ตอนที่ 124
ตอนที่ 124
ตอนที่ 124
ทว่าเจียงมู่ไป๋กับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การทวงของจากโจร ไยต้องปฏิบัติดีด้วย”
หลัวเหอได้ยินก็หน้าแดง
แต่หม่าซื่อที่ไม่พอใจที่สามีของตนถูกทำร้ายจึงตะโกนกลับอย่างไม่พอใจว่า
“ผู้ใดเป็นโจร เจ้าพูดให้ดีนะ จะกล่าวหากันมิได้!”
“สะใภ้ใหญ่ เจ้าหุบปากซะที” ทว่าหลัวเหอกลับตวาดอย่างตกใจ เขาเพิ่งนึกได้ว่าพวกตนรับสินสอดของสกุลเจียงมาโดยที่พวกเขาไม่รู้ ทั้งยังถูกทิ้งเละเทะไว้ในเรือนตอนนี้
“เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร” จือเสี่ยนเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว จึงถามอย่างกดดัน เจ้าหน้าที่หลายคนที่ตามมาเริ่มมองอย่างไม่พอใจ
ชาวบ้านรอบๆ ก็เริ่มขยับหนีแล้ว เพราะตอนนี้พวกนางรู้แล้วว่าเรื่องราวไปไกลกว่าที่พวกตาเฒ่านี้เล่าเสียแล้ว
“ความจริงเรื่องนี้ก็นานมากแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากรื้อฟืน เพราะถึงอย่างไรบิดาข้าก็รับนางเป็นบุตรสาวแล้ว” เจียงมู่ไป๋ไม่อยากตอกย้ำสถานะนี้ของนางนัก แต่ในเมื่อมีความจำเป็นเขาจึงต้องนำมากล่าวอ้าง เพราะหากถูกกล่าวหาว่าอตัญญูนั้นร้ายแรงกว่ามาก
จึงกล่าวต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ในเมื่อพวกเขาอยากให้เป็นเรื่องใหญ่ เช่นนั้นข้าขอฟ้องร้องต่อใต้เท้า ในตอนที่ข้าต้องทวงสินสอดของหมั้นคืน ปรากฎว่าสินสอดของสกุลเจียงที่ควรอยู่ในจวนนายอำเภอ มีบางส่วนหายไปอยู่ที่เรือนของพวกเขา ข้าเพียงส่งคนไปทวงถาม แต่พวกเขากลับละโมบไม่ยอมส่งคืน เพียงชาหลงจิ่งสี่กระปุกก็มีค่าหลายร้อยตำลึงแล้ว หากพูดว่าข้าทำลายเรือนของพวกเขา เรือนโทรมๆ เช่นนั้นคุ้มค่ากับชาสี่กระปุกด้วยหรือ นี่ยังไม่นับของอื่นๆ อีก”
“ไม่ใช่ เป็นพวกเจ้าที่ทำลายมันเองต่างหาก” เฉินซื่อตกใจตื่นกลัว หากเรื่องกลายมาเป็นการจับโจรแล้วล่ะก็ เช่นนั้นพวกนางก็ไม่ต่างกับเรียกเจ้าหน้าที่มาจับตนหรอกหรือ
“จะพูดอะไรก็ต้องมีหลักฐาน” เจียงมู่ไป๋พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ “พวกข้าจะทำลายของตนเองไปเพื่ออันใด แต่ในรายการสินสอดของข้าย่อมมีรายชื่อของเหล่านี้แน่นอน”
สกุลหลัวคงคาดไม่ถึงว่า ไม่ได้มีแค่ตนที่แสดงงิ้วเป็น คนชายรองสกุลเจียงก็แสดงเป็นเช่นกัน ทั้งยังทำได้ดีเสียด้วย
และพอชายหนุ่มกล่าวเช่นนี้ ก็เหมือนจะมีเรื่องที่อั้นโฉ่วแห่งเหออันเคยหมั้นหมายกับคุณหนูจวนนายอำเภออยู่ แน่นอนว่าชาวบ้านย่อมคิดไม่ถึงเรื่องสลับตัวเจ้าสาว
แต่แค่คำพูดของชายหนุ่ม กับสีหน้าของคนสกุลหลัว ก็รู้แล้วว่าคนพวกนี้ขโมยสินสอดนั้นมาจริงๆ
หม้อดำใบนี้ พวกสกุลหลัวหรือจะกล้าแบกรับ แต่พวกเขาไร้ซึ่งข้อแก้ตัว
บรรยากาศหน้าร้านที่เดือดพล่านเมื่อครู่ ยามนี้กลับเย็นเฉียบลงอย่างฉับพลัน
สายตาของผู้คนที่มองไปยังสกุลหลัว เริ่มเปลี่ยนจากเห็นใจ เป็นระแวดระวัง และรังเกียจ
จือเสี่ยนซื่อโค่วที่ยืนอยู่ด้านหน้า สีหน้าขึงขังยิ่งขึ้น แววตาที่เมื่อครู่ยังมีความลังเล ยามนี้กลับแข็งกร้าว เขาแค่นเสียงเบาๆ
“หึ…”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่กลับทำให้พวกหลัวเหอสะดุ้งทั้งแถบ
จือเสี่ยนกวาดตามองทุกคน ก่อนจะกล่าวช้าๆ ทีละคำ
“เรื่องนี้…หากสืบแล้วพบว่าเป็นจริง ถือเป็นการลักทรัพย์ของตระกูลใหญ่”
คำพูดนี้เหมือนค้อนหนักทุบลงกลางใจ
หลัวเหอหน้าซีดทันที เฉินซื่อถึงกับเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
จือเสี่ยนกล่าวต่อ “ผู้ที่ยักยอกสินสอด…มีโทษตั้งแต่ โบยไม้หนัก ยึดทรัพย์ และจำคุก”
เขาหรี่ตาเล็กน้อย “หากมูลค่าสูง…อาจถึงขั้นเนรเทศไปขุดเหมือง”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบๆ ชาวบ้านบางคนถึงกับถอยหลังออก กลัวจะถูกพัวพัน
หลัวหนิวกับหลัวอันหน้าซีดเผือด ตัวสั่นจนยืนแทบไม่อยู่ ส่วนหลัวชิงยามนี้ถึงกับเป็นลมล้มลงไปเลย
หม่าซื่อยิ่งแล้วใหญ่ น้ำตาที่เมื่อครู่เป็นเพียงเสแสร้ง ยามนี้กลับไหลออกมาจริงๆ นางทรุดลงกับพื้น “ไม่…ไม่ใช่…พวกข้าไม่ได้ขโมย…”
เสียงสั่นจนแทบฟังไม่เป็นคำ
แต่จือเสี่ยนไม่แม้แต่จะมอง เขาหันไปยังหลัวเหวิน สายตาเย็นเฉียบ
“ส่วนเจ้า…ในฐานะซิ่วไฉ กลับร่วมรู้เห็น หรือปกปิดความผิด” น้ำเสียงกดต่ำลง “ถือว่าประพฤติมิชอบ หากตรวจพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง…จะถูกถอดถอนจากสถานะซิ่วไฉทันที”
คำพูดนั้นทำให้หลัวเหวิน เหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางศีรษะเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใบหน้าซีดเผือด
“ข้า…ข้า…”
คำพูดติดอยู่ในลำคอ ไม่สามารถกล่าวออกมาได้
สถานะซิ่วไฉ คือความหวังเดียวของเขา แต่ยามนี้กลับกำลังจะถูกดึงลงมาจนหมดสิ้น
ยามนั้นเขาไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ ตอนที่สอบเสร็จกำลังจะกลับไปยังจวนนายอำเภอ กลับถูกคนเฝ้าประตูขับไล่และหมายจะทุบตี จนต้องไปหาพวกปู่เล็กหลัวเซินที่ชานเมือง
จึงได้รู้ความจริง ว่าแท้จริงแล้วทุกการต้อนรับของจวนนายอำเภอ ล้วนเป็นเพราะเหยาอวี้! ยามนั้นจึงได้หนีตามพวกเขามา
ต่อมาก็พยายามอย่างหนักเพื่อสอบสนามอื่นๆ จนได้เป็นซิ่วไฉ!
จือเสี่ยนสะบัดแขนเสื้อ ก่อนจะกล่าวเสียงแข็ง
“ผู้ใดผิด ย่อมต้องรับโทษ! หากข้าตรวจสอบว่าเป็นจริง พวกเจ้าไม่อาจรอดพ้นแน่นอน”
พวกหลัวเหอเข่าทรุด ปากสั่น
“ใต้เท้า…โปรดเมตตา…”
เมื่อเห็นแววตาที่เย็นชาก็รู้สึกหวาดกลัว
เขาจึงหันไปหาเหยาอวี้ ราวกับจับฟางเส้นสุดท้าย
“เจ้าสาม…หลานข้า…”
เขาคลานเข้าไป สองมือยื่นออกไปอย่างน่าสมเพช หวังจะคว้าชายเสื้อเด็กหญิงไว้ เพื่อขอร้องให้นางช่วยพูด
แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ร่างสูงก็ขยับเพียงเล็กน้อย เจียงมู่ไป๋ก้าวออกมาขวางตรงหน้า เงาของเขาทาบลงมา ปิดกั้นทุกอย่างอย่างสิ้นเชิง แววตาคมเย็นมองลงมาช่างไร้ความรู้สึก
คนของสกุลเจียงด้านหลัง ก็ขยับเข้ามาทันที มือหนึ่งดันหลัวเหอออกไป เต็มไปด้วยความ รังเกียจที่ไม่ปิดบัง
หลัวเหอถูกผลักถอยหลัง ล้มก้นกระแทกพื้นอีกครั้งฝุ่นฟุ้งขึ้นเล็กน้อย
ยามนี้ เขารู้แล้วจริงๆ ว่า ตนเล่นผิดคนเข้าแล้ว
จากเรื่องหลานสาวอกตัญญู ที่คิดจะใช้คำพูดบีบบังคับให้กลายเป็นเครื่องมือหาเงิน
กลับกลายเป็นคดีลักทรัพย์ของตระกูลใหญ่ ที่อาจทำให้ทั้งครอบครัวพินาศ
หลัวเหอนั่งนิ่ง สายตาเหม่อลอยความหวังสุดท้ายดับลงทีละน้อย
ยามนี้ ต่อให้เขาอยากใช้คำว่าญาติพี่น้องมาบีบบังคับเหยาอวี้อีก ก็ไร้ความหมาย เพราะตราบใดที่มีสกุลเจียงอยู่เบื้องหลัง
คนอย่างพวกเขา
ย่อมไม่มีวันได้แตะต้องนาง
เมื่อเรื่องราวถูกเปิดออกทีละชั้น ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่โดยรอบ ก็ค่อยๆ เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นทีละน้อย ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นกระแสเดียวกัน
“ที่แท้ก็ขโมยสินสอด…”
“แล้วจะเอาหลานไปขายอีก…”
“พอเห็นเด็กได้ดี ก็คิดจะมาเกาะกิน…”
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งถึงกับส่ายหน้า
“เลวจริงๆ… ข้าเกือบเชื่อไปแล้ว”
ชายอีกคนพ่นลมหายใจแรง
“คนแบบนี้ยังกล้ามาร้องหาความเป็นธรรมอีกหรือ”
“หน้าด้านเสียจริง”
เสียงหนึ่งพูดอย่างดูแคลน
“เมื่อครู่ยังเสนอจะยกลูกสาวให้เขาอีก…”
“นี่มันคิดอะไรอยู่กันแน่”
“ก็คิดจะเกาะผู้มีอำนาจน่ะสิ!” อีกคนตอบทันที
บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จากความเห็นใจ กลายเป็นรังเกียจและเหยียดหยาม สายตาที่มองพวกสกุลหลัว ไม่ต่างจากมองของสกปรก
แล้วก็ไม่รู้ใครเริ่มมีผักเน่า และน้ำเหม็นๆ ถูกสาดโยนออกไป พวกหลัวเหอถึงกับหวีดร้องราวกับได้รับความไม่เป็นธรรม
ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น เจียงมู่ไป๋กลับยืนอยู่เฉยๆ สีหน้าเรียบสนิท ราวกับทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตน
เขาไม่คิดจะแก้ไขคำเข้าใจผิดใดๆ เหล่านี้ หรือช่วยเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ถูกต้อง เพราะแต่เดิมคนพวกนี้ก็ทำผิดต่อเหยาอวี้อยู่แล้ว
ตราบใดที่ ชื่อเสียงของนางไม่ถูกกระทบ เรื่องอื่นล้วนไร้ความสำคัญ แม้แต่เรื่องงานแต่งที่ถูกบิดเบือน เขาก็ไม่คิดจะแก้ต่าง
หากไม่ใช่เพราะสกุลหลัวละโมบ หม้อดำใบนี้เขาก็ไม่ต้องสร้างขึ้น แม้ว่าพวกนั้นอยากจะแก้ตัว แต่ก็จนด้วยหลักฐาน
ชายหนุ่มเหลือบมองอาไฉเพียงเล็กน้อย
คนสนิทก็เข้าใจทันที
ก้าวออกไปข้างหน้า ก่อนจะกล่าวเสียงดังชัดเจน
“นายน้อยของข้า…ประสงค์จะรับซื้อสมุนไพรจำนวนมาก!” เสียงนั้นดังพอให้คนทั้งตลาดได้ยิน
ผู้คนที่ยังคงมุงดูอยู่ ต่างพากันเงียบลงทันที
อาไฉกล่าวต่ออย่างคล่องแคล่ว
“เนื่องจากอาการป่วยของคุณชาย…แม้จะได้รับการรักษาจนดีขึ้นแล้ว แต่ได้ใช้สมุนไพรไปเป็นจำนวนมาก ยามนี้ต้องการเติมคลังยาในจวน”
เขากวาดตามองผู้คน ก่อนกล่าวเน้น
“ไม่จำกัดชนิด หากเป็นสมุนไพรจากภูเขา โดยเฉพาะของดีจากชิงเฟิง…สกุลเจียงย่อมให้ราคาสูง!”
คำพูดนั้น ทำให้คนในตลาดถึงกับตาเป็นประกาย
“ให้ราคาสูง?”
“สกุลเจียงเชียวนะ!”
“นี่มันโอกาสใหญ่แล้ว!”
เสียงฮือฮาเปลี่ยนทิศทันที จากเรื่องลับในจวนใหญ่ กลายเป็นเรื่องเงินทองทันที
เหยาอวี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ มองภาพทั้งหมดอย่างนิ่งงัน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ ในใจ
ช่างฉวยโอกาสได้แนบเนียนจริงๆ…
นางคิดจะมาเก็บสมุนไพรที่เขาหลัวซานอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่หลงกู่ชิง
เพราะรู้ดีว่าเมื่อเกิดน้ำท่วม โรคภัยย่อมตามมา
แต่ไม่คิดเลยว่า เจียงมู่ไป๋จะขยายเรื่องไปได้ไกลถึงเพียงนี้
เด็กหญิงจึงได้แต่พยักหน้าเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
ยามนี้ ไม่ต้องเสียแรงประกาศให้วุ่นวาย เพียงแค่คนจำนวนมหาศาลที่มุงดูอยู่ตรงนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะกระจายข่าวออกไป ทั่วทั้งชิงเฟิงในเวลาไม่นาน
ในกลุ่มชาวบ้านเหล่านั้นมีสายตาชายผู้หนึ่ง ที่ตั้งแต่ต้นจนจบ หยุดอยู่ที่ตัวของเด็กหญิงตลอดเวลา
นั่นคือสกุลหลัวจากหมู่บ้านหลัวซาน…
…เช่นนั้น
เด็กคนนั้นก็คือหลัวเหยาอวี้?