LNCrawler

ตอนที่ 119

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 119

ตอนที่ 119


 

“ฮูหยินเถียน…ตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว” จินต้าฉางกล่าวเสียงต่ำ

เหยาอวี้ชะงักทันที ดวงตากลมเบิกขึ้นเล็กน้อย เพราะนางจำได้ดีว่า ตอนนั้นตนเองบอกไว้อย่างชัดเจนให้บำรุงครรภ์อย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือนก่อน แล้วจึงค่อยร่วมหอ แต่ตอนนี้ผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน

ฮูหยินเถียนกลับตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว

ในใจเหยาอวี้จึงอดคิดไม่ได้ว่า ฮูหยินเถียนใจร้อนไปหน่อย และครรภ์นี้…อาจจะไม่แข็งแรงนัก

แต่ความคิดนั้นนางไม่ได้พูดออกมา

เหยาอวี้เงยหน้ามองจินต้าฉาง ก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดเขาจึงบอกเรื่องนี้ เพราะทันทีที่นางมาปรากฏตัวที่ชิงเฟิง คนสกุลเถียนกับสกุลหยางคงรู้ข่าวแล้ว และอาจจะหาทางให้เหยาอวี้ไปช่วยดูแลครรภ์นี้ให้ดี

แต่ครั้งนี้ เหยาอวี้ไม่ได้มาในฐานะหลัวเหยาอวี้ เด็กหญิงชาวบ้านที่ใครจะขอร้องอย่างไรก็ได้ คนสกุลเถียนคงไม่กล้ารบกวนนางอีก

ความจริงแล้ว ตอนที่นางยังแซ่หลัว คนเหล่านั้นก็ไม่เคยรู้จักตัวตนนางจริงๆ อยู่แล้ว

ดังนั้นการรู้จักนางครั้งนี้ ย่อมเป็นในฐานะคุณหนูสี่สกุลเจียงเลย

ไม่ว่าอย่างไร จวนเถียนคงไม่กล้ามาขอร้องง่ายๆ เหมือนในอดีตอีกแล้ว

แต่จินต้าฉางที่บอกเรื่องนี้ ก็เพียงต้องการให้นางเตรียมตัวรับมือไว้ก่อนเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เหยาอวี้จึงพยักหน้าเบาๆ “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

เมื่อเห็นเด็กหญิงรับรู้ จินต้าฉางก็ถอนหายใจโล่งอก สีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย คิดว่าอีกไม่นาน พวกเขาก็จะออกจากชิงเฟิงแล้ว สำหรับเขาจึงไม่มีอะไรให้ต้องอาวรณ์หรือเกรงใจอีกต่อไป


 

ในเมื่อกล่าวไว้แล้วว่าออกมาดูร้านผ้า แม้ว่าจะไม่มีร้านให้ดูแล้วก็ย่อมต้องออกมา

รถม้าในชิงเฟิงนั้นมีน้อยมาก ยิ่งรถม้าที่หรูหราเช่นรถม้าสกุลเจียง แทบไม่เคยมีใครเห็น แม้แต่รถม้าของสกุลเถียนที่ทำกิจการค้าข้าวรายใหญ่ในชิงเฟิง ก็ยังดูธรรมดากว่ามาก

ดังนั้นเมื่อรถม้าคันงามแล่นผ่าน ผู้คนในตลาดจึงพากันหันมอง

ไม่นาน รถม้าก็ผ่านสำนักศึกษาประจำตำบล จากนั้นจึงเลี้ยวไปจอดหน้าร้านน้ำชาที่อยู่ถัดไปไม่ไกล

เจียงมู่ไป๋ก้าวลงจากรถม้า เพียงปรากฏตัว สายตาของผู้คนรอบร้านก็หันมามองทันที

เจ้าของร้านน้ำชาเห็นยังต้องรีบก้าวออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ดูก็รู้ว่านี่คือคนร่ำรวย

“เชิญท่านด้านในขอรับ!”

เขารีบจัด โต๊ะที่ดีที่สุดในร้านให้ทันที

เจียงมู่ไป๋นั่งลงอย่างสงบ เสี่ยวเอ้อร์รีบยกชาและขนมมาวาง

เขาลองยกถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ลอยขึ้นมา รสชาติสดชื่นและค่อนข้างดี คงเป็นเพราะชิงเฟิงอยู่ใกล้ภูเขา สมุนไพรที่ใช้ทำชาจึงมีคุณภาพไม่น้อย

ส่วนขนมบนโต๊ะดูน่ากินก็จริง แต่รสชาติค่อนข้างหวานเลี่ยนไปหน่อย เจียงมู่ไป๋ลองชิมเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางลง

จากนั้นจึงหันไปสั่งอาไฉ “หากนางว่างแล้วไปให้เชิญมาที่นี่”

อาไฉก้มศีรษะรับคำทันที รู้ว่า นาง ในที่นี่คือผู้ใด

เจียงมู่ไป๋ไม่เคยเรียกเหยาอวี้ว่า น้องสี่ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือก่อนหน้าก็ไม่เคย

ชายหนุ่มจำได้ว่านางดูจะชื่นชอบชาดีๆ กับขนมหวานไม่น้อย แม้นางจะไม่เคยร้องขอด้วยตนเอง แต่เขาสังเกตเห็นตอนที่อยู่เรือนน้ำชาสกุลเซี่ย และตอนที่หอจิ่นอวิ๋น

เด็กหญิงดูจะเพลิดเพลินกับการชิมชากับขนมเหล่านั้นไม่น้อย

แต่สิ่งที่เจียงมู่ไป๋ไม่รู้ก็คือ ความจริงแล้ว เหยาอวี้เพียงชอบของอร่อยเท่านั้น ขอแค่อร่อยนางก็สามารถกินได้ และเพราะเรือนน้ำชา กับหอจิ่นอวิ๋น มีขนมหลากหลายชนิด สำหรับคนที่มาจากต่างยุคอย่างนาง จึงเพียงอยากลองชิมเพื่อดูความแตกต่างของรสชาติเท่านั้น นางจึงรับประทานอาหารข้างนอกเพียงพอประมาณ

แต่จะว่าไปแล้ว มีเรื่องหนึ่งที่เจียงมู่ไป๋สังเกตไม่ผิดเลย

เหยาอวี้นั้นค่อนข้างติดหวานจริงๆ ดังนั้นนางจึงกินพวกขนมได้มากหน่อย


 

หลัวชิงช่วงนี้มักหาโอกาสมาที่สำนักศึกษาประจำตำบลอยู่บ่อยครั้ง ข้ออ้างก็คือเอาข้าวกล่องมาให้หลัวเหวิน

แต่ความจริงแล้ว นางเพียงอยากมาเดินไปเดินมาแถวนี้ เพราะจนถึงตอนนี้ มารดาก็ยัง หาคู่ครองที่ถูกใจให้นางไม่ได้

หลัวชิงเองก็มีความคิดของตน ชายที่นางชื่นชอบนั้นต้องเป็นบัณฑิตที่หน้าตาดี และมีฐานะดีพอสมควร

แต่ปัญหาก็คือ คนเช่นนั้นมักไม่สนใจหญิงสาวจากตระกูลหมอจนๆ ที่ไร้รากฐานอย่างนาง

ดังนั้นนางจึงได้แต่หาโอกาสมาเดินแถวสำนักศึกษา และร้านน้ำชา สถานที่ที่เหล่าถงซื่อและบัณฑิตในชิงเฟิงมักมาพบปะกัน

ตอนนี้พวกหลัวเซินก็ย้ายหนีจากเหออันมาเปิดร้านสมุนไพรที่ชิงเฟิงแล้ว แต่เพราะกลัวว่าจะสู้ร้านใหญ่อย่างร้านยาหยางจี้ของตระกูลหยางไม่ได้

จึงชวนหลัวเหอมาร่วมกันเปิดร้านกัน จะได้ขายสมุนไพร และมีหมอช่วยตรวจอาการเล็กๆ น้อยๆ ในร้าน

ตอนนี้สกุลหลัวจึงมารวมกันอยู่ที่ชิงเฟิงทั้งหมด

เพราะอยู่ในหมู่บ้านหลัวซานต่อไปก็อับอาย คนในหมู่บ้านต่างคิดว่าบ้านหลัวไปมีปัญหากับผู้มีอิทธิพล จึงไม่กล้ามาให้เขาจับชีพจรอีก รายได้ที่เคยมีจึงหายไปหมด จำต้องขายบ้านทิ้งเพื่อมาหนีมาอยู่ในตำบลกับพวกหลัวเซิน

ดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ของบ้านสกุลหลัว จึงทั้งแออัด และมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน

หลัวชิงในวันนี้ ก็นั่งอยู่ในร้านน้ำชาใกล้สำนักศึกษาเช่นเคย นางสั่งป้านชาที่ถูกที่สุด แล้วมองออกไปทางถนนอย่างเบื่อหน่าย กระทั่งรถม้าคันหนึ่งหยุดลงหน้าร้าน เพราะรถม้าคันนั้นหรูหราเกินกว่าจะพบในชิงเฟิงได้ง่ายๆ หลัวชิงจึงอดมองไม่ได้

แล้วนางก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า

รูปร่างสูงโปร่ง ท่าทางสง่างาม ใบหน้าคมคายราวกับหยกสลัก

เพียงก้าวลงจากรถ ก็ทำให้ผู้คนรอบข้างหันมามอง หลัวชิงถึงกับตาค้างในทันที หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สายตาของนางติดตามชายหนุ่มผู้นั้น ตั้งแต่เขาก้าวลงจากรถ จนเดินเข้าไปในร้านน้ำชา

ในสมองของหลัวชิง มีเพียงความคิดเดียวผุดขึ้นมา

นางพบเนื้อคู่เข้าแล้ว

นางนั่งมองเขาอย่างเพลิดเพลินอยู่นาน เช่นเดียวกับโต๊ะอื่นๆ ก่อนตัดสินใจค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ ที่โต๊ะของเขา นางถือถ้วยชาในมือทำเหมือนเดินผ่านโต๊ะ ก่อนจะแกล้งสะดุดเบาๆ

“อ๊ะ…”

เสียงเบาราวกับตกใจ ถ้วยชาเอียงเล็กน้อยเหมือนกำลังจะล้ม นางรีบจับโต๊ะไว้ แล้วเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม แววตาเหมือนตกใจและเขินอาย

“ขะ…ขออภัยเจ้าค่ะคุณชาย ข้าไม่ทันระวัง” น้ำเสียงนุ่มนวล นางยิ้มบางๆ อย่างที่คิดว่านี่คือรอยยิ้มที่ยั่วยวนที่สุด หวังว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับ

แต่ชายหนุ่ม ไม่แม้แต่จะมองนาง เขายังคงยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตาไม่เคยละจากถนนด้านนอก เหมือนกับว่าตรงหน้าของเขา ไม่มีใครยืนอยู่เลย

บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง

หลัวชิงจึงฝืนยิ้ม แล้วลองพูดต่อ

“คุณชายมาจากต่างถิ่นหรือเจ้าคะ ข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย”

คำพูดนั้นเพิ่งจบ หนึ่งในคนติดตามของสกุลเจียงก็ขยับตัว เขาก้าวมาข้างหน้าเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉย

“แม่นาง” เสียงสุภาพแต่ชัดเจน “คุณชายของข้าต้องการความสงบ”

อีกคนหนึ่งก้าวมาแทรกอย่างนุ่มนวล ท่าทางไม่ได้หยาบคาย แต่ปิดทางระหว่างนางกับโต๊ะตัวนั้นอย่างแนบเนียน

หลัวชิงชะงักไป รอยยิ้มบนใบหน้าค้างอยู่เล็กน้อย นางยังพยายามหัวเราะเบาๆ

“ข้าเพียงอยากช่วยเท่านั้น…”

ชายติดตามคนเดิมยกมือเชิญไปทางอื่น “ร้านน้ำชากว้างขวาง แม่นางเชิญโต๊ะอื่นเถิด”

คำพูดสุภาพ แต่แฝงความหมายชัดเจนว่า…

ให้ออกไปซะ

หลัวชิงหน้าเริ่มร้อน นางเหลือบมองชายผู้นั้นอีกครั้ง หวังว่าเขาจะพูดอะไรสักคำ แต่ชายหนุ่มยังคง…นิ่งเฉย

หลัวชิงจึงทำได้เพียงกำผ้าเช็ดหน้าแน่น ก่อนจะฝืนยิ้ม แล้วเดินออกจากโต๊ะนั้นไปอย่างเสียหน้า รู้สึกทั้งอับอายทั้งหงุดหงิด

แต่ในขณะนั้นเอง รถม้าอีกคันหนึ่งก็หยุดลงหน้าร้าน รถม้าคันนั้นงดงามไม่ต่างจากคันก่อนหน้า ตัวรถขัดเงาเรียบ ผ้าม่านหนาทอลายละเอียด ที่ด้านข้างยังประดับตราสกุลเดียวกันกับรถคันก่อนหน้าอย่างชัดเจน

ผู้คนแถวนั้นจึงเริ่มมองกันอีกครั้ง ม่านรถถูกยกขึ้น คนที่ก้าวลงมาครานี้คือ เด็กหญิงผู้หนึ่ง อายุราวแปดเก้าขวบ ใบหน้าเล็กขาวผ่อง ดวงตาสดใส นางสวมชุดผ้าไหมสีอ่อนปักลายเมฆเงิน แขนเสื้อกว้างขลิบดิ้นละเอียด เอวคาดสายผ้าไหมบางสีชมพูอ่อน ผมถูกรวบขึ้นครึ่งหนึ่ง ปักปิ่นเล็กๆ ประดับไข่มุกที่สั่นไหวเบาๆ

ทั้งตัวดูน่ารักและสง่างาม เหมือนคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยโดยแท้

หลัวชิงที่กำลังจะเดินจากไป พอเห็นใบหน้านั้นเข้า ก็ถึงกับหยุดฝีเท้าทันที ดวงตาเบิกกว้าง ในอกพลันรู้สึกชาวาบ เพราะต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวของนางต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกจากหมู่บ้านหลัวซาน ก็เพราะเด็กหญิงคนนี้

“เหยาอวี้!!!”