LNCrawler

ตอนที่ 125

[อ่านฟรีทุกวัน] ชาติภพที่สาม ข้าไม่ขอเป็นผู้ใด [มีE-Book] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 125

ตอนที่ 125


 

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนออกจากชิงเฟิง เสียงล้อไม้บดกับพื้นดินแห้งดังเอี๊ยดอ๊าดเป็นจังหวะ

ภายในรถม้า ทั้งสองนั่งตรงข้าม เสื้อผ้าของทั้งคู่เรียบง่ายกว่าปกติ เป็นชุดลำลองสำหรับขึ้นเขา แขนเสื้อกระชับ เคลื่อนไหวสะดวก

เห็นได้ชัดว่าเตรียมตัวออกเดินทางตั้งแต่เช้า มีใช่ใส่ไว้เพื่อหลอกคนอื่นอย่างที่หลัวเหอเข้าใจ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะต้องเจอมารผจญอย่างพวกเขาแต่เช้า

เหยาอวี้เอนตัวพิงเบาะ เอียงศีรษะเล็กน้อย มองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะยิ้มบางๆ

“ความจริงแค่เรื่องข้า…ก็จัดการพวกเขาได้” นางพูดเหมือนไม่ใส่ใจนัก “อย่างไรก็มีหนังสือตัดขาดอยู่แล้ว” สายตาแฝงแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “พี่รองไม่เห็นต้องพูดถึงสินสอดของหมั้นเหล่านั้นให้ช้ำใจเลยเจ้าค่ะ”

คำว่า สินสอดของหมั้น ถูกเน้นเบาๆ ราวกับจงใจสะกิดแผลเก่า

เจียงมู่ไป๋เหลือบมองนาง ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด เพียงปล่อยให้มุมปากยกขึ้นนิดเดียว ราวกับรู้ทันความคิดเด็กหญิง

เหยาอวี้จำได้ดี ในห้องส่วนตัวที่หอจิ่นอวิ๋น เขาเคยเอ่ยถึงสกุลตู้ด้วยความเหยียดหยามเพียงใดในเรื่องการหมั้นหมายและงานแต่ง

นั่นย่อมเป็นตำหนิหนึ่งในชีวิตของเขาแน่นอน

ชายหนุ่มจึงตอบเพียงเรียบๆ “ต่อให้มีหนังสือตัดขาด…หรือเปลี่ยนแซ่แล้ว แต่ชื่อเสียงว่าอกตัญญู ก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก” เสียงเขานิ่ง

เหยาอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบทันที

“ข้ามิได้จะรับราชการเสียหน่อย ต้องกตัญญูกับคนเช่นนั้น…”

นางเม้มปาก แววตาแข็งขึ้นเล็กน้อย

“ข้าทำใจมิได้หรอกเจ้าค่ะ”

เจียงมู่ไป๋มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ ไม่ใช่ยิ้มเย้ยหยัน แต่เป็นรอยยิ้มที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าไม่อยากให้…ใครเอาเรื่องนี้มาบีบบังคับเจ้าอีก”

เขาพูดช้าๆ ชัดเจนทุกคำ

“คำตอบนี้…เจ้าพอใจหรือไม่”

เหยาอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้น ดวงตาดวงท้อโค้งเป็นเสี้ยวพระจันทร์ พยักหน้างึกงักอย่างไม่ปิดบัง

“พอใจเจ้าค่ะ เป็นพี่รองที่ดีต่อข้าที่สุด”

คำชมตรงไปตรงมา ทำให้สีหน้าชายหนุ่มอ่อนลงอีกเล็กน้อย เขาหลุบตาลงก่อนจะกล่าวต่ออย่างเรียบเฉย แต่คราวนี้น้ำเสียงจริงจังขึ้น

“เพราะสำหรับสตรีที่แต่งงานแล้ว…การอกตัญญูต่อครอบครัวสามี…ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดขับ[1] หรือเหตุผลชอบธรรมเจ็ดประการที่บ้านสามีสามารถใช้หย่าขาดจากภรรยาได้”

เหยาอวี้นิ่งฟัง แม้จะยังว่ารู้สึกว่าไกลตัว แต่สิ่งที่ชายหนุ่มบอกย่อมเป้นเพราะหวังดี

“และหากอกตัญญูต่อครอบครัวตนเอง…” เขากล่าวต่อ “จะเข้าข่ายหนึ่งในสิบอุกฉกรรจ์[2] จะถูกลบชื่อออกจากสาแหรกตระกูล”

พูดถึงตรงนี้เด็กหญิงยังคงทำหน้าเฉยชา นั่นเป็นเพราะนางไม่เคยแยแสตระกูลใด

ชายหนุ่มมองเพียงแวบเดียวก็รู้สึกว่างเปล่าอย่างบอกไม่ถูก

เพราะการใช้ชีวิตแบบไร้รากดั่งจอกแหนของนาง ให้ความรู้สึกเหมือนว่าไม่คุ้นเคยกับยุคสมัย เสมือนว่านางไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งกับโลกนี้ ความสัมพันกับนางมีเพียงบุญคุณความแค้น และการตอบแทนเท่านั้น

สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขามองเห็นมาตลอด ทำให้เขาหนาวเหน็บไม่รู้ตัว

แต่เจียงมู่ไป๋ยังพยายามยึดโยงร่องรอยนั้นไว้ “แน่นอนว่าเจ้ามีสกุลเจียงแล้ว เรื่องนี้ย่อมไม่เป็นอันใด แต่ยังมีโทษจากทางการ …โบยร้อยครั้ง และส่งไปใช้แรงงานที่ชายแดน”

ประโยคนี้ทำให้เหยาอวี้เริ่มครุ่นคิด

“เจ้ารู้หรือไม่ว่า…เพียงแค่ด่าทอหรือขัดคำสั่งร้ายแรง สามารถโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตด้วยการแขวนคอได้”

ครั้งนี้เด็กหญิงถึงกับนิ่งไป ดวงตาที่เมื่อครู่ยังสดใส ยามนี้กลับเงียบลง นางก้มมองมือของตน เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

แม้นางจะระมัดระวัง และไม่เคยดูถูกยุคสมัย แต่ยามได้ยินเช่นนี้จริงๆ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า สังคมยุคโบราณนั้น ถูกกดขี่ด้วยจารีตที่หนักหนาสาหัสจริงๆ

ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยิ้มปลอบใจ

“ข้าเพียงบอกให้เจ้ารับรู้ไว้เท่านั้น …ทว่า ทุกอย่างล้วนมีช่องโหว่ หากพวกเขาอยากฟ้องเจ้า…” สายตาเขาเย็นลงเล็กน้อย “เจ้าต้องทำให้พวกเขา…ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากฟ้อง”

“ต่อให้ละโมบเพียงใด…ก็ไม่กล้าแม้แต่จะต่อแยเจ้าอีก”

เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ เหมือนต่อจิ๊กซอว์ในใจได้ครบ

“เพราะแบบนี้…พี่รองจึงถอนฟ้องเรื่องลักทรัพย์ แล้วให้ซื่อโค่วผู้นั้นลงโทษโบย…ในข้อหาหลบหลู่เกียรติของอั้นโฉ่วแทนสินะเจ้าคะ”

เจียงมู่ไป๋เหลือบตามองนาง ก่อนจะพยักหน้า

“ใช่” คำตอบสั้นๆ แต่หนักแน่น

เขาเอนตัวเล็กน้อย สายตาทอดออกไปนอกม่านรถ เสียงล้อรถยังคงดังสม่ำเสมอ

“ประการแรกก็เพื่อชื่อเสียงเจ้า ถึงอย่างไรเจ้าก็เคยแซ่หลัว และบางครั้ง…การรับโทษของบางคน มันง่ายเกินไป สู้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นชนักติดหลัง” แววตาของเขาเย็นเฉียบลงชั่วขณะ “แล้วให้มีชีวิตอยู่ อย่างหวาดกลัว...จึงจะเหมาะสม”

คำพูดนั้น ทำให้เหยาอวี้นิ่งไปอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะตกใจ หากเป็นเพราะเริ่มเข้าใจโลกของคนตรงหน้ามากขึ้นอีกเล็กน้อย

ไม่ใช่เพียงเหยาอวี้ที่สังเกตเขา ชายหนุ่มก็ลอบมองเด็กหญิงเช่นกัน เมื่อดวงตาดอกท้อคู่นั้นยังคงกระจ่างใสเช่นเคย ความกดทับในใจก็พลันเบาลง

เพราะนางเป็นหมอ ธรรมชาติของนางย่อมสัมพันกับเมตตาเป็นพื้นฐาน

เขาจึงไม่อยากให้นางเห็นด้านนี้ของตนนัก ที่เขาต้องเท้าความกฎหมายยืดยาวก็เพียงเพื่อโน้มน้าวให้นางเข้าใจ ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงต้องใจดำ

เขารู้ดีว่าตัวเองนั่นน่ารังเกียจเพียงใด ยังมีความลับอีกมากที่เขาไม่กล้าเอ่ยบอกผู้ใด แต่เขาไม่อยากให้นางรังเกียจหรือหวาดกลัวเขา

ระหว่างพูดประโยคเหล่านั้น เขาเต็มไปด้วยความระมัดระวัง พยายามสะกดความกลัวหากนางเผยความรังเกียจออกมา

ดังนั้นเขาจึงต้องหยั่งเชิง หากนางไม่ชอบเขาที่เป็นเช่นนี้ เขาก็จะเป็นในแบบที่นางชอบต่อหน้านางก็พอ

อย่างเช่นตอนที่นางหลบเลี่ยงเขาเพราะไม่สบายใจจากเรื่องในหอจิ่นอวิ๋น ดังนั้นเขายินดีจะถอย ไม่ว่าจะเป็นระยะใด ขอเพียงนางยินดีจะกลับมาเคียงข้าง ขอเพียงนางพอใจ จะเป็นเช่นไรก็ย่อมได้


 

ก่อนเดินทางมายังเขาหลัวซาน เจียงมู่ไป๋ได้ให้พวกจินต้าฉางจัดการเรื่องรับซื้อสมุนไพร โดยทิ้งเงินไว้จำนวนหนึ่ง และบอกว่าหากจัดการเรื่องโรงเตี้ยมและโรงงานเครื่องประทินผิวเรียบร้อย ให้จัดการขนของทั้งหมดไปรอเจอกันที่เจียงหนาน

ซึ่งระหว่างนั้น นอกจากจะรับซื้อสมุนไพร ยังได้มอบหมายเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในกับพวกจินต้าฉางจัดการด้วย 


 

การมาชิงเฟิงครั้งนี้มีคนงานสกุลเจียงมาคุ้มกันจำนวนหนึ่ง สาเหตุก็เพราะครั้งก่อนเจียงมู่ไป๋เกิดได้รับบาดเจ็บจากอันธพาลตอนที่คลาดกับอาไฉ อีกเหตุผลก็เพราะต้องพาเหยาอวี้ขึ้นเขาหลัวซาน

ตะวันคล้อยบ่ายพวกเขาจึงลงจากรถม้า เมื่อจัดเตรียมสัมภาระเรียบร้อยก็ขนของขึ้นเขาทันที เด็กหญิงวางแผนไว้ว่าจะขึ้นเขาหลัวซานเพียงเจ็ดวันเท่านั้น

ระหว่างทางเจอกับชาวบ้านจำนวนหนึ่ง บางคนจำเหยาอวี้ได้ก็ตกใจ เพราะยังจำเหตุการณ์ที่เรือนหลัวถูกทำลายได้ดี ทว่าเมื่อมองเสื้อผ้าที่ดูเรียบง่ายของเด็กหญิง แต่ก็รู้ว่าเป็นผ้าเนื้อดี กับชายหนุ่มท่าทางสูงศักดิ์ กับคนติดตามอย่างนอบน้อมหลายคนก็รู้สึกสับสน

บางคนเคยเข้าตำบล จึงได้รู้ว่าพวกหลัวเหอหนีไปเปิดร้านสมุนไพรเล็กๆ กับน้องชายที่ชิงเฟิง แต่ก็ไม่เคยเห็นเด็กหญิงนานแล้ว

บางคนข่มความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวจึงเข้ามาถาม

“แม่หนูสามสกุลหลัว เจ้ามาหาของป่าหรือ?”

เหยาอวี้เมื่อถูกถามไถ่ ก็จำได้ว่าเป็นหญิงชาวบ้านที่เคยหลบในถ้ำตอนติดฝนครานั้น

“เจ้าค่ะ” นางตอบสั้นๆ มิได้กล่าวอันใดอีก

ชาวบ้านรอบข้างเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงพยายามจะเข้ามาถามไถ่เช่นกัน

เหยาอวี้ตอบคำถามทั่วไปด้วยคำตอบง่ายๆ ก่อนจะหาทางแยกออกไป แน่นอนว่ามีบางคนอยากติดตาม เพราะมันเป็นปกติอยู่แล้วที่ชาวบ้านมักจะขึ้นเขาแล้วติดตามนายพราน เผื่ออาศัยโอกาสได้เจอของดี

ยิ่งเห็นชายร่างกายกำยำหลายคน ที่ดูก็รู้ว่าแข็งแรงกว่านายพรานในหมู่บ้านเสียอีก จึงคิดว่าคนพวกนี้คงมาหาของดีในป่าแน่นอน

แต่การนำทางของเหยาอวี้มักเลือกทางที่รกชัฎ เสื้อผ้าของทุกคนถูกอบด้วยว่านน้ำ และโกฐจุฬาลัมพา ยิ่งมีคนคุ้มกันที่คอยถางหญ้าให้ เพียงไม่นานกลุ่มของเด็กหญิงก็หลุดพ้นสายตาของชาวบ้านแล้ว

“โห มีแต่สัตว์เลื่อยคลานเต็มไปหมด เหตุใดคนพวกนั้นจึงไปฝ่าโดยไม่เกรงกลัวเลยนะ”

“อัยหย้า… เห็นหรือไม่” สายตาจับจ้องไปยังพงหญ้ารกชัฏที่เพิ่งถูกถางเปิดออก ไม่นานนัก เงาของคนกลุ่มนั้นก็หายลับเข้าไปในป่าทึบ


 

เหลือเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ หญิงชาวบ้านคนหนึ่งกุมอก สีหน้าทั้งตกใจทั้งขนลุก

“ทางแบบนั้น…ยังจะกล้าเดินเข้าไปอีก”

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว ก้าวเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนจะรีบถอยหลังทันที

อีกคนรีบพยักหน้าแรง “ใช่ๆ ข้าเห็นแว้บหนึ่ง มีงูตัวใหญ่เลื้อยผ่านไปด้วย พวกเขาไม่กลัวกันหรืออย่างไร!”

ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีคนถอนหายใจอย่างเสียดาย เพราะไม่กล้าตามไปมากกว่านี้

“คนพวกนั้น…คงไม่ได้ขึ้นเขามาหาของป่าธรรมดาแน่”

“อาจจะเป็นพวกหาสมุนไพรล้ำค่า”

อีกคนพูดอย่างตื่นเต้น

“คนไปตำบลเมื่อเช้าเพิ่งกลับมาบอกว่ามีคนกว้านซื้อสมุนไพรในชิงเฟิงให้ราคาดีมาก”

คำพูดนี้ทำให้หลายคนตาเป็นประกาย แต่เมื่อหันไปมองทางที่รกชัฏอีกครั้ง ก็ได้แต่กลืนน้ำลาย

“ของดี…ก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลก”

“เขาบอกว่ารับหมดไม่จำกัด เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปเช่นพวกเขาหรอก”

หญิงชาวบ้านคนเดิมถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย แล้วหันหลังกลับ

“ไปเถอะ คนกับคน…ชะตาไม่เหมือนกัน”



 

[1] ในสมัยจีนโบราณเจ็ดขับ (七出 - Qī Chū) คือกฎเกณฑ์ 7 ประการที่อนุญาตให้สามีหย่าขาดจากภรรยาได้โดยชอบธรรม ซึ่งถูกบันทึกไว้ในกฎหมายตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังจนถึงราชวงศ์ชิง ได้แก่

อกตัญญูต่อพ่อแม่สามี : การไม่ปรนนิบัติ ขัดคำสั่ง หรือแสดงความไม่เคารพต่อพ่อแม่ของสามี (ถือเป็นข้อที่ร้ายแรงที่สุด)

ไม่มีบุตรสืบสกุล : หากภรรยาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลได้ (มักจะพิจารณาเมื่อภรรยาอายุเกิน 50 ปีไปแล้ว)

ประพฤติผิดประเวณี : การคบชู้หรือมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้สายเลือดของตระกูลแปดเปื้อน

ขี้หึงริษยา : การแสดงความหึงหวงเมื่อสามีมีอนุภรรยา หรือสร้างความวุ่นวายในบ้านจนครอบครัวไม่สงบสุข

มีโรคเรื้อรังหรือโรคร้าย : เช่น โรคที่ติดต่อได้หรือโรคที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษได้

ปากมาก/นินทา : การพูดจายุยงให้คนในครอบครัวแตกคอกัน หรือนำเรื่องภายในบ้านไปโพทะนาภายนอก

ลักขโมย : การแอบยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของครอบครัวสามีไปใช้ส่วนตัวหรือส่งให้ครอบครัวเดิมของตน





 

[2] สิบอุกฉกรรจ์ (十惡 - Shí È) คือ กลุ่มอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด 10 ประการในระบบกฎหมายจีนโบราณ อ้างอิงในสมัยราชวงศ์สุยและถัง ซึ่งถือเป็นความผิดที่ไม่อาจอภัยโทษได้ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและศีลธรรมในครอบครัวอย่างรุนแรง

มั่วสุมก่อการกบฏ : พยายามล้มล้างราชวงศ์หรือองค์จักรพรรดิ

มั่วสุมก่อการขบถ : พยายามทำลายพระราชวัง วัดหลวง หรือสุสานหลวง

มั่วสุมทรยศชาติ : การทรยศประเทศชาติหรือแปรพักตร์ไปเข้ากับศัตรู

อกตัญญูขั้นรุนแรง : การทำร้ายหรือสังหารผู้อาวุโสในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่สามี

ความผิดฐานโหดเหี้ยม (ไม่เป็นธรรม)  : การฆาตกรรมสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน 3 คนขึ้นไป หรือการฆ่าโดยวิธีทรมาน/ใช้คุณไสย

ลบหลู่เบื้องสูง  : การแสดงความไม่เคารพต่อจักรพรรดิ เช่น ขโมยของใช้ส่วนพระองค์ หรือปรุงยาถวายผิดพลาด

ความอกตัญญู : การด่าทอพ่อแม่ปู่ย่าตายาย, ไม่เลี้ยงดูท่าน, หรือจัดงานรื่นเริงในช่วงไว้ทุกข์

ความไม่ออมชอม (ไม่ปรองดอง)  : การทำร้ายหรือฟ้องร้องสามี หรือญาติสนิทในตระกูล

ความไม่เที่ยงธรรม  : การสังหารผู้บังคับบัญชา ครูบาอาจารย์ หรือภรรยาที่ไม่ยอมไว้ทุกข์ให้สามี

การผิดประเวณีในวงศ์ตระกูล : การมีเพศสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือเครือญาติที่ใกล้ชิด

 

ฮัน: พอได้รู้กฎหมายเก่าๆ ของจีนโบราณแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมตัวละครในนิยายจีน ถึงเคร่งเรื่องกตัญญูมากจริงๆ เพราะหากเจ้าบ้านไปฟ้องร้องว่าอกตัญญู คือ โทษตายสถานเดียว กฎหมายปัจจุบันก็ยังมีเรื่องการจ่ายค่าเลี้ยงดูบุพการีด้วยนะคะ เรียกว่ายังหยั่งรากมาถึงปัจจุบันอยู่ แม้จำนวนเงินไม่มากนัก แต่ก็ยังมี