LNCrawler

ตอนที่ 122

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 122

ตอนที่ 122


 

เหยาอวี้ยืนพิงกรอบหน้าต่างชั้นสองของโรงเตี้ยม มองภาพโกลาหลด้านล่างด้วยสายตา เป็นประกายสนุกสนาน

เสียงร้องห่มร้องไห้ เสียงโวยวาย เสียงซุบซิบของผู้คน ทั้งหมดดังปะปนกันราวกับงิ้วโรงใหญ่

เด็กหญิงถึงกับเอียงศีรษะเล็กน้อย ยกมือเท้าคาง ราวกับกำลังชมการแสดงที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเลยแม้แต่น้อย

ต่างจากพวกสกุลจินที่ยืนอยู่ข้างๆ

จินต้าฉางถึงกับส่ายหน้า จินเซียงมีสีหน้าไม่พอใจ รู้สึกอยากลงไปทำร้ายคน

ส่วนจินจื่อหานก็ขมวดคิ้วแน่น “คนแบบนี้…ข้ายังไม่เคยเห็นจริงๆ…” เขาพึมพำเบาๆ

ส่วนเจียงมู่ไป๋นั้นแทบไม่ต้องเดา บรรยากาศรอบตัวชายหนุ่ม แม้แต่อาไฉยังรู้สึกได้ว่างานนี้ต้องมีคนซวยแน่นอน

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม “ถือว่าพวกเขาก็มิได้กล่าวผิดนะเจ้าคะ ข้าอยากได้หนังสือตัดขาดจากพวกเขาจริงๆ”

เจียงมู่ไป๋แค่นเสียง

“ได้เป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้า พวกนั้น…คู่ควรด้วยหรือ”

น้ำเสียงเย็นชา แววตาดูเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง

เขาไม่รู้รายละเอียดทั้งหมดในอดีตของเด็กหญิง แต่เพียงดูจากการกลับดำให้เป็นขาวของคนสกุลหลัวแล้ว ก็พอเดาได้ว่าความจริงคงไม่งดงามนัก

เพราะหากว่าพวกเขาดีกับนางจริงๆ จะไม่รู้เชียวหรือว่าเด็กหญิงมีความสามารถเช่นไร เพราะหากรู้ เจ้าคนหน้าตายพวกนั้น ย่อมไม่มีทางส่งนางมาถึงเตียงเขาแน่

ยิ่งคิด เขายิ่งรู้สึกขัดแย้งเล็กน้อยในใจ เพราะกลับรู้สึกว่าที่เป็นเช่นนี้นั้นดีแล้ว หากนางได้อยู่กับครอบครัวที่ดี เขาคงไร้โอกาสที่จะเจอนางอีก

แต่เหยาอวี้จะรู้ความสับสนนี้ของเขาได้อย่างไร เด็กหญิงเดินลงไปเพื่อจัดการ…ไม่สิ สะสาง กับสกุลหลัวสักที

เด็กหญิงเพียงยืดตัวขึ้น แล้วหมุนตัวเดินลงบันไดอย่างรวดเร็ว

เมื่อเหยาอวี้เดินออกมาหน้าโรงเตี้ยม

เสียงโวยวายก็หยุดลงชั่วขณะ

สายตาทุกคู่หันมามอง

หลัวเหอที่กำลังร้องไห้ เมื่อเห็นเด็กหญิง ดวงตาก็วาบขึ้นด้วยความยินดี

ในที่สุดก็ออกมาแล้ว!

สายตาเขากวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า

ชุดผ้าไหมสีอ่อนเรียบง่าย ลวดลายไม่ฉูดฉาด แต่เนื้อผ้ากลับละเอียดและเงางาม ปิ่นปักผมเพียงชิ้นเดียว แต่ก็เป็นงานประณีต

ดูแล้วรู้ทันทีว่า เป็นของดีราคาแพง

หลัวเหอแค่นเสียงในใจ

หึ…แสร้งแต่งตัวเรียบง่ายเพื่อหลอกคนหรือ?

เขารีบก้าวเข้าไป ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แล้วหยิบลูกกวาดออกมา

“เหยาอวี้ หลานข้า…” น้ำเสียงสั่นเครือ “ในที่สุดเจ้าก็ยอมมาพบปู่แล้ว…ข้านำลูกกวาดมาให้เจ้าด้วย เด็กดี…คิดถึงปู่หรือไม่” เขายื่นลูกกวาดรสส้มออกไป มือสั่นเล็กน้อย ท่าทางดูน่าสงสารอย่างยิ่ง

เหยาอวี้มองลูกกวาดนั้น เพียงแวบเดียวก่อนจะเอียงศีรษะ แล้วพูดออกมาตรงๆ

“ข้าไม่ชอบลูกกวาดส้มเจ้าค่ะ” น้ำเสียงเรียบ แต่คมกริบ “มิใช่ว่าท่านผู้เฒ่าบอกว่ารักข้ามากหรือ เหตุใดเรื่องสำคัญแค่นี้ถึงไม่รู้เล่า” 

ความจริงนางมิได้ชอบหรือไม่ชอบ แต่คนในบ้านหลัวล้วนแต่ไม่เคยรู้ว่านางชอบอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าตอนนี้พวกเขาจะยื่นอะไรมาให้ นางย่อมพูดว่าไม่ชอบได้ทั้งหมด

ทว่าคำพูดนั้นทำให้หลัวเหอหน้าแข็งทันที มือที่ยื่นลูกกวาดค้างอยู่กลางอากาศ

ชาวบ้านรอบข้างที่ตอนแรกตั้งใจจะเข้าข้าง แต่เมื่อได้ยินเด็กหญิงกล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนเรื่องราวจะไม่เป็นไปอย่างที่พวกตาแก่นี่เล่า ก็เริ่มชะงัก

เฉินซื่อย่อมไม่อยากให้สถานการณ์เปลี่ยน จึงรีบก้าวออกมา ทำหน้าสลดสุดซึ้ง

“โถ่หลานข้า…เจ้ายังเลือกกินอีก ต่อให้ท่านปู่เจ้ารู้ว่าเจ้าชอบอะไร พวกข้าก็ซื้อได้เพียงลูกกวาดส้มเท่านั้น…อย่าโกรธเลยนะ…”

เสียงของนางสั่น ดวงตาแดงก่ำ

คนรอบข้างเริ่มพยักหน้า

“ใช่สิ…เด็กคนนี้ก็ใจแข็งไปหน่อย…”

“โชคดีแล้ว ยังจะเรื่องมากอีก…”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามกลับทันที “อ่อ…เช่นนั้นข้าชอบกินอะไรหรือเจ้าคะ?”

คำถามสั้นๆ แต่เหมือนตอกตะปูลงกลางใจ

เฉินซื่อถึงกับอึกอัก หลบสายตา พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

ชาวบ้านที่เพิ่งพูดเมื่อครู่ เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของพวกเฉินซื่อก็หน้าชา ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก บางคนเริ่มขมวดคิ้ว

“เอ๊ะ…แปลกๆ แล้วนะ…”

“ถ้ารักจริง ทำไมไม่รู้…”

มีคนกระซิบขึ้น

“แล้วเด็กนี่…ยังเล็กอยู่ไม่ใช่หรือ?”

“เมื่อกี้บอกว่าแต่งงานแล้ว?”

เสียงซุบซิบเริ่มเปลี่ยนทิศ

หม่าซื่อที่ตกใจเมื่อแค่เริ่มทุกอย่างก็ไม่เป็นตามแผน จึงรีบเบียงประเด็นแล้วพูดออกมาว่า

“ถึงอย่างไรนางก็ไม่ควรตัดขาดกับตระกูล! ยังให้คนไปทำลายเรือนพวกเราอีก…ตอนนี้พวกข้าแทบไม่มีที่อยู่!”

คำพูดนี้ทำให้บางคนเริ่มลังเลอีกครั้ง สายตาหันมามองเหยาอวี้อย่างกดดัน

แต่ทันใดนั้น บรรยากาศก็เย็นวาบลง

เจียงมู่ไป๋ก้าวออกมาจากด้านใน บรรยากาศสูงส่งรอบตัวเขากดดันยิ่งนัก

พวกสกุลจินก็มาออกเช่นกัน

เพียงปรากฏตัว เสียงซุบซิบก็เงียบลง

ใบหน้าคมสงบ สายตาเย็นเฉียบ ราวกับกดทับบรรยากาศทั้งหมดไว้

บรรยากาศที่กดดันนั้นทำให้รอบข้างไม่กล้าพูดอะไร ผสมกับความตกตะลึงในใบหน้าอันงดงามของชายหนุ่ม

บางคนที่่ได้เห็นเขาเมื่อวานครั้งหนึ่งก็จำได้ในทันทีว่าเขาลงจากรถม้าหรูหรามีตราสกุลเจียง

“นั่นมัน…”

“อั้นโฉ่วเจียง…”

“เจียงมู่ไป๋!”

หลัวชิงที่เห็นเขาอีกครั้ง หัวใจเต้นแรง ทั้งหวั่นกลัว ทั้งอิจฉา ยามนี้คาดเดาได้แล้วว่าคนที่เหยาอวี้แต่งให้ต้องเป็นชายผู้นี้แน่นอน ในใจจึงรู้สึกริษยาเกินควบคุม

หลัวหนิวถึงกับตะลึงเช่นกัน นางไม่เคยเห็นใครหน้าตาดีเช่นนี้มาก่อน แม้แต่หลัวอันที่เป็นเด็กชายยังจ้องอย่างโง่งม

แม้แต่เฉินซื่อกับหม่าซื่อ ยังอดตกใจไม่ได้

คนป่วยใกล้ตาย?

นี่หรือ?

ไม่เห็นเหมือนกับที่พวกหลัวเซินกล่าวมาสักนิด ตอนนี้ทั้งคู่รู้สึกเสียใจที่ไม่ส่งบุตรสาวของตนไปแทน

หลัวเหอกลับตัวสั่น ภาพเรือนที่ถูกพังยังติดตา

เขารีบทุบอก “รังแกคนแล้ว!”

“เจ้าสาม! เจ้าจะให้สามีเจ้ารังแกพวกเราอีกหรือ! ทั้งๆ ที่ข้าหวังดีกับเจ้ามาตลอด”

เฉินซื่อได้ช่องก็ออกจากอาการตกใจ รีบเข้ามาร้องไห้ตาม

“ฮื่อ นายท่าน เหตุใดพวกเราจึงได้มีเวรกรรมเช่นนี้”

หม่าซื่อก็เอาด้วย “ช่างอกตัญญูเสียจริง ตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น นับว่าข้าได้รู้แจ้งแล้ว ว่ามีหลานอกตัญญูเช่นเจ้า”

แต่หลัวชิงกลับใช้โอกาสนี้ชิงความสนใจ “คุณชายเจียง ท่านมิอาจฟังความข้างเดียวได้นะเจ้าคะ เป็นเพราะเจ้าสามรังเกียจพวกเราจน…นางจึงใส่ความให้ท่านออกหน้าแทน…อีกทั้งนางยังเล็ก…ย่อมดูแลท่านไม่ได้ดี…”

นางกัดริมฝีปาก แล้วพูดต่อเบาๆ

“หากท่านต้องการ…”

“ข้า…ข้า…ให้ข้า… ”

สายตาเต็มไปด้วยความเขินอาย

ทว่าเจียงมู่ไป๋จะทนฟังสตรีหน้าด้านเช่นนี้ได้หรือ อาไฉไม่รอให้เจ้านายสั่ง

คำพูดยังไม่ทันจบ

โครม!

น้ำเย็นก็ถูกสาดลงใส่ทั้งกลุ่ม

หลัวชิงกรีดร้อง “อ๊าย!”

เสื้อผ้าเปียกโชก ผมเผ้ายุ่งเหยิง

อาไฉยืนอยู่ด้านหน้า สีหน้าเรียบ “พูดจาให้เหมาะสม”

ชาวบ้านบางคนจึงเริ่มไม่พอใจเพราะถูกน้ำกระเด็นใส่ด้วย

“ทำเกินไปแล้วนะ!”

“รังแกคนเกินไป!”

เฉินซื่อเห็นว่ากระแสเริ่มเอนเอียงเข้าหาตน ดวงตาก็วาววับขึ้นมาทันที สีหน้าที่เมื่อครู่ยังร้องไห้สะอึกสะอื้น ยามนี้กลับแฝงความโลภอย่างปิดไม่มิด

“ใช่! รังแกคนเกินไปแล้ว หลานสาวข้าแค่แปดขวบเท่านั้น หากท่านต้องการเจ้าสาวเปลี่ยนเป็นหลัวชิงไม่ดีกว่าหรือ” ตอนนี้นางเปลี่ยนแผนแล้ว จะรอให้นังเด็กนั่นส่งเงินมาทำไม ส่งบุตรสาวของตนเข้าจวนใหญ่ไม่ดีกว่าหรือ

เฉินซื่อช่างฉลาดจริงๆ คิดว่าเด็กหญิงแปดขวบจะทำสิ่งใดได้ สู้เอาบุตรสาวของตนแต่งแทนยังดีเสียอีก ต่อไปนางในฐานะแม่ยายก็ได้เสวยสุข ไม่ต้องมาขอร้องเงินค่าเลี้ยงดูจากเหยาอวี้อีกต่อไป ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น

“ลูกสาวข้าหน้าตาดี อ่อนโยน รู้จักงานบ้านงานเรือน ย่อมดูแลคุณชายได้ดีกว่าเด็กกำพร้านั่นแน่นอน!” สายตานางเหลือบมองเจียงมู่ไป๋ เต็มไปด้วยความคาดหวัง ราวกับกำลังเสนอของล้ำค่า

หลัวชิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง รีบก้มหน้าทำท่าขวยเขิน สองมือบิดชายเสื้อเบาๆ แต่สายตากลับลอบมองชายหนุ่มไม่วาง

หม่าซื่อเห็นดังนั้นจะยอมได้อย่างไร นางรีบแทรกขึ้นทันที “หากท่านชอบเด็กหญิง หลัวหนิวของเรานั้นดีกว่ามาก เป็นเด็กดีกว่าเหยาอวี้แน่นอน นางเป็นเพียงลูกกำพร้า บิดาตาย ไร้การอบรม หากอยู่นานไป ย่อมมีแต่ความอัปมงคล”

หลัวนิวตอนแรกก็ตกใจ แต่เมื่อคิดว่าอนาคตจะได้พี่ชายผู้งดงามมาเคียงข้าง ในใจก็รู้สึกยินดี

เจียงมู่ไป๋ถึงกับหน้าดำคล้ำให้คำพูดไร้ยางอายของทั้งคู่!

ฝั่งจินต้าฉางได้ยินก็ยิ่งรู้สึกระคายหูนัก คนพวกนี้ช่างพูดได้ไม่อายจริง แม้แต่ชาวบ้านโดยรอบก็เริ่มรู้สึกแขยะแขยงแล้ว

จินเซียงก็ยิ้มเยาะ “แค่เด็กชาวบ้านจะมาเทียบอันใดกับหมออวี้ได้ อย่างพวกเจ้านะหรือจะมาแทนที่หมออวี้น่ะ” หญิงสาวพูดอย่างไม่พอใจ ที่มีคนมากลบหลู่คนที่นางนับถือ

จินต้าฉางแสร้งดุบุตรสาว “อาเซียง เจ้าอย่าพูดมาก” เพราะไม่รู้ว่าเหยาอวี้จะอยากให้ครอบครัวปลิงนี่รู้เรื่องนี้หรือไม่

แต่คนรอบข้างมองเด็กหญิงจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว นางคือหมออวี้นั่นที่หายไป พวกนางตอนนั้นช่างโง่เขลานัก นางอุตส่ามาตรวจร่างกายให้ กลับตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น

“หมออวี้…?”

“เด็กนั่นน่ะหรือ?”

“ที่เคยมารักษาคนในโรงเตี้ยมจินฟู่?”

“ใช่! นางนี่แหละ! แม้ตอนนั้นนางจะปิดบังใบหน้า แต่ส่วนสูง และแววตานี้ข้าจำได้”

สายตาหลายคู่หันไปมองเหยาอวี้

จากเดิมที่มองเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง

ยามนี้กลับเต็มไปด้วยความตกตะลึง

และสำนึกบางอย่าง

“ข้าจำได้แล้ว…”

ชายคนหนึ่งพูดเสียงเบา

“ลูกข้าเคยได้เทียบยาจากนาง…”

หญิงอีกคนก็กุมปาก

“ตอนนั้นข้ายังว่า นางเด็กเกินไป แต่สุดท้ายก็รักษาหายจริงๆ…”

เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างขมขื่น

“หลายเดือนมานี้…”

“มีคนป่วยตั้งมาก…”

“โรงหมอหยางรักษาไม่ได้…”

“ตายไปไม่รู้กี่คนแล้ว…”

บรรยากาศเริ่มหนักอึ้ง ความรู้สึกผิด ค่อยๆ แทรกซึมในใจผู้คน พวกเขามองเหยาอวี้อีกครั้ง สายตาเปลี่ยนจากเฉยชา เป็นละอายใจและเคารพ