LNCrawler

ตอนที่ 121

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 121

ตอนที่ 121 


 

ตกค่ำ

ร้านขายสมุนไพรเล็กๆ ที่ชานเมืองชิงเฟิงปิดประตูลง บานไม้เก่าถูกดันเข้าหากัน ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ด้านในจุดตะเกียงน้ำมันเพียงสองดวง แสงสลัวส่องให้เห็นเงาคนหลายคนที่นั่งล้อมโต๊ะไม้เก่า

วันนี้คนในครอบครัวหลัวเหอถูกเรียกมารวมตัวกันทั้งหมด แม้แต่พวกหลัวจิ้นที่อยู่จวนของหลัวเซินก็ถูกเรียกมาด้วย

ที่หลัวเหอกับเฉินซื่อไม่ไปอยู่ในจวนนั้นเพราะรู้สึกเสียหน้าที่ต้องพึงพาน้องชาย ส่วนหลัวหนิวเก้าขวบก็อยู่ที่นี่กับหลัวชิง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเด็กหญิง และไว้ช่วยงานตักน้ำ เก็บกวาด

หลัวเหอทุบโต๊ะดัง ปัง!

“ช่างน่าตายนัก!”

ใบหน้าเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ

“ชีวิตนางถึงกับได้อยู่ตระกูลใหญ่เชี่ยวหรือ!” สายตาของเขาพุ่งไปที่หม่าซื่อ เต็มไปด้วยความไม่พอใจ “หากไม่ใช่เพราะข้าหลงเชื่อเจ้า ให้เขียนหนังสือตัดขาด! ปานนี้ข้าคงมีชีวิตสุขสบายไปแล้ว!”

หม่าซื่อถูกด่าเข้าเต็มๆ สีหน้ากระอักกระอ่วน แต่ก็ไม่ยอมก้มหน้าแบกความผิดเพียงผู้เดียว “ท่านพ่อ!” นางเงยหน้าขึ้นตอบกลับ น้ำเสียงไม่ยอมแพ้ “ตอนนั้นพวกนั้นขู่จะฆ่าหลัวเหวินนะเจ้าคะ! หากไม่ตัดขาด จะให้เอาชีวิตหลัวเหวินไปหรือ! หากท่านไม่ยอม ต่อมาสกุลหลัวจะมีซิ่วไฉได้อย่างไร”

ยามนั้นทุกคนก็คิดเห็นตรงกัน เหตุใดพอเป็นเรื่องไม่ดี กลับยกให้นางผู้เดียวอีกแล้ว นางไม่ยอมแบกหม้อดำ[1]นี้คนเดียวเด็ดขาด

เฉินซื่อที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะ ไม่สนใจการโต้เถียงของลูกสะใภ้ นางเพียงยกถ้วยน้ำขึ้นจิบเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

“เราต้องทำให้พวกนางคายเงินออกมา”

คำพูดนี้ทำให้หม่าซื่อดวงตาเป็นประกายทันที หลายเดือนมานี้ นางต้องทำงานหนักทั้งในร้าน ทั้งในจวน รับใช้คนสองครอบครัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ความไม่พอใจสะสมอยู่เต็มอก

นางรีบเอ่ยหยั่งเชิง “ท่านแม่…ในบ้านมีงานมากมาย ให้สะใภ้รองกลับมาดีหรือไม่เจ้าคะ”

ยังไม่ทันที่เฉินซื่อจะตอบ หลัวเหอก็หัวเราะหึออกมา

“กลับมา? พวกนางจะยอมกลับมาหรืออย่างไร!” เขาโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาโลภชัดเจน “หากกลับมาแล้ว…เงินทองของสกุลเจียงเล่า? ใครจะเอามาให้ข้า!”

เฉินซื่อพยักหน้าเห็นด้วยทันที ก่อนจะหันไปด่าหม่าซื่อ “ดูเจ้าสิ! ยามนี้กลายเป็นคนขี้เกียจไปแล้วหรือ! งานมากมายหากเจ้าไม่ทำ แล้วจะให้แม่สามีอย่างข้าทำหรือ!”

หม่าซื่อก้มหน้าลงทันที ไม่กล้าเถียงอีก นางเหลือบมองสามี หวังจะได้การช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียง สายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก

หัวใจนางเหมือนถูกบีบแน่น ความขมขื่นเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง

เฉินซื่อมองภาพนั้นอย่างสมเพช ก่อนจะหันกลับมาคุยกับหลัวเหอต่อ

“ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพวกเราถูกหลอก จึงได้เขียนหนังสือตัดขาดออกมา”

นางเคาะโต๊ะเบาๆ “พรุ่งนี้…เราจะไปแจ้งทางการ”

หลัวเหวินที่นั่งอยู่ด้านข้าง ขมวดคิ้วทันที กว่าเขาจะสอบผ่านทั้งสามสนามในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ไม่ง่ายเลย เขาไม่อยากยุ่งกับทางการตอนนี้

“ท่านย่า” เขาพูดอย่างระมัดระวัง “การแจ้งทางการต้องมีหลักฐาน เราจะไปแจ้งสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ขอรับ”

เฉินซื่อกลับแค่นเสียง

“มีเจ้าเป็นซิ่วไฉแล้ว จะกลัวทางการไปไย! เจ้าต้องไปหย่าเหมินเพื่อทวงความเป็นธรรม!” นางยกคางขึ้น สายตาเย็นเฉียบ “ข้ามิได้อยากให้นางกลับมา เราแค่รับนางกลับเข้าชื่อตระกูล นี่เป็นเรื่องดีจะตาย แล้วให้นางต้องแสดงความกตัญญู ส่งเงินมาให้พวกเราเดือนละร้อยตำลึงก็พอ!”

คำพูดนี้ทำให้หลัวเหอพอใจยิ่ง คิดถึงชีวิตของการเป็นนายท่านผู้เฒ่าหลัวที่จะดีกว่าเดิมเสียอีก

ร้อยตำลึงเชียวนะ!

ชีวิตเขาได้จับเงินมากสุดก็ห้าสิบตำลึงทั้งยังเป็นสินสอดของสกุลเจียง แต่สุดท้ายกลับถูกแย่งกลับไป!

หลัวชิงที่นั่งอยู่ด้านข้างรีบเสริม “นางใส่ผ้าไหมทั้งตัว ปักปิ่นไข่มุกเต็มศีรษะ ดูอย่างไรก็มีเงินมากแน่นอนเจ้าค่ะ!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย ดวงตาเต็มไปด้วยความโลภ

หลัวหนิวกับหลัวอันถึงกับกัดฟัน พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก

นังลูกกำพร้านั่น…

นางนึกว่าตายไปแล้วด้วยซ้ำ

เหตุใดจึงได้โชคดีเช่นนี้!

ดวงตาเต็มไปด้วยความริษยาชัดเจน

เพราะทุกคนร่วมทุกข์มาด้วยกัน ตอนแรกพวกรุ่นหลานของหลัวเหอไม่รู้เรื่องนี้ แต่ยามนี้ทุกคนรู้แล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เหยาอวี้ถูกส่งไปแต่งงานกับบุรุษร่ำรวยที่ป่วยใกล้ตายผู้หนึ่งแทนคุณหนูนายอำเภอ

ตอนแรกพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด กระทั่งพวกหลัวเซินต้องหนีตายมายังเหออันแล้วชวนมาทำงานที่ร้านในชิงเฟิง จึงรู้ว่าคือสกุลเจียงนั่นเอง

และเพราะหวาดกลัวเหออัน ทั้งหมดจึงไม่กล้าส่งคนไปตามข่าวในเหออันอีก จึงไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วปัจจุบันเรื่องราวเป็นเช่นไร

อีกทั้งชิงเฟิงกับเหออันก็ไม่ใกล้ หากจะเดินทางก็ใช้เวลาหนึ่งวันเต็ม ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะหนีมาอยู่ที่ชิงเฟิงหรือ

ยามนี้เมื่อคิดว่าที่ชีวิตตกต่ำนั้นเป็นเพราะถูกวางแผน

แต่ตอนนี้…

เมื่อรู้ว่าเหยาอวี้ได้ดีอยู่ในตระกูลใหญ่ ความคิดเดียวก็ผุดขึ้นในใจทุกคน

โอกาสนี้…จะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด

คืนนั้น เสียงพูดคุยยังคงดำเนินต่อไปอีกนาน เต็มไปด้วยการคำนวณ และความโลภที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น


 

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่เช้า ที่หน้าโรงเตี้ยมจินฟู่จึงมีคนมาโวกเวกโวยวายแต่เช้า

“โธ่…ข้าช่างน่าสงสารนัก…” เสียงคร่ำครวญของหลัวเหอดังลั่นหน้าโรงเตี้ยม

พวกเขาไปสืบจนรู้แล้วว่ารถม้าสกุลเจียงที่หรูหรานั่นจอดพักที่ใด จึงได้รู้ว่าเหยาอวี้ต้องพักที่นี่อย่างแน่นอน

ชายชรานั่งทรุดลงกับพื้น สองมือทุบอกตัวเองเบาๆ น้ำตาไหลอาบแก้ม ข้างๆ กัน เฉินซื่อ ก็ยกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตา เสียงสะอื้นดังเป็นระยะ

“พวกข้าสงสารสองแม่ลูกที่กำพร้า…” หลัวเหอพูดไป น้ำเสียงสั่นเครือไป “เห็นพวกนางเดินทางมาจากแดนเหนือ…แม้บุตรชายข้าจะตายไปแล้ว…ข้าก็ยังยินดีรับเลี้ยงพวกนางไว้อย่างดี!” เขาพูดพลางส่ายหน้าราวกับเจ็บปวดใจสุดขีด

“แต่พวกนาง…กลับไม่เห็นค่า…”

เฉินซื่อรีบพยักหน้าแรงๆ “ใช่แล้ว! พวกนางรังเกียจพวกเราที่ยากจนเสียด้วยซ้ำ!”

หลัวเหอพูดต่อทันที ราวกับมีคนส่งบทให้

“สะใภ้รองนั่น…กว่าจะทำกับข้าวได้ หม้อไหพังไปตั้งกี่ใบ! พวกข้าก็ยังอดทน สั่งสอนชี้แนะ! ส่วนเจ้าสามยิ่งแล้วใหญ่!” เสียงเขาสูงขึ้น “ทะเลาะไม่ยอมใคร! ทำตัวเหมือนคุณหนูในจวนใหญ่! แต่พวกข้าก็มิได้ว่ากล่าว เพราะถือว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน” 

เขาหยุดหายใจแรง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ก็แค่…เข้มงวดบ้าง เพราะกลัวนางจะเหลิง กลัวว่ายามแต่่งออกไปจะลำบากที่บ้านสามี อย่างไรก็ต้องอบรม”

เฉินซื่อรีบเข้ามาพยุงแขน “ยามนั้นท่านทำดีแล้ว… เป็นพวกนางที่ไม่เห็นค่า!”

หลัวเหอพยักหน้าแล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสร้อย

“แต่ข้าก็ยังอยากให้พวกนางมีชีวิตที่ดี…จึงให้เจ้าสามไปแต่งกับตระกูลร่ำรวย…เห็นนางได้ดี ข้าก็มีความสุข…แม้นางจะไม่ชอบข้าก็ตาม…”

หม่าซื่อรีบเข้ามาประคองอีกข้าง ทำท่าปลอบ “ท่านพ่อ…อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ…ข้าเชื่อว่าน้องสะใภ้กับเจ้าสาม ต้องเข้าใจท่านในสักวัน…”

หลัวเหอเห็นว่าคนเริ่มมามุงมากขึ้น สายตาเหลือบมองฝูงชนแวบหนึ่งก่อนจะพูดเสียงดังขึ้น

“แต่พอได้ดี! นางกลับให้คนตระกูลนั้นมาทำลายเรือนของข้า!”

เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบๆ

เขาทุบพื้นอีกครั้ง

“บังคับให้ข้าเขียนหนังสือตัดขาด! ข้าจะตัดใจทำได้อย่างไร!” น้ำเสียงเขาแหบพร่า “แต่เขาเอาชีวิตหลานชายข้ามาข่มขู่ พวกข้าเป็นเพียงชาวบ้านจะไปสู้ตระกูลใหญ่ได้อย่างไร!”

เฉินซื่อสะอื้นหนักขึ้น “โธ่…ชะตาช่างโหดร้าย…”

หลัวชิงรีบก้าวเข้ามา น้ำตาไหลอาบแก้ม มือเล็กจับแขนหลัวเหอแน่น

“ท่านพ่อ…อย่าโศกเศร้าไปเลยเจ้าคะ…เจ้าสามอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อของท่าน สักวันต้องเข้าใจความหวังดีของท่านแน่นอน…”

นางสะอื้นเบาๆ น้ำตาร่วงหล่นเป็นสาย ก่อนจะพูดต่อ แต่เสียงดังขึ้น

“หากไม่เข้าใจ…จะมิใช่ว่าอกตัญญูหรือเจ้าคะ…”

เฉินซื่อรีบเสริม

“ใช่แล้ว อย่างไรนางก็ถือว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา แม้จะมิได้อยู่ในทะเบียนครัวเรือน แต่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ข้าเชื่อว่าหากคุยกันดีดี นางต้องยอมกลับสู่ทะเบียนครัวเรือนอีกครั้งแน่นอน”

หลัวหนิวกับหลัวอันก็ไม่น้อยหน้า ออกมาบอกเล่าความไม่ดีของเหยาอวี้ว่าดื้อรั้นเพียงใดในเรือน พวกเขาต้องยอมให้นางทุกครั้ง เพราะสงสารที่นางกำพร้า

ผู้คนในตลาดเริ่มมามุงมากขึ้น ทั้งพ่อค้า แม่ค้า และชาวบ้านที่ผ่านไปมา เสียงซุบซิบดังระงม

“โอ้โห…น่าสงสารจริงๆ…”

หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งยกมือปิดปาก

“เลี้ยงดูมาแท้ๆ กลับโดนทำแบบนี้…”

ชายอีกคนพยักหน้า

แม่ค้าขายผักถอนหายใจ

“สมัยนี้เด็กๆ ไม่รู้จักบุญคุณกันแล้ว…”

อีกคนเสริมทันที

“ใช่! พอได้ดีก็ถีบหัวส่ง!”

ชายแก่คนหนึ่งส่ายหน้า

“เฮ้อ…คนแก่สองคนนี้ช่างน่าสงสาร…”

“เลี้ยงมาดีแท้ๆ กลับได้แบบนี้…”

“ไม่คิดว่าพวกนางจะเครียดแค้นที่ถูกท่านอบรม ให้คนสกุลนั้นมาบีบบังคับให้เขียนหนังสือตัดขาด เพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีแต่เพียงผู้เดียว”

เสียงเห็นอกเห็นใจดังขึ้นเรื่อยๆ บางคนถึงกับเดินเข้ามาปลอบ บางคนยืนมองด้วยสายตาเวทนา

หน้าประตูโรงเตี้ยมจินฟู่ จึงกลายเป็นเวทีใหญ่ ที่เรื่องราวถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับความรู้สึกของผู้คนที่เริ่มเอนเอียง

โดยไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ได้ยินนั้น แท้จริงแล้ว…เป็นเพียง เรื่องเล่าครึ่งเดียว เท่านั้น



 

[1] แบกหม้อดำ (背黑锅 - bēi hēiguō) แปลว่า การรับผิดแทนคนอื่น การเป็นแพะรับบาป หรือการถูกโยนความผิดที่ตนไม่ได้ก่อให้