ตอนที่ 117
ตอนที่ 117
ตอนที่ 117
เส้นทางไปชิงเฟิงเหมือนจะใกล้กับตรอกชิงหลาง
เหยาอวี้ที่นั่งเงียบมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นมองผ่านม่านรถ สายตาของนางหยุดนิ่งอยู่กับถนนสายคุ้นตา ก่อนจะรีบเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“หยุดก่อนเจ้าค่ะ!”
รถม้าชะลออย่างรวดเร็ว ล้อรถครูดกับพื้นถนนเบาๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง
เหยาอวี้นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาเล็กมีความลังเลฉายชัดเหมือนกำลังชั่งใจ
เจียงมู่ไป๋ที่นั่งอยู่ตรงข้ามมองนางเงียบๆ เขาพอเข้าใจความซับซ้อนในใจของเด็กหญิงดี สุดท้ายจึงกล่าวกับคนขับรถม้าแทน
“ไปจวนพาน”
อาไฉที่นั่งคู่กับคนขับรถม้ารับคำทันที “ขอรับคุณชายรอง”
รถม้าจึงเคลื่อนต่อไปตามทาง ไม่นานก็เข้าใกล้จวนพาน
แต่ก่อนที่รถจะทันจอด เหยาอวี้ก็เห็นว่าหน้าประตูจวนมีผู้คนยืนรวมกันอยู่กลุ่มหนึ่ง
บางคนแต่งตัวเป็นคนงาน
บางคนถือถาดไม้
เมื่อรถม้าเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงคนในละแวกนั้นกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส จึงได้รู้ว่าเป็นคนจากโรงหมอกู้จี้อี้กวนที่มาเดินแจกลูกกวาดมงคลตามจวนต่างๆ
“มีงานมงคลอะไรหรือ”
“ได้ยินว่า คุณหนูสี่ของตระกูลกู้สายหลักที่เมืองหลวงหมั้นหมายกับคนในราชวงศ์”
“พวกเขาเลยเอาลูกกวาดมงคลมาแจกให้คนในละแวกนี้”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“ยังไม่ทันแต่งก็แจกแล้วหรือ”
อีกคนหัวเราะหึ “แค่หมั้นเอง”
มีคนทำเสียงดูถูกเล็กน้อย “อิจฉาหรืออย่างไร”
อีกคนเชิดหน้า “หึ อิจฉาไปเพื่ออันใด …ข้าได้ข่าวว่าสกุลกู้สายหลักรุ่นนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอกนะ” เขาลดเสียงลง “ผู้นำตระกูลตอนนี้แม้จะเป็นอวี่อี แต่ก็เพียงอาศัยชื่อเสียงตระกูลที่สั่งสมมานานเท่านั้น ใช่ว่าจะได้โอกาสถวายการรับใช้ เป็นเพียงคนที่เข้านอกออกในสำนักหมอหลวงเท่านั้น”
อีกคนโบกมือ “เรื่องนั้นใครจะสน เพราะบุตรสาวของเขาได้ปีนสูงถึงขั้นนั้น”
“ท่านอ๋องเชียวนะ”
เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
มีคนถามอย่างสงสัย
“ได้ข่าวว่าคุณหนูสี่เพิ่งแปดขวบมิใช่หรือ”
“เหตุใดจึงรีบหมั้นเสียแล้ว” เขาหรี่ตาเล็กน้อย “หรือว่าจะเป็นการแต่งผูกดวงเสริมชะตา อะไรทำนองนั้น”
อีกคนหัวเราะ “เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว เขาก็บอกว่าหมั้น หมั้นก็คือหมั้น แต่งก็คือแต่ง”
เขายักไหล่ “ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น บางคนยังไม่คลอดก็หมั้นหมายกันไว้แล้ว”
อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย “ยิ่งเป็นคนในราชวงศ์ก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น ล้วนแต่เป็นการผูกสัมพันธ์กันเพื่อผลประโยชน์”
เขาหัวเราะเบาๆ “แค่แปดปีอันใดกัน บางคนแค่เกิดก็จับหมั้นไว้แล้วค่อยแต่งหลังวันปักปิ่น”
..
..
เสียงซุบซิบนั้นดังพอให้เหยาอวี้ที่กำลังจากรถม้าได้ยินพอดี ในใจคิดว่าเรื่องนี้ห้ามนำไปเล่าต่อให้มารดาฟังเด็ดขาด ไม่งั้นคงเหมือนฉีดเลือดไก่ให้มารดารีบเฟ้นหาบุตรเขยของตนอย่างแน่นอน
คนเฝ้าประตูย่อมคุ้นเคยกับเหยาอวี้อยู่แล้ว มีเพียงไม่คุ้นหน้าชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาข้างๆ แต่ก็มิได้กล่าวห้ามแต่อย่างไร รีบเชิญทั้งคู่เข้าไปด้านในจวนทันที
เมื่อเข้าไปด้านใน ก็พบพานเหยียนซูกำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในศาลาริมสวน ข้างๆ มีหูซื่อกำลังรินชาอยู่บนโต๊ะไม้
พอเห็นเหยาอวี้เดินเข้ามา ทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นทันที
“อวี้เอ๋อร์?”
ฮูหยินพานยิ้มอย่างยินดี
เหยาอวี้รีบเข้าไปคำนับ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้
“ข้ามาลาพวกท่านเจ้าค่ะ อีกสองวันข้าจะไปชิงเฟิงก่อน แล้วจากนั้นก็จะไปเจียงหนาน ต่อ”
ฮูหยินพานได้ยินก็แปลกใจเล็กน้อย
“จะไปเจียงหนานหรือ”
เหยาอวี้พยักหน้า ก่อนจะพูดต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“ใช่เจ้าค่ะ ข้ากำลังคิดว่าจะชวนครอบครัวเถ้าแก่จินไปด้วยกัน เห็นว่าที่นั่นอากาศดี วิวทิวทัศน์ก็งดงามมาก พวกท่านอยากไปเที่ยวบ้างหรือไม่เจ้าคะ” นางพูดพลางยิ้ม เหมือนเด็กหญิงที่เพียงอยากชวนคนรู้จักไปเที่ยว
คำพูดนี้ทำให้เจียงมู่ไป๋สามารถลำดับได้ว่าผู้ที่แนะนำให้เหยาอวี้รู้จักกับพานกวนตู้ คงเป็นเถ้าแก่จินผู้นั้น
พานเหยียนซูที่นั่งฟังอยู่ กลับไม่ได้ตอบทันที สายตาของเขากลับไปหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มข้างกายเด็กหญิง
ตั้งแต่เข้ามา เขาก็สังเกตเห็นแล้ว พานเหยียนซูยิ้มบางๆ
“คุณชายรองเจียง” เขากล่าวทักอย่างสุภาพ “ไม่ได้พบกันพักหนึ่งแล้ว”
ความจริงแล้ว พานเหยียนซูค่อนข้างชื่นชอบเด็กหนุ่มผู้นี้ เจียงมู่ไป๋มีนิสัยสงบ รู้จักวางตัว มีความสามารถ และอนาคตกว้างไกล ยิ่งตอนนี้เห็นว่าสีหน้าของเขาดูสดใสขึ้น ร่างกายก็มั่นคงกว่าเดิม
พานเหยียนซูจึงกล่าวอย่างจริงใจ
“เห็นเจ้าดูดีขึ้นมาเลยนะ”
เจียงมู่ไป๋ยิ้มเล็กน้อย “ต้องขอบคุณเหยาอวี้ขอรับ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ปิดบัง เพราะทั้งคู่รู้ว่าเด็กหญิงมีวิชาแพทย์ที่แก่งกาจ
ฮูหยินพานที่นั่งฟังอยู่ พอได้ยินเรื่องเจียงหนาน ก็เริ่มมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที
“เจียงหนานหรือ…ข้าเองก็อยากไปอยู่เหมือนกัน”
แต่พานเหยียนซูกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าคงไม่สะดวกนัก งานที่ท่าเรือยังมีอีกมาก”
เมื่อได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้น หูซื่อย่อมเงียบลง
เจียงมู่ไป๋ที่เงียบมานาน จึงกล่าวเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ
“ปีนี้การเพาะปลูกดูจะไม่ดีอย่างที่คิด ท้องฟ้าแปรปรวน ฝนตกไม่ตรงฤดู ช่วงนี้ข้าได้ยินข่าวลือพวกนี้อยู่บ้าง หลายวันนี้จึงมีความรู้สึกกังวลว่าอาจจะหนักจนเกิดภัยพิบัติได้”
คำพูดคล้ายไม่จริงจังนี้ กลับทำให้ทั้งสองคนเงียบลง
พานเหยียนซูขมวดคิ้วเล็กน้อย เรื่องแบบนี้ ปกติควรฟังหูไว้หู แต่หากเป็นคำพูดจากเจียงมู่ไป๋ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม
อีกทั้งช่วงนี้ พวกเขาก็ได้ยินข่าวอยู่บ้างว่าคนสกุลเจียงกำลังย้ายไปพักที่เจียงหนานกันทั้งหมด
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นเพียงการไปพักผ่อน
แต่ตอนนี้…
เมื่อคิดเช่นนี้ พานเหยียนซูก็เริ่มจริงจังขึ้น เข้าใจแล้วว่านอกจากเด็กหญิงจะมากล่าวลา ยังมีเรื่องนี้ที่อยากบอกพวกเขาอีก แต่เพราะไม่อยากให้กังวลเพราะเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ จึงทำได้แค่พูดให้ฟังเท่านั้น
เขาพยักหน้าเบาๆ “ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้พิจารณา”
หูซื่อเองก็มีสีหน้าครุ่นคิด
เหยาอวี้เห็นดังนั้น จึงรู้ว่าพูดได้เท่านี้ก็คงพอแล้ว
เด็กหญิงจึงยกมือคำนับ “เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนเจ้าค่ะ”
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ในรถม้า เสียงล้อรถบดผ่านถนนหินดังครืดคราดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ม่านรถส่ายไหวเบาๆ ตามแรงลม
เหยาอวี้นั่งก้มหน้า มือเล็กวางซ้อนกันอยู่บนตัก นิ้วเรียวเล็กกำชายเสื้อแน่นเล็กน้อย เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างไม่ตก สายตาของนางทอดลงไปบนพื้นรถม้าดูหนักอึ้ง
เจียงมู่ไป๋มองเด็กหญิงอยู่ครู่หนึ่ง เขาพอจะเดาได้ว่านางกำลังกังวลเรื่องอะไร สุดท้ายจึงกล่าวขึ้นเบาๆ
“เหออันอยู่ติดทะเล”
เหยาอวี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เจียงมู่ไป๋ยังคงมองออกไปทางถนนผ่านม่านรถ สายตาสงบนิ่ง
“หากน้ำท่วมจริง ก็อาจช้ากว่าที่อื่นเพราะที่นี่มีทางระบายน้ำออกสู่ทะเล เส้นทางไปเจียงหนานก็ไม่ลำบากนัก ตอนนี้พวกเขาได้รับคำเตือนแล้ว หากเกิดเหตุขึ้นจริง ย่อมตัดสินใจได้เร็วกว่าผู้อื่น”
คำพูดนั้นเหมือนปลอบ แต่ก็เหมือนกำลังบอกให้นางปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
เหยาอวี้เงยหน้ามองเขา ดวงตากลมยังมีความลังเลอยู่เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้าเบาๆ
“เจ้าค่ะ…”
เมื่อนึกถึงชายหนุ่มที่ช่วยพูดอ้อมค้อมแทนนางในจวนพาน ในใจก็อดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้
แม้ว่าสุดท้ายจะไม่อาจพาพานเหยียนซูกับฮูหยินพานไปเจียงหนานได้ทันที
เพราะอย่างไรเสียสิ่งที่เจียงมู่ไป๋กล่าวออกไป ก็ทำได้เพียงแค่แสดงความกังวลเท่านั้น
เขาไม่อาจพูดเหมือนฟันธงว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นจริง
มิฉะนั้นคงทำให้ทั้งสองตื่นตระหนกไปเสียก่อน