต่อ “อีกนานหรือไม่”

เหยาอวี้คิดครู่หนึ่ง สัมผัสของนางดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ยังไม่กล้าระบุวันแน่ชัด

“ข้าไม่แน่ใจนัก แต่คิดว่าภายในเดือนหน้าเจ้าค่ะ …หากใกล้ๆ อาจจะชัดเจนกว่านี้”

เพราะแบบนี้ นางจึงต้องรีบตุนถั่วเหลือง อีกทั้งยังกังวลว่า น้ำอาจจะท่วมถึงเหออันด้วยซ้ำ

หากเป็นเช่นนั้น หมู่บ้านหลัวซาน และตำบลชิงเฟิงที่อยู่ต่ำกว่ายิ่งไม่มีทางรอด

เจียงมู่ไป๋พยักหน้าเล็กน้อย

“เจ้าทำถูกแล้วที่กักตุนถั่วเหลือง” เขากล่าว “ข้าวคือเสบียงของทางการ เป็นสินค้าควบคุม ผู้ที่ขายข้าวต้องมีใบอนุญาตจากทางการ หากเกิดน้ำท่วมจริง ใครกักตุนข้าวช่วงวิกฤต จะถูกมองว่าฉวยโอกาส และสามารถถูกยึดได้ทันที” เขาพูดเท่านี้ เพราะแท้จริงมันร้ายแรงกว่านั้นมาก ฮ่องเต้องค์นี้ไม่มีทางปล่อยให้ผู้ใดฉวยโอกาสต่อหน้าต่อตาตนแน่

เขามองนางเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ

“แต่ถั่วเหลืองต่างกัน มันไม่อยู่ในรายการควบคุม และไม่สะดุดตา”

เหยาอวี้พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง

นี่คือสิ่งที่นางคิดเช่นกัน การสะสมข้าวนั้น ทั้งสะดุดตาและไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย

แม้ตอนนี้นางจะเป็นคุณหนูตระกูลคหบดี แต่ก็ไม่ใช่กิจการค้าข้าว ต่อให้นางค้าข้าวได้จริง การกักตุนเสบียงในช่วงภัยพิบัติ ก็ถือเป็นโทษหนัก ต่อให้ไม่ใช่คนในยุคนี้นางย่อมคิดเรื่องนี้ได้

นางไม่รู้ว่าสกุลเจียงมีเส้นสายมากเพียงใด

แต่มีเรื่องหนึ่งที่แน่นอน

นางไม่อาจทำให้คนรอบตัวต้องเดือดร้อนเพราะตนเองได้