ตอนที่ 11
ตอนที่ 11
ตอนที่ 11
หลัวเหยาอวี้ถอนหายใจช้าๆ ในใจ ร่างกายนี้มิใช่เพิ่งทรุดวันนี้ มันเหมือนเรือนที่ฐานเสาผุพังจากด้านในมานาน ภายนอกยังตั้งตรง แต่โครงสร้างภายในค่อยๆ พังทลาย
ตับพร่อง
ม้ามอ่อน
ชี่ปอดไม่พอ
หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ
เหมือนอวัยวะภายในแต่ละส่วนทำงานฝืนกันอยู่ตลอดเวลา
การถูกรุมทำร้ายเมื่อครู่ เพียงเป็นแรงกระแทกสุดท้ายที่เกือบดึงร่างนี้ลงสู่ความมืดมิด
ชายหนุ่มพยายามยันตัวลุก แต่แขนกลับไร้แรง หลัวเหยาอวี้รีบประคอง แต่ก็ยากนักจนเหมือนจะล้มไปทั้งคู่เพราะนางก็สูงเพียงอกเขาเท่านั้น
“อย่าฝืนลุกเร็ว”
นางดุทันที กดเขานั่งลงเท่าที่แรงจะมี ปลายนิ้วกดลงบริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าเบาๆ อีกครั้ง ในใจนึกถึงเข็มในล่วมยาตาเฒ่าที่บ้านสกุลหลัว
ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที แต่อาการแน่นอกเริ่มดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
หลัวเหยาอวี้ถอนหายใจ รู้อย่างนี้นางน่าจะหยิบติดมือมาสักหน่อย ไม่คิดว่าวันนี้จะเจอเหตุการณ์ที่ต้องช่วยชีวิตคนถึงสองครั้งติด
ชี่ติดขัดที่ทรวงอก เลือดลมไม่เดิน หากปล่อยไว้นานกว่านี้ อาจชักหรือหมดสติได้ง่าย
จางซื่อที่เพิ่งออกมาจากบ้านแม่สื่อเห็นภาพนั้นก็รีบเดินเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น”
“ถูกทำร้ายเจ้าค่ะ” หลัวเหยาอวี้ตอบสั้นๆ
จางซื่อมองชายหนุ่มอย่างตกใจ เสื้อไหมเนื้อดีเช่นนี้ ย่อมมิใช่บุตรบ้านธรรมดา เกิดความคิดบางอย่างหวนมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาหม่นหมองแต่ยังมีความหยิ่งในที
“ข้า…ไม่ต้องการความช่วยเหลือ…”
เสียงนั้นอ่อนแรง แต่ยังพยายามรักษาศักดิ์ศรี
หลัวเหยาอวี้มองเขาตรงๆ รู้สึกรำคาญท่าทีเช่นนี้ไม่น้อย “หากไม่พบหมอ ตอนค่ำเจ้าอาจหมดสติอีกครั้ง” คำพูดนั้นเรียบ แต่ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เคยเกิด
ชายหนุ่มเม้มปาก ก่อนพูดขึ้นว่า “งั้นข้าจะไปหาหมอ” สายตาเขาพยายามมองหาคนรับใช้ข้างกาย เพราะผลัดหลงกันที่ตลาด เขาจึงมายืนรอในตรอกนี้เพราะเป็นจุดนัดพบ ไม่คิดเลยว่าจะกลายมาเป็นเช่นนี้
หลัวเหยาอวี้มองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง อาการที่ชายคนนี้เป็น ไม่แน่ว่าแม้แต่หมอลู่ก็ยังดูสาเหตุที่แท้จริงไม่ออก อีกทั้ง…หากมองข้ามนิสัยเสียๆ นั้น เจ้าเด็กนี่…น่าจะมีเงินไม่น้อย
เด็กหญิงกระแอมเล็กน้อย “อะแฮ่ม…ข้าคือหมอ”
คำพูดนั้นทำให้เจียงมู่ไป๋เผยสีหน้าไม่เชื่อถือนัก แต่เพราะการกระทำก่อนหน้าของเด็กสาวทำให้เขาต้องยอมรับออกมา แต่แค่เด็กหญิงผู้นี้คงจะรักษาแค่อาการฟกซ้ำเท่านั้น สุขภาพที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แม้แต่หมอหลวงในวังยังส่ายหน้า
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เลือนลางมานานกว่าสี่ปีแล้ว ทำให้เจียงมู่ไป๋เจ็บลึกจนไอแห้งออกมา เสียงไอลึกและยาว เหมือนขูดผ่านลำคอแห้งผาก ใบหน้าที่ซีดอยู่แล้วกลับยิ่งไร้สีเลือด
หลัวเหยาอวี้มองเขาอย่างไม่ปิดบังสายตา รับรู้ถึงสถานการณ์ฉุกเฉินยิ่งกว่าเด็กแซ่เว่ยนั่นอีก
เมื่อเห็นท่าทีฝืนกลั้นของอีกฝ่าย นางจึงตัดสินใจรวดเร็ว
“ท่านแม่ ช่วยพยุงเขาหน่อยเจ้าค่ะ”
จางซื่อชะงักเล็กน้อย “จะพาไปที่ใด”
หลัวเหยาอวี้เหลือบมองปลายตรอก แม่สื่อเพิ่งออกมายืนหน้าประตู สีหน้าไม่พอใจที่การแต่งต้องยกเลิก เห็นภาพพวกนางกับชายหนุ่มแปลกหน้าก็ทำหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิม
อยู่ใกล้คนเช่นนั้นมิใช่เรื่องดี
หลัวเหยาอวี้เอ่ยเรียบๆ
“ไปโรงเตี้ยมจินฟู่เถิด ไม่ไกลจากนี้” แววตานางวาวขึ้นเล็กน้อย ไหนๆ เถ้าแก่จินก็บอกว่าหากมีสิ่งใดให้ช่วยก็อย่าเกรงใจ ในเมื่อเขาเอ่ยเอง นางก็จะไม่เกรงใจแล้ว
จางซื่อพยักหน้า เข้าไปพยุงชายหนุ่มผอมแห้งด้วยตัวคนเดียว แม้เสื้อผ้าเขาจะเป็นไหมเนื้อดี แต่ร่างกลับเบากว่าที่ควร ราวกับขาดแรงมานาน
“ข้าเดินเองได้…” เขาพึมพำเบาๆ แต่ขากลับอ่อนแรงจนต้องพิง
“ท่านนี่นะ” หลัวเหยาอวี้จุปากให้ แล้วเดินนำอย่างไม่สนใจ เพราะถึงแม่มารดานางจะซูบผอม แต่ก็มีเรี่ยวแรงกว่าแน่นอน
โรงเตี้ยมจินฟู่ตั้งอยู่หัวมุมถนนหลัก ตัวอาคารไม้สองชั้น ไม่ใหญ่โตโอ่อ่าเหมือนโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ในตำบล แต่ก็สะอาดเป็นระเบียบ ป้ายไม้สีเข้มแกะสลักชื่อ จินฟู่ ตัวอักษรชัดเจน
หน้าประตูมีโคมแดงสองใบแขวนไว้ แม้ไม่หรูหราแต่ก็จัดวางอย่างมีรสนิยม
ภายในมีโต๊ะไม้เรียงเป็นระยะ พื้นถูจนสะอาด ไม่มีคราบมันเยิ้มเหมือนโรงเตี้ยมบางแห่ง กลิ่นอาหารจางๆ ลอยอวลแต่ไม่ฉุน
คนในโรงเตี้ยมไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าเดินทางและชาวเมืองสองสามโต๊ะ
เมื่อพวกนางก้าวเข้าไป เด็กรับใช้รีบเข้ามาถามไถ่
หลัวเหยาอวี้เอ่ยสั้นๆ “เถ้าแก่จินอยู่หรือไม่”
เด็กรับใช้คนนั้นจำหน้านางได้ทันที “ท่านคือแม่นางที่ช่วยนายท่านใช่หรือไม่”
ไม่นาน จินต้าฉางที่พักอยู่ชั้นล่างก็เดินออกมา แม้ยังดูอ่อนแรงเล็กน้อย แต่สีหน้าดีขึ้นมาก เมื่อเห็นชายหนุ่มในอ้อมแขนสองแม่ลูก เขาชะงัก
“เกิดอะไรขึ้น”
หลัวเหยาอวี้ตอบเรียบๆ “ถูกทำร้ายในตรอกเจ้าค่ะ ข้าขอห้องพักสองเตียงสักหนึ่งคืน”
จินต้าฉางไม่ถามมาก “พาไปห้องด้านในก่อน”
ไม่สนใจเรื่องห้องพักที่หลัวเหยาอวี้ขอ เขาสั่งให้เด็กรับใช้จัดห้องเล็กด้านหลังที่เงียบสงบ เตียงไม้สะอาดปูผ้าขาวเรียบร้อย บ่งบอกถึงความใส่ใจของเจ้าของโรงเตี้ยม
แม้โรงเตี้ยมจะเป็นขนาดกลาง แต่ทุกอย่างดูเรียบร้อย ไม่มีความสกปรกหรือชุลมุน
จินต้าฉางมองชายหนุ่มที่ถูกวางลงบนเตียงแล้วหันมาถาม “แม่นางน้อย…ต้องการสิ่งใดเพิ่มหรือไม่”
หลัวเหยาอวี้มองไปรอบห้องอย่างประเมิน สถานที่สะอาด อากาศถ่ายเท เหมาะแก่การตรวจอาการนัก
นางมองรอบๆ อย่างพึงพอใจ ในใจเริ่มมีแผนการ
เด็กหญิงหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้ง แม้เจ้าตัวจะยังพยายามรักษาท่าทีสูงศักดิ์ แต่แววตากลับซ่อนความเจ็บของอาการได้ยาก
นับว่ามีความอดทน
หลัวเหยาอวี้ถอนหายใจเบาๆ ก้าวเข้าไปใกล้เตียง มือเล็กยื่นออกไปหมายจะปลดเชือกที่เอว
ชายหนุ่มสะดุ้งทันที มือซีดคว้าเข็มขัดและเชือกแน่น ดวงตาคมวาวขึ้นด้วยความตกใจ
“เจ้าจะทำอันใด!”
หลัวเหยาอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับคำถามนั้นช่างไร้สาระ
“ตรวจอาการเจ้าค่ะ ข้าต้องดูว่ามีบาดเจ็บที่อื่นหรือไม่”
เจียงมู่ไป๋ส่ายหน้าทันที แม้สีหน้าพยายามเรียบเฉย แต่ปลายหูเริ่มแดงชัด
“ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิด”
เสียงเขาแผ่วเบา แต่หนักแน่นพอควร ยิ่งเมื่อสายตาเหลือบเห็นคนรอบข้าง มารดาของนางที่ยืนอยู่ข้างเตียง เถ้าแก่โรงเตี้ยมที่กอดอกมองด้วยความห่วงใย และเด็กรับใช้สองสามคนที่ยืนลุ้นอยู่หน้าประตู…สีหน้าเขายิ่งตึง
หลัวเหยาอวี้ถอนหายใจอย่างอดรำคาญไม่ได้ “หมอไม่อาจแบ่งแยกเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงเรียบ “ในสายตาข้า มีเพียงคนไข้ มิใช่ชายหญิง”
จางซื่อถอนหายใจ ความจริงนางไม่ชอบที่บุตรสาวต้องมาสัมผัสผู้ใดโดยเฉพาะเพศตรงข้าม ถึงอย่างไรหลัวเหยาอวี้ก็ยังเป็นสตรี แต่เมื่อนึกถึงเสื้อผ้าของชายหนุ่มนางจึงยังยอมปล่อยผ่าน
จินต้าฉางไอเบาๆ เหมือนกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ไม่คิดว่าเจ้าเด็กนี่จะมาดเยอะเพียงนี้ เขาหันไปบอกให้คนอื่นๆ ออกไป
“ข้าอยู่ตรงนี้ด้วย เจ้าหาได้เสียหายอันใด” ว่าแล้วก็ไปนั่งรอที่เก้าอวี้ในห้องและจิบชา จนถึงตอนนี้เขายังรู้สึกเอ็นดูเด็กหญิงที่ช่วยชีวิตเขาอยู่ และอยากดูว่านางจะเก่งกาจเพียงใด
เจียงมู่ไป๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ร่างกายเขาเริ่มหนาววูบอีกครั้งจากอาการอ่อนแรง คลื่นแน่นทรวงอกแล่นขึ้นมาเป็นระยะ รู้สึกคันคอจนต้องกลืนน้ำลายเพื่อดับมัน
ท้ายที่สุด เขาค่อยๆ คลายมืออย่างช้าๆ
“ดู…แค่ลำตัว”
หลัวเหยาอวี้พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจท่าทีเขา หากไม่ใช่เพราะอาการที่เขาเป็นท้าทายความรู้ของนางละก็… เอาเถอะถึงอย่างไรหมอก็มิอาจทิ้งคนไข้ ถึงอย่างไรช่วยเขาก็น่าจะดีกว่าตอนช่วยเด็กแซ่เว่ยต่อหน้าตาเฒ่าแซ่หลัว
นางค่อยๆ เปิดเสื้อชั้นนอกออก เผยให้เห็นร่างผอมบางกว่าที่คิด ซี่โครงเห็นชัด ผิวซีดราวกระดาษ ไม่มีบาดแผลฉีกขาด มีเพียงรอยฟกช้ำตามไหล่และชายโครง
นางใช้ปลายนิ้วกดตามแนวกระดูกซี่โครง ไล่จากอกลงสู่ช่องท้อง เมื่อกดบริเวณใต้กระดูกอก ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที
“เจ็บ?”
เขาพยักหน้าเบาๆ
หลัวเหยาอวี้กดลึกลงเล็กน้อยที่ชายโครงด้านซ้าย ชีพจรภายในเต้นไม่สม่ำเสมอ ลมหายใจติดขัดเมื่อกดจุดนั้น นางเลื่อนมือไปวางเหนือหัวใจ จังหวะเต้นไม่มั่นคง บางครั้งเร็ว บางครั้งชะงักเหมือนสะดุด
หลัวเหยาอวี้เริ่มขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพียงชี่ติดขัด หัวใจอ่อนแรง ปอดพร่อง ม้ามไม่หล่อเลี้ยงเลือด ร่างนี้เสมือนอวัยวะภายในกำลังทำงานกันคนละจังหวะ เหมือนเรือนที่โครงสร้างหลักบิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น การตรวจครั้งนี้ยิ่งยืนยันข้อสันนิษฐานของตน เพียงแต่ยังบอกไม่ได้ว่าคือโรคอันใด