ตอนที่ 116
ตอนที่ 116
ตอนที่ 116
หลังจากเหยาอวี้ออกไปไม่นาน ชายหนุ่มค่อยหันตัวเดินไปยังหน้าต่าง บานหน้าต่างถูกดันเปิดออกไปกว้างกว่าเดิมเล็กน้อย เขายกมือขึ้นแล้วเป่าปากเบาๆ หนึ่งครั้ง เสียงแหลมสั้นดังขึ้นในอากาศ
ไม่นาน
เงาสีเทาก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว เป็นนกเหยี่ยวตัวหนึ่ง ปีกที่กว้างและแหลมคมของมัน ร่อนลงอย่างแม่นยำ ก่อนจะเกาะลงบนแขนของเจียงมู่ไป๋อย่างคุ้นเคย
เจียงมู่ไป๋ลูบขนที่คอของมันเบาๆ จากนั้นเขาก็หยิบม้วนสาส์นเล็กๆ ที่เตรียมไว้ แล้วผูกติดกับขาของเหยี่ยวอย่างรวดเร็ว
เมื่อผูกเสร็จ เขายกแขนขึ้นเล็กน้อย นกเหยี่ยวก็สะบัดปีกทันที เสียงปีกฟาดอากาศดังวูบ มันพุ่งทะยานออกจากหน้าต่าง กลายเป็นจุดเล็กๆ บนท้องฟ้าที่ไร้เมฆ
คงเพราะเจียงมู่ไป๋ยังทำตัวเช่นเคย
ส่วนเหยาอวี้เองก็รู้สึกว่าอาจจะเป็นตนเองที่คิดมากเกินไป เพราะความจริงแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนั้น ล้วนมีแต่ตู้เถียนเถียนที่มโนเพ้อพกไปคนเดียว อีกทั้งตอนที่นางคาดคั้น ชายหนุ่มก็มิได้พูดสิ่งใด อาจจะเป็นเพราะเรื่องมันไร้สาระเกินกว่าจะโต้แย้งกับสตรีผู้นั้นก็เป็นได้
พอคิดว่าเป็นตัวเองที่บ้าจี้ตามไปด้วย ก็รู้สึกว่ามันงี่เง่าอยู่บ้าง
ถึงอย่างไรร่างนี้ก็ยังแปดขวบเท่านั้น ต่อให้เจียงมู่ไป๋จะเลอะเลือนเพียงใด ก็คงไม่มีทางคิดเกินเลยกับเด็กแปดขวบแน่นอน
พอคิดเช่นนั้นได้ เด็กหญิงก็กลับมาทำตัวปกติอีกครั้ง
และที่สำคัญ การมีอาไฉนั้นช่วยลดภาระงานของนางลงไปมาก
เพียงไม่กี่วัน
อาไฉก็เข้ามารายงานอย่างเป็นระเบียบ
“คุณหนูสี่ ข้าน้อยไปสำรวจโกดังมาแล้ว”
ชายวัยกลางคนก้มศีรษะอย่างสุภาพ
“เห็นว่าที่เจียงหนานเหมาะสมกว่าเหออัน เพราะเป็นที่ราบสูงกว่า อีกทั้งยังมีโกดังว่างอยู่หลายแห่ง”
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังจัดคนไปขนย้ายของจากโกดังเรือนฝั่งตะวันตกออกไปแล้ว
เหยาอวี้เองก็ไม่รู้ว่าเจียงมู่ไป๋ไปจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร
แต่ดูเหมือนว่า คนในเรือนฝั่งตะวันตกจะทำทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีใครตื่นตระหนก ไม่มีใครตั้งคำถาม เหมือนไม่รู้เรื่องราวเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น
ผ่านไปเพียงสองสัปดาห์ เฉียนซื่อก็ประกาศขึ้นอย่างสบายๆ ว่านางตั้งใจจะไปพักผ่อนที่เจียงหนาน ทั้งยังชวนจางซื่อไปท่องเที่ยวด้วยกัน
ตอนแรกเจียงจื่อหรงคิดว่าตนคงต้องเหงาหงอยอยู่ในจวน
แต่ไม่นานนายท่านผู้เฒ่าก็แจ้งว่าให้ทุกคนย้ายไปพักที่เจียงหนานด้วยกันทั้งหมดทิ้งไว้เพียงแรงงานชายเฝ้าจวนไม่กี่คน
เรื่องนี้คนที่ดีใจที่สุดคงไม่พ้นจางซื่อกับเจียงจื่อหรง เหตุผลง่ายๆ ก็คือจางซื่อไม่อยากอยู่เหออันอยู่แล้ว ส่วนคุณหนูสามก็อยากไปเจียงหนานสักครั้ง
ตอนนี้ถั่วเหลืองกว่าห้าหมื่นตั้นก็ถูกซื้อเก็บไว้ในโกดังที่เจียงหนานเช่นกัน เงินนับแสนตำลึงถูกนางผลาญจนเกลี้ยง
ทว่าท่ามกลางความตื่นเต้นที่จะได้ไปเจียงหนานของหลายคน เหยาอวี้ยังมีเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องจัดการ
“จวนที่เจียงหนานถูกเตรียมไว้แล้ว เหตุใดเจ้ายังจะต้องไปชิงเฟิงอีก”
ทันทีที่รู้เรื่อง เจียงมู่ไป๋ก็ไม่อนุญาตทันที เด็กหญิงถูกเรียกมาพบที่ห้องหนังสือ
ชายหนุ่มนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ ท่าทางสงบแต่สายตากลับจริงจังอย่างยิ่ง
เหยาอวี้ยืนอยู่ตรงข้าม มือเล็กกำชายแขนเสื้อไว้เล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยเสียงจริงจัง
“สมุนไพรที่ใช้รักษาท่านนั้นอ่อนไหวนักเจ้าค่ะ หากถูกน้ำท่วม ย่อมไม่ง่ายที่จะฟื้นฟู และยากที่จะเติบโตใหม่อีกครั้ง”
นางพูดอย่างตรงไปตรงมา เพราะไม่คิดจะปิดบัง แม้ไม่รู้ว่าน้ำจะท่วมสูงเพียงใด แต่หมู่บ้านหลัวซานเป็นที่ลุ่มต่ำมาก ยังมีโอกาสเกิดดินถล่มอีกด้วย
ชาวบ้านที่นั่นย่อมน่าสงสาร แม้รู้ดีว่าไม่อาจช่วยทุกคนได้ทั้งหมด แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
เจียงมู่ไป๋ฟังแล้วกล่าวทันที “เจ้าบอกลักษณะมา ข้าจะให้คนไปตามหาเอง”
น้ำเสียงหนักแน่น ชัดเจนว่าไม่คิดปล่อยนางไปจริงๆ
ยิ่งใกล้เวลาที่เหยาอวี้คาดการณ์ เขายิ่งไม่อยากให้นางออกไปในพื้นที่เสี่ยง
เหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ หลงกู่ชิงนั้นหายากมากจริงๆ ต่อให้บอกลักษณะไป ก็ใช่ว่าจะมีใครหาเจอ ตอนที่นางพบมัน ต้องบอกว่าเป็น โชคอย่างแท้จริง และอีกอย่างนางยังมีสัมผัสฟ้าดิน ที่ช่วยค้นหามันได้
สิ่งนี้นางไม่อาจบอกใคร และไม่อาจให้คนอื่นไปแทนได้
อีกทั้ง ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นางเป็นห่วงคนสกุลจิน จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่รู้จะบอกพวกเขาอย่างไรดี
จึงต้องไปด้วยตัวเอง
“พี่รอง สมุนไพรนี้…นอกจากข้าแล้ว ก็ยากนักที่จะมีคนหาเจอ” เหยาอวี้พูดอย่างดื้อดึง แต่ไม่อาจอธิบายมากกว่านี้
เจียงมู่ไป๋เงียบลง คำพูดนี้ เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไร
มันไร้เหตุผลพอๆ กับเรื่องอื่นๆ ของนาง
เด็กแปดขวบที่เป็นหมอเทวดา
รู้จักสมุนไพรมากมาย
รู้หนังสือแต่กลับเขียนไม่ได้
รู้จักของต่างถิ่น ที่แม้แต่เจ้าของของสิ่งนั้นยังไม่รู้วิธีใช้
และยังสามารถทำนายภัยพิบัติได้อีก
ในตอนนี้ เขาแทบไม่กล้าแม้แต่จะนิยามว่าเด็กหญิงตรงหน้า คือ สิ่งใดกันแน่
สุดท้ายชายหนุ่มกล่าวเรียบๆ
“งั้นก็ช่างมัน” น้ำเสียงเย็นชา
เหยาอวี้ชะงัก “จะช่างมันได้อย่างไร นั่นคือชีวิตของท่าน”
นางพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
แต่เจียงมู่ไป๋กลับตอบอย่างไม่แยแส “งั้นก็ช่างชีวิตข้า” น้ำเสียงราบเรียบ เหมือนพูดเรื่องของคนอื่น
“พี่รอง…” เหยาอวี้พยายามโน้มน้าว
แต่ชายหนุ่มกลับไม่ให้โอกาสนั้น
“อวี้เอ๋อร์” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังหนักแน่น “หากที่เขาหลัวซานมี เขาลูกอื่นก็อาจจะมี” เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“แม้รากพิษจะยังอยู่ แต่ข้ารู้ดีว่าตอนนี้ร่างกายข้าดีขึ้นมาก”
สายตาของเขาจับจ้องมาที่เด็กหญิง
“ตราบใดที่มีเจ้าอยู่เคียงข้าง ข้าเชื่อว่าอย่างไรข้าก็จะไม่เป็นอะไรในเร็ววัน”
เหยาอวี้เม้มปากทันที นางจะไม่เคยลองหาจากภูเขาลูกอื่นได้อย่างไร ตลอดเดือนที่ผ่านมา ตอนออกไปซื้อถั่วเหลือง นางก็ขึ้นภูเขาแถวนั้นเกือบหมดแล้ว
เพราะลองแล้ว จึงยิ่งร้อนใจ เพราะมันไม่มีเลย
ใช่…
มันอาจมีในภูเขาลูกอื่น ที่นางยังไม่เคยไป
แต่…
นางไม่กล้าเสี่ยง นางไม่อาจเอาชีวิตของเขาไปเสี่ยงได้
เห็นท่าทีที่ไม่ยินยอมของนาง ยามนี้ชายหนุ่มรู้สึกหมดปัญญาแล้วจริงๆ
“ข้าจะไปด้วย” เขาบอก
“แต่ว่า…” ..เราอาจจะกลับไม่ทันน้ำท่วม
“ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องไป” แต่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้เด็กหญิงต้องพยักหน้าอย่างจำยอม
สี่วันต่อมา
คนในสกุลเจียงก็เตรียมตัวออกเดินทางไปเจียงหนานกันอย่างพร้อมเพรียง รถม้าหลายคันจอดเรียงอยู่หน้าจวน บ่าวรับใช้กำลังขนสัมภาระขึ้นรถอย่างเป็นระเบียบ
เสียงคนสั่งการดังไปทั่วลานกว้าง แต่กลับไม่มีความโกลาหลแม้แต่น้อย ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนเป็นการออกนอกสถานที่ตามปกติ
เหยาอวี้กับเจียงมู่ไป๋ยืนอยู่ไม่ไกลจากขบวนรถ ก่อนออกเดินทาง ทั้งสองได้แจ้งกับคนในจวนว่า พวกเขาจะขอแยกไปทางตำบลชิงเฟิงก่อนเพราะมีธุระให้จัดการ
เรื่องนี้ทำให้หลายคนประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเส้นทางไปชิงเฟิงกับเจียงหนานนั้นไปคนละทาง แต่ก็ไม่ได้มีใครถามอะไรเพิ่มเติมมากนัก
โดยเฉพาะคนในเรือนฝั่งตะวันตกต่างคุ้นเคยกับนิสัยของคุณชายรอง หากเขาตัดสินใจแล้ว ก็มักไม่มีใครคิดขัด
มีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าที่อดบ่นไม่ได้
“จะเดินทางไปพร้อมกันก็ไม่ได้หรือ” นางกล่าวพลางส่ายหน้า “เด็กสองคนยังจะออกไปเพ่นพ่านอีก” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
เจียงมู่ไป๋เพียงยืนฟังอย่างเงียบๆ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ราวกับคำบ่นเหล่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเหยาอวี้ นางก้มหน้าฟังอย่างว่าง่าย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยแทรกอะไร
หลังจากนั้น เด็กหญิงก็เดินไปร่ำลามารดา
จางซื่อจับมือนางไว้แน่น สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “ไปถึงชิงเฟิงแล้วก็อย่าเที่ยวเล่นจนลืมเวลา เสร็จธุระแล้วก็รีบตามไปเจียงหนานเสีย”
เหยาอวี้พยักหน้า “เจ้าค่ะท่านแม่”
จางซื่อเข้าใจว่า บุตรสาวตั้งใจจะแวะไปหาครอบครัวจินต้าฉางก่อน เพราะช่วงที่ผ่านมาเหยาอวี้ก็มักเอ่ยถึงพวกเขาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งยังเคยพูดแล้วว่าจะต้องไปชิงเฟิงสักรอบ
ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
ความจริงแล้ว จางซื่อเองก็อยากไปตำบลชิงเฟิงด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อคิดว่าหากแยกกันไปหลายทางจะวุ่นวายลำบากบุตรสาว
สุดท้ายจึงตัดสินใจว่า ไปรอที่เจียงหนานทีเดียวน่าจะดีกว่า
นางลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ ก่อนจะกล่าวอย่างอ่อนโยน
“เดินทางดีๆ ล่ะ”