LNCrawler

ตอนที่ 123

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 123

ตอนที่ 123


 

หลัวเหอที่ได้ยินก็มีสีหน้าตกตะลึงจนลืมหายใจไปชั่วขณะ

จะเป็นไปได้อย่างไร หมออวี้ที่เขาเลื่องลือว่าเก่งกาจ กลับเป็นหลาน…เป็นเจ้าสามของเขาหรือนี่?

เขาจ้องเหยาอวี้เขม็ง ราวกับพยายามมองให้ทะลุเข้าไปถึงตัวตนแท้จริง

“เจ้า…เจ้าเป็นหมออวี้จริงๆ หรือ?” น้ำเสียงสั่น ทั้งตกใจ ทั้งไม่อยากเชื่อ

แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะนิ่งลง หม่าซื่อกลับพุ่งตัวออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “ดีนัก!” นางชี้นิ้วใส่เหยาอวี้

“ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง! เจ้ามันไร้คุณธรรม! ตอนที่พวกข้าปางตาย เจ้ากลับไม่ยอมรักษา!”

เสียงของนางแหลมสูง เต็มไปด้วยการกล่าวโทษ เพราะตั้งแต่รอดตายครั้งนั้น สุขภาพของนางก็ไม่ดีเรื่อยมา

ทว่าเด็กหญิงเพียงหัวเราะเบาๆ เสียงนั้นเย็นเฉียบ

“เหอะ…” นางเงยหน้ามองหม่าซื่อ แววตานิ่งสนิท ไร้คลื่นอารมณ์

“แม้แต่ข้าวบ้านเจ้า…ข้ากับมารดายังไม่มีสิทธิ์ร่วมกิน ช่างกล้าพูดถึงคุณธรรม” คำพูดเรียบง่ายแต่กลับเหมือนเข็มทิ่มแทง

หม่าซื่อชะงักไปทันที

เหยาอวี้ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย

“หากไม่ใช่ข้าแอบให้คนส่งจดหมายไปบอกลูกชายเจ้า…เจ้าคิดจริงหรือว่า พ่อสามีเจ้าจะยอมพาเจ้ากับลูกไปโรงหมอในตำบล?”

คำพูดนี้ทำเอาหลัวเหออับอาย เพราะตอนนั้นเขาคิดสั้นเกินไป ไม่อยากเสียค่าหมอและหยูกยา

หม่าซื่อถึงกับพูดไม่ออกทันที เหยาอวี้จึงพูดต่อ

“แล้วต่อให้ยามนั้นข้าบอกว่าจะรักษา…คนแบบพวกเจ้าจะเชื่อหรือ?”

คำถามนี้ ทำให้ทั้งสกุลหลัวเงียบงันไปในทันที เพราะคำตอบนั้น ทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจ

เหยาอวี้มองพวกเขาทีละคน ก่อนจะกล่าวปิดท้าย

“ก่อนจะโทษผู้ใด…ก็ลองย้อนดูพฤติกรรมของตนเองเสียก่อนว่าสิ่งที่ได้รับ…สมควรแล้วหรือไม่ และอีกอย่างข้ากับพวกท่านตัดขาดกันไปนานแล้ว! เหตุใดจึงมาร้องแรกแหกกระเชอที่นี่”

หลัวเหอได้ยินก็โมโหทันที ไม่คิดจะเล่นละครปู่หลานรักใคร่อีกต่อไป ชี้หน้าอย่างโกรธเคืองเพราะเพิ่งรู้ว่านังเด็กตรงหน้าทั้งเก็บงำความสามารถ และใจจืดใจดำกับครอบครัว

“ไม่ว่าอย่างไรข้าก็คือปู่ของเจ้า ต่อให้มีหนังสือตัดขาด เจ้าก็ยังแซ่หลัว ถึงเจ้าจะไม่อยากยอมรับก็ต้องยินยอม หาไม่แล้วข้าจะฟ้องร้องต่อทางการว่าเจ้าอกตัญญู!!!”

เขารู้แล้วว่าไร้หนทางย้อนคืน จึงกลับมาสู่เรื่องความกตัญญูอีกครั้ง เพื่อใช้มันมาต่อรองให้เด็กหญิงต้องส่งเงินให้พวกตน

“เช่นนั้นก็ไปฟ้องเสียสิ!”

เหยาอวี้หัวเราะเบาๆ น้ำเสียงก็เย็นลงทันที “และข้าบอกพวกท่านอย่างหนึ่ง ตอนนี้ข้ามิได้เพียงถูกพวกท่านเขียนหนังสือตัดขาดขับไล่ออกจากตระกูล

แต่ข้า…ไม่ใช่คนสกุลหลัวอีกต่อไป ยามนี้ข้าคือเจียงเหยาอวี้ บิดาในทะเบียนครอบครัวคือเจียงอวี้เหิง มารดาชื่อเฉียนซูอวิ๋น สกุลเจียงคือญาติพี่น้องข้า แล้วเหตุใดข้าจะต้องกตัญญูต่อคนต่างสกุล พวกท่านไปฟ้องเลย….ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าทางการจะพิจารณาอย่างไร”

พวกหลัวเหอถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงตรงหน้า

แม้แต่ชาวบ้านรอบๆ ก็เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่านี่คือเรื่องอันใดกันแน่

หม่าซื่อตกใจ “เป็นไปได้อย่างไร พวกเราส่งเจ้าไปแต่งงะ-”

“หุบปาก!” เฉินซื่อตะคอก นางเกลียดอาการตื่นตูมของหม่าซื่อนัก คำพูดเช่นนี้มิใช่ยอมรับแล้วหรือว่าพวกนางสร้างข่าวเท็จ เพราะแท้จริงเหยาอวี้มิได้แต่งงาน แต่เป็นการถูกรับเลี้ยงต่างหาก

นึกถึงตอนนี้พวกนางพยายามยัดเหยียดบุตรสาวแล้วก็รู้สึกอับอายนัก

เหยาอวี้ได้ยินคนตกหลุมพรางก็หัวเราะทันที  “ช่างมีความคิดโสมมจริงๆ” นางเอียงศีรษะทำหน้าซื่อ “ข้าเพียงแปดขวบเท่านั้น…ยังคิดจะส่งไปออกเรือน…พวกท่านกล้าแต่งเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไรเจ้าคะ?”

หม่าซื่อจะพูดแทรกอีกครั้งว่า

ไม่จริง พวกนางมิได้โกหกแต่งเรื่อง

แต่ก็กลัวว่าจะถูกแม่สามีด่าอีก

“เหตุใดข้ากับมารดาจึงถูกตัดขาดจากตระกูล …อยากให้ข้าพูดหรือไม่?”

หลัวเหอหน้าซีด พยายามจะขยับแต่ถูกคนของสกุลเจียงขวางไว้

เสียงเด็กหญิงดังชัดเจน

“เพราะเงินอย่างไรเล่า”

ทั้งตลาดเงียบกริบ รู้สึกว่าเรื่องนี้ชักไม่ถูกต้องขึ้นทุกที

“แรกเริ่มก็ตั้งแต่ที่ข้ากับมารดาเร่ร่อนจากทางเหนือ เพื่อยึดเงินสงเคราะห์บิดาข้าที่เสียชีวิต และการงดเว้นภาษีที่ดินชั่วคราวถึงสามปี พวกท่านจึงต้องรับพวกข้าไว้ และวาดฝันไว้แล้วว่าครบสามปีก็จะขับไล่พวกข้าทันที”

นางหยุดพูดเล็กน้อยก่อนจะจ้องไปยังหลัวเหออย่างเหยียดหยาม

“ตาเฒ่าท่านกล้าพูดจริงๆ หรือว่าเพราะเอ็นดูข้า แม้แต่เงินทั้งหมดของมารดาข้า พวกท่านก็ยึดเก็บไว้ กระทั่งเงินที่พวกข้าทำงานที่โรงเตี้ยมก็ยังเอาไปหมด แต่ข้าวสักเม็ดก็ยังแบ่งแยก ให้พวกข้าไปหากินกันเอง ยามนั้นข้าตกเขาเจ็บเจียนตาย หากมารดามิได้ยอมเป็นวัวเป็นควายทำงานทุกอย่างเพื่อแลกสมุนไพรเก่าๆ ค้างปีในเรือน ข้าคงตายไปนานแล้ว

ยามนี้กลับมาบอกว่ารักและเอ็นดู มิใช่เพราะว่าเห็นข้าได้ดีแล้วจึงเสียใจภายหลัง มาเล่นงิ้วผูกสัมพันปู่หลาน ท่านไม่กระดากปากบ้างเลยหรือ”

เด็กหญิงเห็นทุกคนเริ่มถกเกียงกัน จึงพูดต่อว่า

“เรื่องนี้หากจะสืบก็ไม่ยาก เพียงให้คนจากหมู่บ้านหลัวซานมาบอกก็รู้ได้!”

เสียงฮือฮาดังขึ้น

“จริงหรือเนี่ย…”

“โหดร้ายเกินไปแล้ว…”

“เงินคนตายยังกล้ายึดมาจากครอบครัวเขา”

“ไหนว่าส่งไปแต่งงาน”

“แต่ต่อให้แต่งงานก็เลือดเย็นเกินไปแล้ว”

“แต่งงานกับเด็กแปดขวบ?”

“นี่มันขายชัดๆ!”

“ขายหลานกำพร้า!”

“เลวทราม!”

“ยังกล้ามาโวยวายอีก!”

“ขายไปแล้วยังจะมาเกาะอีก”

“คนพวกนี้แค่อยากกินข้าวนิ่ม[1]เท่านั้น” 


 

แน่นอนว่าตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเอนเอียงแล้ว เพราะเด็กหญิงกล่าวถึงบุคคลอื่น หรือพยานอื่นที่ไม่ใช่แค่พวกของตน อีกทั้งข้อมูลก็ไม่ตรงกัน

เมื่อฟังจากปากเด็กหญิง ทุกคนก็คิดไปทางเดียวกันว่าพวกสกุลหลัวส่งนางไปขายต่างหาก โชคดีที่ได้บ้านร่ำรวยรับเลี้ยง มิเช่นนั้นเด็กน้อยน่าตาน่ารักคงโชคร้ายเสียแล้ว

เช่นนั้นหนังสือตัดขาดนั้นก็เขียนเพราะจะขายนางมิใช่หรือ

แต่กลับมาร่ำร้องรับเข้าตระกูล

ถุ้ย…ช่างน่าไม่อาย

คนพวกนี้…สมควรแล้ว!!!


 

ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจต่อพวกหลัวเหอเช่นนี้

หลัวจิ้น กับหลัวเหวิน ก็ได้เชิญจือเสี่ยนซื่อโค่วจากหย่าเหมินมาพอดี

ทั้งสองมองสภาพเปียกปอนของครอบครัว ก็รู้สึกไม่พอใจ คิดว่าเพราะพวกเหยาอวี้กำลังเถียงพ่ายแพ้พวกของตน ฝั่งสกุลเจียงจึงคิดใช้กำลัง

ตอนนี้ฝั่งตนมีคนจากทางการมาด้วย เขาย่อมไม่กลัวคนจากสกุลร่ำรวยแล้ว

“สกุลเจียง วันนี้ข้าจะสู้ตายกับเจ้า” หลัวจิ้นโผล่มาจากไหนไม่รู้ก็ชูกำปั้นพุ่งใส่ทันที อาไฉที่อยู่ด้านหน้าถึงถีบไปหนึ่งทีเบาๆ หลัวจิ้นก็กระเด็นออกมา จุกจนพูดไม่ออก

อย่าเห็นว่าอาไฉเป็นชายกลางคนซื่อๆ ผู้หนึ่ง แท้จริงแล้วเขามีวรยุทธ์ไม่น้อย ดังนั้นลูกถีบเบาๆ นั้น คงทำหลัวจิ้นช้ำในอย่างแน่นอน                                                                                                        

หลัวเหอเห็นบุตรชายนอนตัวงอก็ตกใจ รีบไปจับชีพจรก็ร้องโวยวายทันที

“ฆ่าคนแล้วๆๆ ” เขาร้องห่มร้องไห้

จือเสี่ยนซื่อโค่วที่ถูกหลัวเหวินใช้ตำแหน่งซิ่วไฉไปเชิญตนมา ในตำบลเล็กๆ แห่งนี้มีซิวไฉไม่มาก เขาย่อมให้เกียรติมา เมื่อเห็นคนถูกทำร้ายต่อหน้าย่อมรู้สึกไม่ดี

แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่จะต่อกรได้ง่าย จึงรู้สึกเสียใจนักที่ไม่ฟังความให้หมด

เพราะหลัวจิ้นเล่าแต่ว่า หลานสาวอกตัญญูส่งคนมาทำร้าย จึงอยากร้องขอความเป็นธรรม

เขาจึงพยายามแสดงสีหน้าขึงขัง แต่ก็กล่าวถามอย่างนอบน้อมว่าเหตุใดจึงทำเช่นนี้

เจียงมู่ไป๋จึงก้าวออกมา ชนหมัดให้ เพราะถือว่าอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นขุนนางผู้หนึ่ง

“ข้าเพียงป้องกันตัวเท่านั้น”

ประโยคนั้นประโยคเดียวทำเอาซื่อโค่วแห่งชิงเฟิงหย่าเหมินถึงกับพูดไม่ออก เพราะเป็นจริงอย่างที่ชายหนุ่มกล่าวจริงๆ หลัวจิ้นพุ่งชนไปเช่นนั้น ผู้ใดเล่าจะต้องยอมให้ถูกตี

ยิ่งเห็นท่าทางสูงศักดิ์ และไม่เกรงกลัวของชายหนุ่ม เขายิ่งไม่กล้าล่วงเกิน

“มิทราบว่าท่านคือ?”

“นายน้อยของข้าแซ่เจียง ตามลำดับคือหลานคนที่สองของผู้เฒ่าเจียงแห่งเหออันขอรับ” อาไฉออกมาตอบให้เจ้านายตน ก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจว่า “แล้วมิทราบว่าท่านมาที่นี่เพื่ออันใดขอรับ”

ลำดับสอง สกุลเจียง… นี่มิใช่ว่าคืออั้นโฉ่ว ในปีนั้นหรือ?

ยามนี้จือเสี่ยนรู้สึกเหมือนอมหวงเหลียนไปแล้ว ในใจมืดดำจนอยากจะด่าเจ้าเด็กซิ่วไฉ ที่กล้าใช้ฐานะตนเองมาเรียกตนออกมา

ชิ่วไฉดาดดื่น จะมาเทียบชั้นกับอั้นโฉ่วได้อย่างไร!

จือเสี่ยนถลึงตาใส่หลัวเหวินทันที

ตอนนี้แม้แต่หลัวเหวินยังงงเป็นไก่ตาแตก เขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นถึงอั้นโฉ่ว ในใจก็รู้สึกหวาดกลัว เพราะเขาเองก็เตือนพวกท่านปู่แล้วว่าจะทำการอันใดต้องมีหลักฐาน

นี่หลักฐานอันใดก็ไม่มี ยังให้เขาให้ชื่อซิ่วไฉไปเชิญเจ้าหน้าที่ทางการมาอีก ยามนี้เมื่ออยุ่ต่อหน้าอั้นโฉ่ว ซิ่วไฉเช่นเขาจะมีอันใดกล้าเทียบกัน

“เอ่อ ข้ามาเพราะได้รับร้องเรียนว่า หลานสาวของบุรุษผู้นั้นส่งคนมาทำร้าย” จือเสี่ยนบอก

ไม่รอให้คนได้ตั้งตัว หลัวเหอพี่เห็นซื่อโค่วจากหย่าเหมินมา ก็รีบปล่อยข้อมือบุตรชายแล้วร่ำไห้ต่อทันทีว่า “พวกเขาส่งคนมาทำลายเรือนของข้าที่หมู่บ้านหลัวซานจริงๆ ใต้เท้าสามารถให้คนมาตรวจสอบได้”

เขาพูดแล้วมองหน้าเหยาอวี้อย่างเย้ยหยัน เจ้ากล้าอ้างหาพยาน เรื่องนี้ข้าก็มีพยานเช่นกัน 



 

[1] กินข้าวนิ่ม( 吃软饭 - chī ruǎn fàn) เป็นสแลงเปรียบเปรยถึง ผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน หรือแมงดา หรือหมายถึง คนที่ไม่ทำงานทำการ ไม่ทำมาหากินเอง แต่พึ่งพาเงินหรือเลี้ยงชีพด้วยการเกาะผู้อื่นกิน